
ทิ้งให้น้อย ใช้ให้มาก ไอเดีย ‘re’
โดย...มัลลิกา นามสง่า
โดย...มัลลิกา นามสง่า
“re” คือชื่อแบรนด์ของกระเป๋า (เศษ) หนัง ผ้าไวนิล ซึ่งเป็นการนำวัสดุเหลือใช้ ใช้แล้วทิ้ง นำกลับมาสร้างสรรค์ใหม่เติมคุณค่าให้กับสิ่งเหล่านั้น เป็นผลิตภัณฑ์ของ “ทองทิพย์ วีระกะลัส” สินค้าของเธอวางขายอยู่ที่เดอะช็อป ศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) ณ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มโพเรียม ชั้น 6
ส่วนที่มาของชื่อผลิตภัณฑ์ “re” ทองทิพย์ต้องการสื่อถึงความของ Recycle, Reduce และ Reuse ซึ่งทั้งหมดล้วนแสดงให้ตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งของ เพราะเดี๋ยวนี้คนกินทิ้งกินขว้าง ใช้ข้าวของฟุ่มเฟือย รักง่ายเบื่อเร็ว นำมาซึ่งการใช้มากและปลายทางก็กลายเป็นขยะจำนวนมหาศาล
ทองทิพย์ เคยเข้าร่วมโครงการ “เทศกาลปล่อยแสง 8 : คิด/ทำ/กิน ตอน ปล่อยเด็ก เปล่งแสง” เมื่อกลางปีที่แล้ว เป็นงานนี้เปิดพื้นที่ให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ไฟแรง โดยเฉพาะนิสิต นักศึกษา ระดับ ปวช. ปวส. ปริญญาตรี และปริญญาโท ที่กำลังจะจบการศึกษาในปีนั้น เข้ามานำเสนอผลงานที่มีจุดขายและสามารถต่อยอดทางธุรกิจได้ ซึ่งตอนนั้นทองทิพย์ได้นำเสนองานธีสิส เพื่อจบจากคณะศิลปกรรมศาสตร์ แผนกออกแบบผลิตภัณฑ์ วิทยาลัยเพาะช่าง ในครั้งนั้นผลงานที่นำเสนอเป็นเพียงโมเดล ทว่าในอีกปีถัดมาไอเดียของเธอก็สามารถสร้างสรรค์ให้เป็นจริงได้ และโชคดียิ่งกว่าเมื่อมีตลาดรองรับและมีคนสนใจอยากซื้อหาผลงานของเธอ จนนำมาสู่การสร้างแบรนด์ “re”
“ทุกวันนี้เราใช้ทรัพยากรกันมากมาย ของเหลือก็กลายเป็นขยะ แล้วทำไมเราต้องเอาของใหม่มาใช่ตลอด เราน่าจะใช้กันทิ้งกันให้น้อยลงไหม ของใหม่ก็ใช้ให้คุ้มค่า อย่างเศษหนังกับไวนิลถ้าไม่มีคนนำมาใช้มันก็กลายเป็นขยะ แต่เรานำมาผสมเติมนั้นนี้เข้าไปหน่อยก็เป็นงานที่สวยขึ้นมาได้ มันอาจไม่ถูกใจทุกคน แต่ต้องมีคนที่แบบชอบแบบบ้าง วัสดุแปลกดี แม้จะไม่ใช่ของใหม่ แต่ของพวกนี้ทำแล้วมันจำกัดตัวมันเอง ไม่ใช่งานโรงงานทำแบบหนึ่งได้พันใบ แต่ไวนิล 1แผ่น ทำเต็มที่ได้กระเป๋าไอแพด 10 ใบ กระเป๋านามบัตร 15 ใบต่อลาย” ทองทิพย์ กล่าว
เพราะมีความรู้ในเรื่องการเลือกหนังและทักษะการเย็บกระเป๋าหนังจากโรงงานทำหนังที่เคยฝึกงานอยู่เป็นทุนเดิม ทองทิพย์จึงใช้ทักษะนั้นมาสร้างสรรค์ นำเศษหนังวัวที่มีราคาไม่แพงหรือมีรอยตำหนิ ซึ่งเป็นส่วนที่โรงงานหนังไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ต่อ เมื่อสินค้าต้องถูกวางจำหน่ายและนำไปใช้ได้จริง ทองทิพย์ต้องต่อยอดและพัฒนาสินค้าให้แปลกใหม่มากขึ้น ที่ปรึกษาโครงการปล่อยแสงจึงแนะนำให้ทดลองใช้วัสดุอื่นนอกเหนือจากเศษหนังเข้ามาผสม โดยให้คำนึงถึงต้นทุนค่าแรงเพราะเป็นงานทำมือ ในการตั้งราคาสินค้า ซึ่งก่อนหน้านี้เธอไม่เคยให้ความสำคัญมาก่อน ดังนั้น ทองทิพย์จึงเลือกใช้แผ่นไวนิลที่ใช้แล้วมาผสมกับเศษหนังซึ่งเป็นวัสดุหลัก สร้างสรรค์ขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์กระเป๋าจากวัสดุรีไซเคิลที่สามารถใช้งานได้จริง มีเอกลักษณ์และเข้ากับกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
