posttoday
ทาสแห่งถ้อยคำ

ทาสแห่งถ้อยคำ

08 กุมภาพันธ์ 2555

คุณแม่หนูดีเคยเล่าเรื่องเทพแห่งความรักให้ฟังค่ะ ฟังมาหลายปียังติดหูอยู่

โดย...หนูดี – วนิษา เรซ

คุณแม่หนูดีเคยเล่าเรื่องเทพแห่งความรักให้ฟังค่ะ ฟังมาหลายปียังติดหูอยู่ เลยขอนำมาเล่าต่อให้แฟนๆ คอลัมน์ฟัง ในโอกาสวันวาเลนไทน์นะคะ

เรื่องเริ่มขึ้นในคืนวันสิ้นปีต่อเนื่องกับเช้าวันปีใหม่ ณ บ้านแห่งหนึ่ง ที่มีพ่อแม่ ลูกอยู่กัน 3 คน คืนนั้นหลังจากรับประทานเลี้ยงปีใหม่และกำลังเตรียมเก็บของเข้านอนแล้ว ครอบครัวนี้ก็สังเกตเห็นชายชรา 3 คนนั่งอยู่ที่หน้ารั้วบ้าน พ่อแม่ลูกเห็นว่าดึกแล้วเลยเดินออกไปถามว่า มีอะไรไหม ช่วยอะไรได้ไหม

ปรากฏว่าชายชราทั้ง 3 ตอบกลับมาว่า เขาเป็นเทพเจ้าที่จะมาอวยพรคนในช่วงวันปีใหม่ และทั้ง 3 ก็เป็นเทพในเรื่องต่างๆ กัน คนหนึ่งเป็นเทพแห่งการเงิน อีกคนหนึ่งเป็นเทพแห่งความสำเร็จ และคนสุดท้ายเป็นเทพแห่งความรัก เขายินดีจะเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านนี้เพื่ออวยพร แต่ปัญหามีข้อเดียว คือ บ้าน 1 หลังมีสิทธิเลือกเทพได้เพียงองค์เดียวเท่านั้น เทพจึงให้โอกาสพ่อ แม่ และลูกปรึกษากันว่า จะเชิญเทพองค์ไหนเข้ามาดี

หลังจากปรึกษากันอย่างหนักหลายชั่วโมง เพราะเลือกไม่ถูกระหว่างเงินทอง ความสำเร็จ และความรัก เพราะทั้ง 3 อย่างก็ดูสำคัญแตกต่างกันไป แต่ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย ในที่สุดล่วงเข้าเช้าวันใหม่ ทั้ง 3 คนก็ตัดสินใจได้ว่า จะขอเชิญเทพแห่งความรักก็แล้วกัน

เมื่อเดินไปถึงหน้าบ้านก็บอกว่า ครอบครัวเราขออัญเชิญเทพแห่งความรักเข้ามาสิงสถิตอยู่ในบ้านหลังนี้ แล้วคุณพ่อก็เดินไปจูงมือเทพแห่งความรักเข้ามาในบ้าน ปรากฏว่าเมื่อเทพแห่งความรักลุกขึ้นมา เทพอีก 2 องค์ก็เดินตามเข้าบ้านมาด้วย ทำให้ครอบครัวนี้งงมากว่าเดินตามเข้ามาทำไม

ในที่สุดเทพแห่งความรักเลยหันมาเฉลยว่า บ้านไหนก็ตาม ที่เลือกเทพแห่งความรัก ก็จะได้เทพแห่งเงินทองและเทพแห่งความสำเร็จเข้ามาเป็นของแถมด้วย เพราะที่ไหนก็ตามที่มีความรัก ที่นั่น ก็จะมีเงินทองและความสำเร็จตามเข้ามาเป็นเงาตามตัว

ฟังเรื่องนี้แล้ว เห็นภาพเลยนะคะ โดยเฉพาะในบ้านที่ตอนแรกๆ ยังไม่มีเงินทองมากนัก เพราะพ่อแม่ก็ยังหนุ่มสาวกำลังสร้างเนื้อสร้างตัว ไม่สามารถซื้ออะไรให้ลูกได้ทุกอย่าง แต่ถ้าให้ความรัก ถนอมน้ำใจกันเสียอย่าง พอลูกๆ โต หนูดีเห็นว่า บ้านไหนก็บ้านนั้น ลูกมักไม่แยกตัวออกไป “มีชีวิตของตัวเอง” แต่ยังคงวนเวียน ป้วนเปี้ยนอยู่รอบตัวคุณพ่อคุณแม่ ทั้งๆ ที่ไม่ได้ตั้งใจจะเป็นลูกกตัญญู แต่มันก็เป็นไปแล้ว เพราะพ่อแม่กับลูกที่รักกันมาตั้งแต่เด็กๆ พอโตขึ้น ลูกก็เลิกรักไม่ได้หรอกค่ะ

จริงๆ แล้ว คนเราก็รักกันทุกบ้านนะคะ ลงได้เป็นพ่อแม่ ลูก หรือสามีภรรยา แต่ปัญหาคือ “คำพูด” ค่ะ หนูดีสังเกตจริงๆ ว่า คนทุกวันนี้ตกเป็นทาสถ้อยคำภาษามาก คือ เราหลงสับสนไปกับถ้อยคำ

