อันยองฮาเซโย ชอลลานัมโด
เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยวในประเทศเกาหลีใต้ ภาพที่มักจะคุ้นตาคือสีสันของความทันสมัยในกรุงโซล
เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยวในประเทศเกาหลีใต้ ภาพที่มักจะคุ้นตาคือสีสันของความทันสมัยในกรุงโซล
สถานที่สวยงามซึ่งเคยเป็นฉากสำคัญในซีรีส์ละครดัง และย่านการค้าใจกลางเมืองที่คราคร่ำไปด้วยผู้คน แต่ต่อจากนี้ไปขอให้หลับตาแล้วลืมภาพนั้นเสีย เพราะเรากำลังจะพาท่านผู้อ่านเดินทางลงสู่ทางใต้ เพื่อไปสัมผัสกับอีกหนึ่งมุมมองของประเทศนี้ ที่อาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก
จากประเทศไทยเราออกเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิด้วยสายการบิน Asiana Airlines เที่ยวบินประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ และไปถึงสนามบินปลายทางคือสนามบินนานาชาติอินชวอน ประมาณ 7 โมงเช้าตามเวลาท้องถิ่น จากนั้นเราจะต้องเดินทางต่อไปยังสนามบินกิมโพ เพื่อต่อเครื่องภายในประเทศ ซึ่งเราเลือกใช้บริการแอร์พอร์ตลิงก์ รถไฟฟ้า AREX ซึ่งวิ่งให้บริการระหว่างสนามบินนานาชาติอินชวอนและกรุงโซล มีให้เลือกทั้งขบวนรถด่วนพิเศษหรือรถธรรมดา แต่ด้วยเวลาที่จำกัดเราจึงจับขบวนรถธรรมดา ใช้เวลาเพียง 45 นาที ก็มาถึงสนามบินกิมโพ ว่ากันว่าหากเป็นขบวนด่วนพิเศษจะใช้เวลาเพียง 20 นาทีเท่านั้น และหากใช้บริการรถบัสจะใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง นี่จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการประหยัดเวลาที่เราขอแนะนำ ซึ่งจากสนามบินกิมโพเราใช้เวลาบินเพียง 1 ชั่วโมงก็มาถึงเมืองควางจู มหานครแห่งจังหวัดชอลลานัมโด จังหวัดซึ่งเป็นเป้าหมายของการมาค้นหาองศาใหม่ๆ ในประเทศเกาหลีใต้
หากใครที่เคยติดตามซีรีส์ประวัติศาสตร์เกาหลีมาก่อน จะคุ้นเคยกับคำว่าอาณาจักรเพคเจเป็นอย่างดี เพราะเป็น 1 ใน 3 อาณาจักรสำคัญในประวัติศาสตร์ อันประกอบด้วย อาณาจักรโกคูรยอและอาณาจักรซิลลา ซึ่งทั้งสามอาณาจักรนี้เคยครองความยิ่งใหญ่บนคาบสมุทรเกาหลีเป็นระยะเวลานับพันปี ซึ่งมีเพียงอาณาจักรเพคเจเพียงอาณาจักรเดียวเท่านั้นที่ไม่มีความโดดเด่นทางอำนาจและทางทหาร แต่กลับโดดเด่นด้วยทรัพยากรธรรมชาติทั้งทางบกและทางทะเล ซึ่งในปัจจุบันบริเวณที่เคยเป็นที่ตั้งของอาณาจักรเพคเจนั้น คือที่ตั้งของจังหวัดชอลลานัมโด จังหวัดที่ได้ชื่อว่าเป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญของประเทศเกาหลีใต้ เพราะเป็นเพียงจังหวัดเดียวที่มีที่ราบลุ่มเหมาะสำหรับการทำเกษตรกรรมมากที่สุด ในขณะที่จังหวัดอื่นๆ มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาลาดชัน นอกจากนี้จังหวัดชอลลานัมโดยังมีฉายาว่า “Kingdom of Island” เพราะมีเกาะน้อยใหญ่รวมกันแล้วประมาณ 2,000 เกาะ จึงเป็นแหล่งประมงที่สำคัญของประเทศ
จากมหานครควางจู เราเดินทางต่อมายังที่เมืองทามยาง เมืองเล็กๆ เงียบสงบและรายล้อมด้วยผืนป่าถึงร้อยละ 60 ของพื้นที่ทั้งหมด ดังนั้นไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็จะเห็นแต่ความเขียวชอุ่มของพรรณไม้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นไผ่ ซึ่งเป็นพืชที่พบได้มากที่สุดในเมืองนี้ ชาวท้องถิ่นบอกกับเราว่า ต้นไผ่ที่นี่ได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดีที่สุดในประเทศ ดังนั้นผลิตภัณฑ์เครื่องจักสานต่างๆ ที่ทำจากไม้ไผ่ จึงเป็นสินค้าโอท็อปของที่นี่ แต่ที่พิเศษสุดคือเราได้รับคำแนะนำว่า มาถึงที่นี่ทั้งทีก็ต้องลองไปชิมข้าวที่หุงในกระบอกไม้ไผ่ที่ร้าน Guk-bo 966 แหม พอเห็นหน้าค่าตาแล้วก็ไม่ต่างจากข้าวหลามบ้านเราสักเท่าไหร่ แต่ถามถึงเรื่องรสชาติแล้ว แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะข้าวหลามบ้านเรามีรสชาติหวานมันจากกะทิ เน้นรับประทานเป็นของกินเล่น แต่ที่นี่เน้นรับประทานเป็นอาหารหลัก ซึ่งนอกจากข้าวแล้ว เขายังผสมถั่วแดง เมล็ดพุทราแห้ง เมล็ดแปะก๊วย โสมเกาหลี และอื่นๆ อีกมากมายลงไป จึงทำให้ข้าวที่ผ่านการหุงแล้วมีรสชาติกลมกล่อมและมีสรรพคุณทางยาอีกด้วย สามารถรับประทานคู่กับอะไรก็ได้ แต่ที่ขาดไม่ได้เลยคือกิมจิ
