"ดอมบียา"ดอกไม้หลากชนิตแห่งแอฟริกา
คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักไม้ดอกชนิดนี้ในนามของพุดตานสุรินทร์บ้าง พุดตานญี่ปุ่นบ้าง
โดย...ม.ล.จารุพันธ์ ทองแถม
คนไทยส่วนใหญ่จะรู้จักไม้ดอกชนิดนี้ในนามของพุดตานสุรินทร์บ้าง พุดตานญี่ปุ่นบ้าง พุดตานน้อยบ้าง แต่นั่นเป็นเพียงชื่อที่เรียกกันไป เพราะดอมบียามิใช่พุดตานแท้ซึ่งอยู่ในสกุล Hibiscus วงศ์ Malvaceae (วงศ์เดียวกับฝ้ายและชบา) คนไทยบางคนเรียกชื่อดอมบียาว่าเป็นไฮเดรนเยียเทียมก็มี ทั้งนี้เพราะรูปร่างลักษณะใกล้เคียงกัน แต่อยู่กันคนละวงศ์ คนไทยนำดอมบียาเข้ามาสู่ดินแดนนี้ แต่สมัยใดไม่ปรากฏหลักฐาน แต่ผู้เขียนเชื่อว่าคงจะนำเข้ามาในสมัยหลังจาก ร.5 แล้วเป็นแน่แท้ เพราะไม่ปรากฏหลักฐานเป็นลายลักษณ์อักษรอยู่เลยต่างจากไม้ดอกไม้ประดับอื่นๆ จำได้ดีกว่าอาจารย์บางคนจากภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำพันธุ์ไม้ผลและไม้ดอกไม้ประดับจากฮาวายและแอฟริกาเข้ามาทดลองปลูกในสมัยเมื่อประมาณ 40 ปีก่อน และนั่นเป็นครั้งแรกที่ผู้เขียนรู้จักกับชื่อ“ดอมบียา”
บางท่านอาจสับสนกับคำว่า ดอมบียา (Dombeya) ทั้งนี้เพราะชื่อนี้จะพ้องกับต้นไม้สกุล Tourrettia ซึ่งอยู่ในวงศ์ Bignoniaceae นอกจากนี้ยังพ้องกับ Dombeya ของ Lamarck ซึ่งเป็นคำพ้องกับต้นสนสกุลสนฉัตรหรือลิงงง (Monkey Puzzle) สกุล Araucaria อีกด้วย
ดอมบียาเป็นสกุลหนึ่งของไม้ดอก จัดอยู่ในวงศ์ Malvaceae ซึ่งนับเป็นเครือญาติร่วมวงศ์ของฝ้าย พุดตาน และชบาชนิดต่างๆ ซึ่งรู้จักกันดีในประเทศไทยนั่นเอง
คำว่า ดอมบียา เป็นชื่อสกุล (Generic Name) ซึ่งได้มาจาก โจเซฟ ดอมเบย์ (Joseph Dombey) ในปี ค.ศ. 17421794 ท่านผู้นี้เป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวฝรั่งเศส อีกทั้งเป็นนักสำรวจทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งมีชื่อว่าเกี่ยวพันกับเรื่องวุ่นๆ ของดอมเบย์ (Dombey Affair) ซึ่งทำให้นักวิทยาศาสตร์และรัฐบาลของฝรั่งเศส สเปน และอังกฤษ ต้องวุ่นวายกันเป็นเวลานานกว่า 2 ปี
ดอมบียาพบทั่วไปในแอฟริกาและเกาะมาดากัสการ์ แต่เดิมคิดว่ามีอยู่ราว 80 ชนิด แต่ปัจจุบันจากการสำรวจเพิ่มเติมพบว่าดอมบียากลายเป็นไม้ดอกในวงศ์พุดตานและฝ้าย (Malvaceae) ที่มีความหลากหลายที่สุด โดยพบและจำแนกได้ถึง 255 ชนิด ส่วนใหญ่ถูกนักอนุกรมวิธานย้ายมาอยู่ในสกุลนี้ จากเดิมที่เคยอยู่ในสกุลอื่นที่กลายเป็นชื่อพ้อง (Synonyms) ไปแล้วจากผลความก้าวหน้าด้านวิชาการด้านวิวัฒนาการและรูปแบบการจำแนกด้านชาติพันธุ์วิทยาสมัยปัจจุบัน
