
คำอธิบายของวลีที่ว่า ‘เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย’ ตอนที่ 4
สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะถ่ายทอดก็คือ ต้องการให้คนวางท่าทีต่อเงินอย่างถูกต้องในฐานะที่เงินเป็นเพียง “ปัจจัย”
โดย...ว.วชิรเมธี
สิ่งที่ผู้เขียนต้องการจะถ่ายทอดก็คือ ต้องการให้คนวางท่าทีต่อเงินอย่างถูกต้องในฐานะที่เงินเป็นเพียง “ปัจจัย” อย่างหนึ่งในบรรดาปัจจัยอีกหลายๆ อย่างของการดำรงชีวิตเท่านั้น อย่าให้ค่า อย่าให้ความสำคัญกับเงินมากเกินไป จนกลายเป็นสรณะสูงสุดของชีวิต ด้วยเหตุนี้ถึงได้บอกว่า “เงินงอกงาม” (ถ้าหากมีเงิน) ก็เพื่อ “ธรรมงอกเงย” (จงเปลี่ยนเงินนั้นเป็นคุณภาพชีวิตในทางที่สร้างสรรค์) สาระสำคัญก็มีอยู่แค่นี้ แต่เวลานี้มีบางคนเข้าใจผิดกันไปไกล เหมือนกำลังพูดกันอยู่คนละเรื่อง เหมือนคนหนึ่งถามว่า “ไปไหนมา” อีกคนกลับตอบว่า “สามวากับสองศอก” ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกันเลย
เพื่อไม่อยากให้เข้าใจผิดมากไปกว่านี้ว่าแนวคิด “เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย” นั้นมีความหมายอย่างไรแน่ ผู้เขียนขอยกเอา “เรื่องจริง” ในสมัยพุทธกาลของอภิมหาเศรษฐีชื่ออนาถปิณฑิกะ (บิล เกตส์ แห่งสมัยพุทธกาล) มาเล่าให้ฟังอย่างหมดจด โดยไม่ตัดทอนคำแปลจากต้นฉบับในภาษาบาลีเลย ดังต่อไปนี้
อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี ใช้เงินจ้างลูกไปฟังธรรม
“นายกาละแม้จะเป็นบุตรของอนาถปิณฑิกเศรษฐีก็จริง แต่หามีศรัทธาในพระรัตนตรัยเช่นเศรษฐีไม่ เขาไม่ปรารถนาไปเฝ้าพระศาสดาทั้งที่อารามและที่บ้านของตน ไม่ต้องการฟังธรรม ไม่ต้องการขวนขวายปฏิบัติบำรุงพระสงฆ์ แม้มารดาบิดาอ้อนวอนอยู่เนืองๆ ก็หาเชื่อฟังไม่
อนาถปิณฑิกเศรษฐีผู้บิดาคิดว่า “เจ้ากาละนี้ เมื่อมีความเห็นผิดอยู่อย่างนี้จะต้องตกนรกอย่างแน่นอน เมื่อเรายังรู้เห็นอยู่ ไม่ควรที่เขาจะตกนรก เราควรออกอุบายให้เขามีความเห็นชอบ ก็บุคคลผู้ไม่อยากได้ทรัพย์ ดูเหมือนจะไม่มีในโลกนี้ เราควรทำลายทิฐิผิดๆ แห่งบุตรของเราเสีย”
เศรษฐีจึงพูดกับนนายกาละผู้บุตรว่า
“พ่อ เจ้าจงรักษาอุโบสถ ไปวิหารแล้วฟังธรรมเถิด เสร็จแล้วเราจักให้กหาปณะ 100 แก่เจ้า”
นายกาละให้พ่อรับคำถึง 3 ครั้ง แล้วจึงยอมรักษาอุโบสถ ไปสู่วิหารอันเป็นที่ประทับของพระศาสดา แต่หาได้ฟังธรรมไม่ เขาเลือกนอนที่ใดที่หนึ่งอันผาสุกแก่ตน แล้วรุ่งขึ้นรีบกลับบ้านแต่เช้าตรู่
ฝ่ายเศรษฐีบิดาของเขาเห็นลูกชายกลับมาก็รีบบอกคนใช้ให้นำอาหารอันประณีตมาให้โดยเร็ว แต่นายกาละไม่ยอมบริโภค จนกว่าจะได้กหาปณะก่อน เศรษฐีจึงยอมมอบเงิน 100 กหาปณะให้ เขาจึงยอมบริโภคอาหาร
