
ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ : “การอนุรักษ์ต้องมีเหตุผล”
เรื่อง กาญจนา เตชาวัฒนากูล ภาพ วิศิษฏ์ แถมเงิน
“
เรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ผมคงไม่เรียกว่าเป็นนักอนุรักษ์เท่าไร และผมทำงานกับภาคประชาสังคมที่ใช้ทรัพยากรเยอะ ก็เห็นความจำเป็นที่ว่าทรัพยากรธรรมชาติมันก็เป็นทุนทางสังคม การไม่เอามาใช้เลยก็คงเป็นไปไม่ได้ แต่การเก็บเอาไว้เพื่อให้กลุ่มผู้มีโอกาสมาก ผมก็ไม่เห็นด้วย ถ้าจะเก็บมันก็ควรจะได้ประโยชน์กับคนส่วนใหญ่และมีเหตุผล เช่น เก็บพื้นที่นี้ไว้ เพราะเป็นพื้นที่ต้นน้ำ และเราทุกคนต้องใช้น้ำ หรือเก็บไว้เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ถ้าบางทีต้องอนุรักษ์ไว้เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยว ข้อนี้ผมก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะหลายครั้งที่ผมเห็นว่าการท่องเที่ยวมันไม่เกิดประโยชน์กับชุมชนเลย สำหรับผมการอนุรักษ์ต้องมีเหตุผล” นั่นคือมุมมองในเรื่องของการอนุรักษ์จาก ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญและทำงานด้านการศึกษาวิจัยด้านการเปลี่ยนแปลงของโลกมานับสิบปีปัจจุบัน ดร.อานนท์ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (START) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และศูนย์การจัดการความรู้ด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (รปภอ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ท่านพูดถึงเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติของโลก ที่ระยะหลังสังคมไทยตื่นตัว (และหลายคนตื่นกลัว) ในเรื่องนี้กันมากขึ้น
“
การเปลี่ยนแปลงของโลก มันเป็นเรื่องที่เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ละคนมีขีดความสามารถในการรับรู้และปรับตัวได้ต่างกัน ซึ่งมันก็ทำให้เกิดช่องว่างขึ้นมามาก บางกลุ่มก็อาจจะได้รับผลประโยชน์และได้รายได้จากตรงนี้ แต่มันจะมีกลุ่มที่เสียประโยชน์และเกิดความกดดัน ไม่สามารถหาทางออกได้ งานของเราส่วนหนึ่งก็คือพยายามเข้าไปช่วยหาทางออกตรงนี้ ให้ทั้งสองฝ่ายสามารถเดินไปด้วยกันได้ อาจจะเดินไปคนละทิศก็ไม่เป็นไร แต่มันต้องไปในลักษณะที่เชื่อมโยงกัน”ในภาวะปัจจุบันมีข้อมูลที่เสนอออกมา และยังเป็นที่ถกเถียงกันมากมายในเรื่องสิ่งแวดล้อมและโลกร้อน จนทำให้หลายคนวิตกกังวล ดร.อานนท์ บอกว่า
“ถ้าเราได้รับข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วน หรือไม่รู้จักการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของข้อมูลความรู้ มันก็กลายเป็นปัญหา อาจทำให้เกิดการตัดสินใจที่ผิดพลาดทั้งในระดับรัฐบาลหรือส่วนตัวหลายคนมัวแต่กังวลเรื่องโลกร้อน ซึ่งเป็นปัญหาในอนาคต แต่ขณะปัจจุบันเราก็ยังคงใช้ชีวิตแนวเดิมๆ มีความคิดแบบเดิมว่าจะต้องอยู่เแบบนี้ไปตลอด ซึ่งมันก็ไม่ใช่ อีก 1020 ปีเงื่อนไขรอบตัวมันก็เปลี่ยนไปเกือบหมด พอไม่คิดถึงจุดนี้ บางคนก็เลยประมาทไปเลย ไม่ทำอะไร อีกประเภทก็อาจจะรู้สึกวิตกกังวลมากจนเกินไป จนทำอะไรที่มันไปกระทบกับคนอื่นหรือตัวเองโดยที่ไม่จำเป็น เราก็อยากช่วยกันพยายามวางกรอบกว้างๆ ว่าทางที่มันควรจะเป็นยังไง คุณยังมีสิทธิเลือกได้ว่าจะทำอะไรยังไง เพียงแต่ไม่ให้มันหลุดกรอบออกไปมากเท่านั้น
”ดร.อานนท์ ยังได้พูดถึงเรื่องแนวทางการอนุรักษ์ในแบบของท่านว่า
“เรื่องของการอนุรักษ์ ผมก็ทำเท่าที่ทำได้ ใช้ตามความจำเป็น เรารู้ว่าความจำเป็นพื้นฐานของเราอยู่เท่านี้ เราก็พอใจและใช้เท่านี้ ก็อาจจะไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มเติมให้ลำบาก ความจำเป็นแต่ละคนคงไม่เท่ากัน คงเทียบกันไม่ได้ แค่เราลองเทียบกับตัวเองในอดีตว่าเราใช้ทรัพยากรเพิ่มมากขึ้นไหม ถ้าใช้เท่าเดิมหรือลดการใช้ลงได้ ก็ถือเป็นเรื่องดี พยายามเช็กดูเรื่องจุดอ่อนของตัวเอง ว่ายังบกพร่องตรงไหนจุดอ่อนของผม ก็คือ การเดินทาง ในกรุงเทพฯ ก็อาจจะไม่ยากมาก ผมใช้บริการขนส่งสาธารณะหรือจักรยานบ่อยๆ แต่ด้วยงานทำให้ต้องเดินทางไปประชุมต่างจังหวัดหรือต่างประเทศบ่อยๆ ก็ต้องบินบ่อย ซึ่งบางทริปถ้าเลี่ยงได้ก็เลี่ยงไม่ต้องบิน แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้ก็พยายามจัดสรรและขยับเวลาดูว่า จะสามารถไปหนเดียวแล้วทำงานหลายๆ อย่างได้ในทริปเดียวไหม จะได้ไม่ต้องบินบ่อยๆ
”