เริ่มตั้งแต่เริ่มรักกันเลยนะคะ ผู้หญิงหลายๆ คน เลือกผู้ชายผิด ก็เพราะว่าเธอมัวแต่ฟัง แต่ไม่ยอม “ดู” บ้างเลย พอฟังมากเข้าๆ ก็คล้อยตาม และเชื่อไปเสียหมด ละเลยความจริง บางคน เห็นอยู่ต่อหน้าตำตา ว่าเขามีคนอื่นไปพร้อมๆ กับมีเราด้วย แต่พอได้ยินมนตรามหาศักดิ์สิทธิ์ว่า “แต่ผมรักคุณคนเดียว” หรือ “คนอื่นจะมีเท่าไร แต่ไม่มีค่าเท่าคุณ” อะไรประมาณนี้ และไม่น่าเชื่อว่าผู้หญิงจำนวนมาก ก็ยอมอยู่ภายใต้มนตรานี้ ทั้งๆ ที่มันดูไม่มีเหตุมีผลอะไรเลย คนรักกันย่อมไม่ทำร้ายกัน มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว ถ้าเราเปิดตาและปิดหูบ้าง หนูดีว่าผู้หญิงยุคนี้จะปลอดภัยจากผู้ชายที่มีความสามารถทางวาจา แต่ว่าไม่มีความรักจริงใจจะมอบให้ใคร (นอกจากตัวเขาเอง) ได้อีกเยอะเลย

หนูดีชอบคำแนะนำ ให้หนังสือ “เดอะ ลาสต์ เล็กเชอร์” ที่หนูดีได้มีโอกาสแปล ของ แรนดี เพาช์ มาก เขาบอกว่า ถ้าเขาอยู่ถึงวันลูกสาวโตเป็นสาว เขาจะสอนลูกว่า อย่าฟังอะไรที่ผู้ชายพูดแม้แต่คำเดียว แต่ให้ดูที่การกระทำเท่านั้น เขามีคำแนะนำเดียวทิ้งไว้ในเล่มก่อนเขาตาย แต่หนูดีว่า แค่คำๆ นี้ ก็มีน้ำหนักเท่ากับทองแล้วค่ะ

เมื่อเริ่มรักคนเราก็สามารถ “บาดเจ็บ” จากคำพูดได้แล้ว แต่พอรักๆ กันไป ต่อให้เป็นรักที่แท้จริง แม้กระทั่งความรักจากพ่อแม่ หรือญาติ เราก็สามารถบาดเจ็บเสียใจจาก “คำพูด” ของคนที่รักกันจริงๆ ได้เช่นกัน

เราเห็นในแทบทุกบ้าน พ่อแม่ ลูก สามีภรรยาทะเลาะกัน ใช้คำพูดที่จงใจยั่วโมโห ก่อกวนอารมณ์ หรือสาดคำพูดใส่กัน เพราะอีกฝ่ายอาจทำให้เราเจ็บใจเสียใจ ก็เลยอยากใช้คำพูดทำร้ายเขาให้สาสมกัน และพอพูดไปแล้ว บางคนก็สะใจ บางคนก็เสียใจ จนดูเหมือนศัตรูคู่อาฆาตมากกว่าคนที่สัญญาว่าจะรักกัน

คนชอบบอกว่า “ภาษาเอาไว้สื่อสาร” แต่ถ้าพูดในเชิง สมอง เราต้องบอกว่า “ภาษามีไว้ให้ความคิดเกาะ” คือ ภาษานั้น ไม่ใช่มีไว้แค่ให้เราสื่อสารกับคนอื่นรู้เรื่องเท่านั้นนะคะ แต่มันเป็นเครื่องมือให้เราสื่อสารกับตัวเอง บอกตัวเอง สะกดจิตตัวเอง คือ เป็นแกนหลักๆ ให้ความคิดของเราเกาะเอาไว้ ถ้าเราเลือกภาษาที่ดี ที่ช่วยให้สุขภาพจิตของเราดีขึ้น จิตใจเราก็จะดีตามไปด้วยค่ะ

เคยได้ยินคนพูดว่า “เขาเป็นคน ปากร้าย ใจดี” ฟังแล้ว หนูดีว่า ขัดแย้ง เพราะเราพูดอะไรออกมา นั่นก็คือสิ่งที่สะท้อนคุณภาพจิตใจ ชัดเจนมากๆ คนจะปากร้าย พูดจาร้ายๆ อยู่ตลอด แล้วคำพูดนั้นมันจะไม่ย้อนเข้าไปกล่อมเกลาสมองนั้น ย่อมเป็นไปได้ยาก ต่อให้ใจดีแค่ไหน แต่ถ้าพูดร้ายไปนานๆ ก็ย่อมมีผลกับคุณภาพจิตใจเช่นกัน

เดือนแห่งความรักนี้ หนูดีเลยอยากขอเสนอให้ทุกคนลองปรับคำพูด เลือกคำใหม่ๆ ที่ให้กำลังใจ อ่อนโยนขึ้น ทั้งกับตัวเอง และคนที่รัก และลองสังเกตดูค่ะว่า ความคิดของเราเปลี่ยนไปตามถ้อยคำภาษาหรือเปล่า เพราะคนเราก็เป็นทาสถ้อยคำภาษาของตัวเองและคนรอบตัว เลือกคำดีๆ ชีวิตเราก็จะดีไปด้วยค่ะ

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่