วันรุ่งขึ้นเศรษฐีขอให้เขาไปฟังธรรม และให้จำพระพุทธพจน์ให้ได้สักบทหนึ่ง โดยยืนฟังต่อพระพักตร์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า หากทำได้ดังนั้นจะได้รางวัล 1,000 กหาปณะ นายกาละรับด้วยความยินดี
เขาไปยืนฟังธรรมเฉพาะพระพักตร์พระศาสดา พระพุทธองค์ทรงทราบเรื่องที่นายกาละรับจ้างบิดามาฟังธรรม จึงทรงบันดาลให้เขาจำไม่ได้แม้แต่บทเดียว เขาจึงตั้งใจฟังมากขึ้น เพื่อจำให้ได้สักบทหนึ่ง ฟังไปๆ ได้บรรลุโสดาปัตติผล
พอรุ่งขึ้นเขากลับบ้านพร้อมภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าทรงเป็นประมุข มหาเศรษฐีเห็นแล้วรำพึงว่า “วันนี้ลูกเราน่ารักจริง เราชอบใจ”
เมื่ออังคาสพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เศรษฐีก็สั่งให้อาหารแก่บุตรชายเหมือนกัน นายกาละนั้นคิดอยู่ตลอดเวลาว่า ขอบิดาอย่าได้ให้ทรัพย์แก่ตนเฉพาะพระพักตร์ของพระศาสดาเลย และขอพระศาสดาอย่าได้ทรงล่วงรู้ถึงเรื่องที่ตนรักษาอุโบสถและฟังธรรมเพื่อค่าจ้าง แต่ความจริงเรื่องนี้พระศาสดาทรงทราบแล้วตั้งแต่วันวาน
เมื่อพระศาสดาเสวยเสร็จแล้ว มหาเศรษฐีให้คนวางห่อกหาปณะพันหนึ่งตรงหน้าบุตร พร้อมพูดว่า
“กาละ นี่ค่าจ้างสำหรับเจ้าที่รักษาอุโบสถและฟังธรรม”
นายกาละรู้สึกละอายอย่างยิ่ง จึงพูดว่า “พ่อ ผมไม่รับกหาปณะเหล่านี้ดอก” แม้บิดาจะอ้อนวอนหลายครั้ง ก็หารับไม่
เศรษฐีได้ทูลเล่าเรื่องทั้งปวงให้พระศาสดาทรงทราบ พระพุทธองค์ตรัสว่า “ที่เป็นอย่างนั้นเพราะบุตรของท่านได้รับแล้วซึ่งสิ่งอันประเสริฐกว่าสมบัติแห่งจักรพรรดิราช ประเสริฐกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวงนั่นคือ โสดาปัตติผล” ดังนี้แล้วตรัสพระคาถาว่า
“โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นจักรพรรดิ กว่าการไปสู่สวรรค์ และกว่าความเป็นใหญ่ในโลกทั้งปวง”
เรื่องบุตรของอนาถปิณฑิกเศรษฐีที่ใช้กุศโลบาย “จ้างลูกไปฟังธรรม” (เพราะเขารู้ดีว่าคนทั้งโลกนั้นเห็นเงินล้วนตาโต รวมทั้งลูกของเขา) จนลูกได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าแล้วบรรลุธรรมกลายเป็นพระอริยบุคคลระดับโสดาบัน และในที่สุดเขาก็มีจิตหลุดพ้นจากการเห็นแก่เงินอย่างสิ้นเชิง
นี่คือตัวอย่าง หรือคือที่มาของคำกล่าวที่ว่า “เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย” (ถ้ามีเงินจงเปลี่ยนเงินเป็นคุณภาพชีวิต ซึ่งในกรณีนี้ท่านเศรษฐีใช้เงินซึ่งเป็นโลกิยทรัพย์ เป็นรางวัลจูงใจให้ลูกได้อริยทรัพย์ คือ มรรค ผล นิพพาน ซึ่งเป็นแก่นสารอันแท้จริงของชีวิต)
มรรค ผล นิพพาน ทำให้ลูกของเศรษฐีกลายเป็นคนใหม่ มีชีวิตใหม่ ได้คุณภาพชีวิตใหม่อย่างสิ้นเชิง
นี่เอง เราถึงเรียกกันว่า “เงินงอกงาม เพื่อธรรมงอกเงย”
&<2288;







