
สร้างภูมิกันเด็กไทย สร้างความปลอดภัยทางน้ำ
โดย...พญ.นัยนา ณีศะนันท์ กุมารแพทย์ จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์
โดย...พญ.นัยนา ณีศะนันท์ กุมารแพทย์ จากสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) กรมการแพทย์
คุณพ่อคุณแม่ทราบไหมว่า ในช่วงปิดเทอม มี.ค.-พ.ค. มีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตเกือบ 500 คน ซึ่งการจมน้ำก็เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี และจากสถิติยังพบอีกว่าเด็กไทยอายุต่ำกว่า 15 ปี เสียชีวิตจากการจมน้ำมากกว่าอุบัติเหตุจราจรถึง 2 เท่า และมากกว่าไข้จากไวรัสและไข้เลือดออกถึง 24 เท่าอีกด้วย
เมื่อหลายปีก่อนหลังจบเป็นกุมารแพทย์ใหม่ๆ ที่ต่างจังหวัด ได้มีโอกาสดูแลผู้ป่วยเด็กอายุ 7 ขวบ มาโรงพยาบาลด้วยเรื่องจมน้ำบริเวณหนองน้ำใกล้บ้าน คุณแม่บอกว่าเด็กว่ายน้ำได้และไปเล่นน้ำกับเพื่อนบ้าน เด็กๆ คนอื่นขึ้นจากน้ำกันแล้วแต่ลูกขอเล่นน้ำต่อ จากนั้นไม่เกิน 15 นาที เพื่อนๆ ไม่เห็นลูก จึงตามผู้ใหญ่มาช่วยงมลูกขึ้นมา เด็กมีตัวเขียว ไม่รู้ตัว นำส่งโรงพยาบาล ภาพที่ห้องฉุกเฉินมีแต่เสียงร้องไห้ น้ำตาของเด็กๆ เพื่อนของผู้ป่วย น้ำตาของคุณพ่อคุณแม่ เป็นความเศร้าจนเกินบรรยาย
เด็กต้องได้รับการฟื้นคืนชีพที่ห้องฉุกเฉินและนำตัวรักษาต่อที่ห้องไอซียูต่ออีก 2 คืน จากนั้นเราก็สูญเสียเด็กไปเนื่องจากสมองขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง และในช่วงเวลาที่ไม่ห่างกันนี้ก็มีเด็กอีกรายถูกส่งต่อมารักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดเนื่องจากจมน้ำและมีการติดเชื้อภาวะปอดบวมอย่างรุนแรง ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ ต้องเจาะช่องปอดเพื่อระบายน้ำในช่องปอด เด็กต้องอยู่ในไอซียูเป็นสัปดาห์ และต้องเจาะคอเพราะไม่สามารถหายใจด้วยตัวเองได้ เด็กรายนี้ปลอดภัยรอดชีวิต แต่เด็กต้องกลับบ้านพร้อมท่อเจาะคออีกหลายเดือนจึงจะเอาท่อเจาะคอออกได้
ในระหว่างที่ตัวดิฉันเขียนเรื่องเล่านี้ ยังคงรู้สึกรับรู้ถึงความเศร้า น้ำตาของคุณพ่อคุณแม่และญาติผู้ใหญ่ของผู้ป่วยเด็กทุกท่าน และรำลึกได้ถึงความเศร้าที่เกิดขึ้นกับตัวเองในฐานะแพทย์ผู้ดูแลในตอนนั้นได้อย่างดี
คุณพ่อคุณแม่ช่วยหนูได้...
-ไม่ปล่อยให้เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ คลาดสายตาแม้เพียงชั่วขณะ เช่น เดินไปรับโทรศัพท์ เดินไปเปิดปิดประตูบ้าน เป็นต้น ทั้งขณะอยู่ใกล้แหล่งน้ำหรือภายในบ้าน ที่ใกล้ภาชนะใส่น้ำ เช่น โอ่ง ถัง เพราะระดับน้ำเพียง 1-2 นิ้ว ก็สามารถทำให้เด็กจมน้ำได้
-สอนวิธีการช่วยเหลือที่ถูกต้อง คือต้องไม่กระโดดลงไปช่วยแม้ว่ายน้ำเป็น แต่ให้ช่วยด้วยการตะโกนเรียกผู้ใหญ่
-สอนบุตรหลานให้รู้จักกฎแห่งความปลอดภัย เช่น ไม่เล่นใกล้แหล่งน้ำ ไม่เล่นคนเดียว
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้น
1.สังเกตว่าถ้าผู้ป่วยหยุดหายใจ ให้เป่าปากช่วยหายใจทันที อย่าเสียเวลาพยายามเอาน้ำออกจากปอดหรือผายปอดด้วยวิธีอื่น เพราะไม่ทันการณ์และไม่ได้ผล ถ้าเป็นไปได้ควรลงมือเป่าปากตั้งแต่ก่อนขึ้นฝั่ง เช่น พาขึ้นเรือ หรือพาเข้าที่ตื้นๆ
2.หากคลำชีพจรไม่ได้ หรือหัวใจหยุดเต้น ให้นวดหัวใจทันที ถ้าผู้ป่วยยังหายใจได้เอง หรือช่วยเหลือจนหายใจได้แล้ว ควรจับผู้ป่วยนอนตะแคงข้าง ศีรษะหงายไปข้างหลังเพื่อให้น้ำไหลออกทางปาก ใช้ผ้าคลุมผู้ป่วยเพื่อให้เกิดความอบอุ่น อย่าให้กินอาหารและดื่มน้ำทางปาก แต่ถ้ายังไม่หายใจ ต้องช่วยเป่าปากสลับกับนวดหัวใจไปด้วยกัน
3.ควรส่งผู้ป่วยที่จมน้ำไม่ว่าจะมีอาการหนักเบาเพียงใด ไปพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลทุกราย ในรายที่หมดสติและหยุดหายใจ ผายปอดด้วยวิธีเป่าปากไปตลอดทาง อย่ารู้สึกหมดหวังแล้วหยุดให้การช่วยเหลือ อย่างไรก็ตาม ให้ขอความช่วยเหลือด้านการแพทย์ได้ที่สายด่วน 1669
4.ห้ามจับเด็กที่จมน้ำอุ้มพาดบ่าหรือวางบนกระทะคว่ำเพื่อเอาน้ำออกเพราะไม่ได้ประโยชน์และจะทำให้เด็กขาดอากาศหายใจนานยิ่งขึ้น
ดิฉันเองมีความเชื่อส่วนตัวค่ะว่า “เด็กๆ เปรียบเสมือนเทวดานางฟ้า..บ้านไหนมีเด็กก็เท่ากับมีเทวดานางฟ้าประจำอยู่ในบ้าน” การปกป้องเด็กจากการจมน้ำนี้เป็นเรื่องที่ป้องกันได้ ผู้ใหญ่ทุกคนในสังคมทุกท่านสามารถปกป้องเด็กๆ ให้ปลอดภัยจากการจมน้ำได้ การฝึกเด็กให้ว่ายน้ำเป็นนั้นช่วยให้มีเวลามากพอที่ผู้ใหญ่จะเข้าไปช่วยเหลือได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเด็กจะไม่จมน้ำ ดังนั้นเมื่อเด็กเล่นน้ำควรอยู่ในสายตาผู้ใหญ่เสมอนะคะ
ผู้สนใจสามารถรับเอกสาร วิธีการปฐมพยาบาลเด็กจมน้ำที่ถูกวิธีได้ที่ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) โทร. 02-354-8333 ต่อ 2314