ดังนั้น สินค้าภายใต้ยี่ห้อ re หลักๆ ผลิตมาจากวัสดุ 2 ประเภท คือ หนังและไวนิล ซึ่งนำมาตัดเย็บเป็นกระเป๋านามบัตร กระเป๋าใส่เหรียญ กระเป๋าสตางค์ กระเป๋าใส่ไอแพด กระเป๋าใส่โทรศัพท์มือถือ ปกสมุด ดีไซน์ของกระเป๋าแต่ละแบบนั้น ไม่ได้สวยเก๋แปลกไปกว่ากระเป๋ายี่ห้ออื่นๆ ทว่ามีรูปทรงธรรมดาดาษดื่น มิหนำซ้ำดูก็รู้ทันทีว่าผลิตมาจากหนังเหลือใช้ หรือไวนิลที่ผ่านการใช้งานมาแล้ว
ทองทิพย์ให้เหตุผลว่า ได้รับคำแนะนำจากผู้จัดการร้านเดอะช็อปว่า น่าจะทำงานที่ทุนน้อย เพื่อให้เราสามารถทำได้และได้ทำของที่เราชอบ อย่างหนังเราก็ไม่ได้ใช้ปริมาณเยอะ “เพราะถ้าเยอะเป็นกระเป๋าก็จะหนักและแพง แต่เราทำหนังน้อยลงแล้วเอาวัสดุอื่นมาผสม ต้องบอกก่อนเลยว่า ทุนเราไม่มี เราต้องหาในสิ่งที่ใกล้ตัวเรามาทำอะไร มันอาจจะเป็นรูปแบบที่มีมาอยู่แล้ว แต่วัสดุเปลี่ยนไป สีเปลี่ยนไป และเสน่ห์ของงานรีไซเคิลมันจะจำกัดตัวมันเองอยู่แล้ว ซึ่งจะมีกลุ่มคนที่ชอบงานแนวนี้อยู่แล้ว”
การหาวัสดุอย่างไวนิล โชคดีมากที่รุ่นพี่ของทองทิพย์เปิดบริษัทกราฟฟิก ดังนั้นจึงมีป้ายไวนิลเก่า ซึ่งเธอก็ไปขอนำมาทำงาน ที่สำคัญได้มาแบบฟรีๆ ด้วย ส่วนหนังก็มีทั้งขอตามร้านที่รู้จักและซื้อหา มีราคาตั้งแต่กิโลกรัมละ 40200 บาท ซึ่งจำนวนหนัง 1 กิโลกรัม หากนำมาผลิตก็สามารถเย็บกระเป๋านามบัตร กระเป๋าใส่โทรศัพท์มือถือ คละกันไปได้ประมาณ 2030 ใบ เฉลี่ยราคาที่นำออกจำหน่ายก็ใบละ 100 กว่าบาท
ทองทิพย์เล่าถึงขั้นตอนการสร้างงาน... “ตอนแรกต้องหาวัสดุก่อนค่อยออกแบบ ถ้าเราออกแบบก่อนแล้วหาวัสดุได้ไม่ตรงกัน จะเสียเวลาต้องกลับมาออกแบบอีกทีหนึ่ง พอเราได้ของมาก็จะดูว่ามีขนาดใหญ่หรือเล็ก ผิววัสดุเป็นอย่างไร ค่อยมาออกแบบอีกที พอออกแบบลองทำตัวอย่างใบหนึ่ง เอาไปให้ที่ร้านดูก่อนว่าโอเคไหม ถ้าได้ก็มาเริ่มทำส่ง แบบที่ออกก็เป็นรูปทรงที่มันง่ายๆ ไม่ได้ซับซ้อน ใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชายอีกอย่างเราเซฟทุกอย่างทั้งวัสดุ กระบวนการผลิต”
ทุกวันนี้ ทองทิพย์ทำงานออกแบบเย็บกระเป๋าอยู่ที่บ้าน โดยมีคุณแม่ช่วยเย็บบ้าง เพราะต้องการงานเย็บที่ประณีต เคยจ้างช่างเย็บแต่งานออกมาไม่ได้คุณภาพ ส่วนการหาวัสดุก็เป็นหน้าที่ของคุณพ่อ เรียกได้ว่าเป็นธุรกิจครอบครัวที่ช่วยกันคนละไม้คนละมือ และที่สำคัญงานที่พวกเขาทำอยู่ยิ่งกระตุ้นเตือนให้เห็นถึงความสำคัญของวัสดุเหลือใช้ว่ายังมีคุณค่า หากรู้จักเลือกที่จะนำมาต่อยอด และการใช้สิ่งของใช้อย่างคุ้มค่าและพอเพียง ไม่ใช้ให้เหลือกลายเป็นเศษขยะ