สำหรับดอมบียาที่มีปลูกกันในเมืองไทยมีอยู่หลายชนิด ล่าสุดมีผู้นำเอาดอมบียาสีชมพู ช่อห้อยเข้ามาจากออสเตรเลีย ดอมบียาชนิดนี้มีชื่อว่า Dombeya wallichii “ดอมบียาวอลลิชิไอ” ถิ่นเดิมอยู่ในแอฟริกาใต้ แต่ถูกนำเข้าไปในออสเตรเลีย หลายสิบปีมาแล้ว และขยายพันธุ์ปลูกกันอย่างแพร่หลายเกือบทุกเมือง เพราะมันเป็นไม้พุ่มสูงได้ถึง 5–6 เมตร ใบเรียงตัวแบบสลับก้านใบยาว ใบมีรูปทรงคล้ายใบพุดตาน ขอบใบหยัก ปลายใบแหลม ตามธรรมชาติอาจพบตามชายป่าในแอฟริกาใต้ แต่ปัจจุบันถูกปลูกเพิ่มเติมจนแยกออกยาก ระหว่างของป่าและไม้ปลูก เนื่องจากดอมบียาชนิดนี้ได้รับความนิยมมากจากนักจัดสวนในแอฟริกาและออสเตรเลีย ซึ่งหลงใหลในความดกพูของช่อดอกที่เกิดแน่น รูปกลมก้านช่อยาวห้อยลงเต็มต้น ดอกย่อยมีกลีบสีชมพู อัดตัวกันแน่นในช่วงปลายฤดูร้อนถึงต้นฤดูหนาวของออสเตรเลีย แต่ในเมืองไทยดูจะออกดอกได้ดีในช่วงปลายฤดูหนาวต่อไปจนถึงฤดูร้อน ช่อดอกเกิดและติดอยู่กับต้นอยู่นานจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมชมพู ซึ่งเราอาจตัดไปทำดอกไม้แห้งจัดแจกันได้ต่อ ผลของมันมีขนาดเล็กรูปกลม จัดเป็นแคปซูลที่มีขนหุ้ม
ดอมบียา วอลลิชิไอ จัดเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงเหมาะสำหรับปลูก ตกแต่งสวนซึ่งมีพื้นที่กว้าง แต่อาจไม่เหมาะสำหรับทาวน์เฮาส์หรือบ้านที่มีพื้นที่แคบ เนื่องจากมันสูงได้ถึง 4 เมตร และแผ่ชายพุ่มได้ 45 เมตรเช่นกัน เราเรียกมันว่าเป็นไม้พุ่มขนาดใหญ่ก็คงไม่ผิดนัก ใบของดอมบียาชนิดนี้มีขนาดใหญ่ มีขนนุ่มปกคลุมเล็กน้อย นุ่ม และใบแฉกหยักเป็นพูดูคล้ายใบพุดตานหรือใบองุ่น ดอมบียาชนิดนี้เติบโตได้รวดเร็ว หากปลูกใกล้ชายน้ำ มันอาจใช้เวลา 3 ปีเท่านั้นในการเติบโตได้ถึงเต็มขนาดของมัน
ดอมบียานั้นนอกจากจะมีคุณค่าด้านประดับสวนแล้ว ยังเป็นไม้ดอกที่เป็นแหล่งน้ำต้อย ซึ่งดึงดูดผึ้งและผีเสื้อ น้ำต้อยจากดอกดอมบียามีมากและมีกลิ่นหอมไม่ว่าจะเป็น Dombeya Burgessiae หรือ D.autumnalis ทำให้ผลิตน้ำผึ้งได้มาก และกลายเป็นชื่อของไวน์ที่มีชื่อเสียงคือดอมบียาไวน์ ซึ่งหมายถึง ไวน์ที่มีความหอมนั่นเอง
ลองหาดอมบียามาปลูกไว้ในสวนกันเถอะครับ


