posttoday
ปรากฏการณ์แห่งสำนึก ของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร (ตอน ๒๐)

ปรากฏการณ์แห่งสำนึก ของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร (ตอน ๒๐)

17 มกราคม 2555

ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมายที่ต้องเป็นไปอย่างควบคู่กับศีลธรรม

โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส

ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมายที่ต้องเป็นไปอย่างควบคู่กับศีลธรรม เพื่อให้กฎหมายนั้นสามารถรักษากลไกของสังคมให้ดำเนินไปอย่างสงบสุข ดำรงซึ่งสันติและให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิดได้พัฒนาตนเป็นคนดีได้ ที่สำคัญจะได้เตือนผู้ออกแบบกฎหมาย ผู้ใช้กฎหมายทั้งหลาย ได้พึงตระหนักว่า ศีลธรรมและกฎหมายไม่อาจแยกจากกันได้โดยเด็ดขาด

จึงขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วยค่ะ

ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

วิสัชนา : เพื่อการสร้างค่าความสำนึกที่ถูกต้องเป็นสำคัญของผู้ถือปฏิบัติตามสิกขาบท ดังที่เห็นการมุ่งเทียบเคียงกับกฎหมายทางโลก เพื่อให้กฎวินัย (กฎศาสนา) เป็นไปอย่างไม่แตกต่างกันในเบื้องต้น ดังที่กล่าวมา ที่สำคัญการให้มองถึงเจตนาเป็นหลักแห่งการพิจารณาเพื่อกำหนดโทษหนักเบา หรือการไม่มีโทษ (อนาบัติ) แม้ปรากฏความผิดแต่ขาดองค์ประกอบภายใน ได้แก่ เจตนา อันเป็นเครื่องบ่งชี้ถึงกรรม เป็นหัวใจสำคัญของการพิจารณาอันเป็นไปตามสิกขาบทในพระพุทธศาสนา...

แม้ในสิกขาบทที่ ๓ หรือที่ ๔ ในหมวดปาราชิก ได้แก่ การพรากกายมนุษย์จากชีวิต โดยการทำเอง ฆ่าเอง หรือให้ผู้อื่นทำ สั่งผู้อื่นฆ่า ถ้าสมเจตนาก็ต้องปาราชิก... การกล่าวอวดอุตตริมนุสสธรรม อันไม่มีอยู่จริง เป็นปาราชิก (อุตริมนุสสธรรม หมายถึง ธรรมอันยิ่งยวดของมนุษย์ ได้แก่ ฌาน วิโมกข์ สมาธิ สมาบัติ ญาณทัสสนะ มรรคภาวนา การทำให้แจ้งซึ่งผล การละกิเลส การเปิดจิตฯ) จากสิกขาบททั้ง ๓ และ ๔ จะเห็นว่า ทรงบัญญัติเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมาย กฎสังคม โดยมุ่งประโยชน์สู่ธรรมเป็นที่สุด ซึ่งเรียกว่า กฎศาสนา จึงมิได้ขัดแย้งและยังสานสัมพันธ์กันไปอย่างเหมาะควร เพื่อการยอมรับของชาวโลก มิได้ขัดแย้งกับโลก แต่ก็มิได้เกี่ยวข้องกับโลก จึงให้เห็นเส้นทางของกฎศาสนาที่มุ่งทะลุผ่านโลก เพื่อไปให้ถึงธงธรรมที่เป็นอริยสัจ อันเป็นความจริงที่นำไปสู่ความรู้แจ้งในความจริงนั้น เพื่อให้ถึงความสิ้นทุกข์เป็นเป้าหมาย

หลักการพิจารณาในสิกขาบท หรือพระวินัยในพระพุทธศาสนานั้น จึงมีหลักพิจารณาเพื่อการเข้าให้ถึงหัวใจแห่งสิกขาบทว่า สิ่งใดควร... สิ่งใดไม่ควร โดยให้ยึดถือตามสุตตานุโลม ได้แก่ หลักมหาประเทศ ๔ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ ว่า

๑... สิ่งใด เรามิได้ห้ามไว้ว่า “สิ่งนี้ ไม่ควร” ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) แต่ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ), สิ่งนั้น ก็ไม่ควรแก่ท่านทั้งหลาย...

๒... สิ่งใด เรามิได้ห้ามไว้ว่า “สิ่งนี้ ไม่ควร” ถ้าเข้ากับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) แต่ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ), สิ่งนั้น ควรแก่ท่านทั้งหลาย...

๓... สิ่งใด เรามิได้อนุญาตว่า “สิ่งนี้ ควร” ถ้าเข้ากับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ) แต่ขัดกับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ), สิ่งนั้น ก็ไม่ควรแก่ท่านทั้งหลาย...

๔... สิ่งใด เรามิได้อนุญาตไว้ว่า “สิ่งนี้ ควร” ถ้าสิ่งนั้นเข้ากับสิ่งที่ควร (กัปปิยะ) แต่ขัดกับสิ่งที่ไม่ควร (อกัปปิยะ), สิ่งนั้น ควรแก่ท่านทั้งหลาย...

จากที่กล่าวมาในเรื่องพระวินัยและยกตัวอย่างสิกขาบทในปาราชิก ๔ เพื่อแสดงให้เห็นรูปลักษณ์ของกฎศาสนาที่แสดงถึงความประณีตละเอียดลุ่มลึก มุ่งสู่การสร้างจิตสำนึกที่แสดงทั้งคุณลักษณะและโทษลักษณะ หากงดเว้นการประพฤติตามบัญญัติ หรือล่วงละเมิดบัญญัติไม่ประพฤติตาม ที่สำคัญคือ การแสดงให้เห็นความสัมพันธ์กับศีล วัตร กฎระเบียบ ขนบธรรมเนียมประเพณี พิธีการต่างๆ ซึ่งมุ่งไปสู่ธรรมอันมีเหตุผล มีความมุ่งหมายที่เกี่ยวกับความดีงาม และประโยชน์สุขของหมู่ชน เป็นการประสานหมู่ชน และมุ่งเชิดชูธรรมเป็นที่สุด จึงทรงพิจารณาอย่างละเอียดในแต่ละสิกขาบทก่อนการประกาศเป็นพระวินัยในพระพุทธศาสนา ซึ่งแสดงถึงกรอบการกระทำเป็นไปเท่าที่จำเป็นพอสมแก่เหตุผล และความมุ่งหมายที่ดีงาม

อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69

ถ่ายทอดสด นิวคาสเซิ่ล พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 16 ต.ค.69