เติมพลังให้กับร่างกายแล้วก็ต้องหาที่สำหรับเดินย่อยเสียหน่อย ซึ่งไม่ไกลกันนั้นเป็นที่ตั้งของไร่สตรอเบอร์รี อีกหนึ่งสินค้าการเกษตรที่มีชื่อเสียงของเมืองทามยาง ถึงแม้ว่าช่วงที่เรามานั้นอากาศจะหนาวและแห้งมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีการปลูกพืชแบบโรงเรือน จึงทำให้สตรอเบอร์รีที่นี่ยังคงเจริญเติบโตและให้ผลผลิตได้ เจ้าของฟาร์มสตรอเบอร์รีที่มีชื่อว่า Gorosugil ใจดีพาเราเข้าไปเยี่ยมชม และแบ่งปันผลผลิตส่วนหนึ่งให้เรารับประทานแบบสดๆ เราจึงสงสัยว่าผลผลิตที่นี่รับประทานได้ทันทีเลยหรือ? เจ้าของฟาร์มพยักหน้าเพื่อแสดงความมั่นใจ พร้อมบอกว่าสตรอเบอร์รีที่นี่ไม่ใช้สารเคมีเลยแม้แต่น้อย จากนั้นเราจึงได้รับการบอกเล่าอีกว่า เมืองทามยางกำลังจะถูกยกระดับให้เป็น Eco City หรือเมืองที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้นอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งเป็นอาชีพหลักของผู้คนในเมืองนี้ ก็จะต้องปรับเปลี่ยนเข้าสู่การเป็นเกษตรปลอดสารพิษหรือการทำเกษตรแบบออร์แกนิก ว่ากันว่ากว่าที่แต่ละฟาร์มจะได้รับใบรับรองว่าเป็นฟาร์มออร์แกนิกนั้นต้องผ่านการประเมินไม่น้อยกว่า 5-6 ปี จึงจะได้ใบรับรอง ดังนั้นถ้ามีโอกาสแวะมาที่ทามยางเราขอแนะนำให้ลองเข้ามาท่องเที่ยวยังฟาร์มแห่งนี้ รับรองได้ว่าคุณจะได้สัมผัสกับสตรอเบอร์รีลูกโตๆ รสชาติหวานฉ่ำ แต่ที่แน่ๆ ตอนนี้เราอิ่มจนพุงกางแล้ว
เสร็จสิ้นภารกิจเติมพลังให้กับร่างกายที่เมืองทามยางแล้ว เราจึงมุ่งหน้าต่อไปยังอีกเมืองหนึ่งที่มีชื่อว่า กกซอง ซึ่งใช้เวลาเดินทางด้วยรถยนต์ประมาณ 45 นาที ซึ่งดูเหมือนว่าจะนาน แต่ด้วยถนนหนทางที่สะดวกสบายและราบเรียบตลอดเส้นทาง จึงทำให้การเดินทางจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งไม่เหนื่อยล้าอย่างที่คิด เมืองกกซองนั้นเป็นเมืองเล็กๆ ที่เงียบสงบ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซัมจิม ในอดีตที่นี่เคยเป็นที่ตั้งของชุมทางรถไฟสายสำคัญ ที่ใช้ในการขนส่งยุทโธปกรณ์ เมื่อสมัยที่ประเทศญี่ปุ่นบุกยึดคาบสมุทรเกาหลี ต่อมาในปัจจุบันชุมทางรถไฟแห่งนี้ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ด้วยการนำหัวรถจักรไอน้ำมาปรับปรุงเพื่อใช้ในการนำเที่ยว โดยเริ่มต้นจากสถานีกกซอง ไปสิ้นสุดที่สถานีกาจอง เป็นระยะทางไปกลับประมาณ 20 กิโลเมตร ซึ่งแวดล้อมไปด้วยทิวทัศน์ของหุบเขาและแม่น้ำซัมจินที่ทอดยาวสุดสายตา บรรยากาศบนรถเราสัมผัสได้ถึงบรรยากาศของความครึกครื้นและเงียบงันในเวลาเดียวกัน คนที่ครึกครื้นคือเด็กๆ รุ่นใหม่ที่ตื่นเต้นกับการได้นั่งรถจักรไอน้ำเป็นครั้งแรก แต่สำหรับคนที่เงียบงันกลับเป็นผู้สูงอายุหลายคนที่นั่งอยู่กับที่ เหม่อมองไปนอกหน้าต่างพร้อมกับครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่ากำลังคิดถึงความทรงจำวันวานที่เคยได้นั่งเบียดเสียดกับเพื่อนฝูงอย่างสนุกสนานบนขบวนรถจักร ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นพาหนะสำคัญที่โลดแล่นและท่องไปทุกที่บนคาบสมุทรเกาหลี
นี่เป็นเพียงวันแรกของการย่ำย่องท่องชอลลานัมโดของพวกเราโลก 360 องศา ซึ่งก่อนหน้านี้ชื่อของชอลลานัมโดเป็นชื่อที่เราแทบจะไม่รู้จักและไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่ ณ วันนี้เวลานี้ ชื่อของชอลลานัมโด กลายเป็นอีกหนึ่งองศาในประเทศเกาหลีที่เราขอแนะนำ ว่ากันว่าจากนี้ไปชื่อของชอลลานัมโดจะเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับโลก แต่จะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามอ่านได้ในฉบับต่อไป


