posttoday
อีกหลายปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงคิดไม่ถึง!

อีกหลายปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงคิดไม่ถึง!

26 กุมภาพันธ์ 2553

เรื่อง ปณิตัส / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์

 

 

คราวที่แล้วได้พูดถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมมากมายที่รุมเร้าโลกอยู่อย่างรุนแรง มากกว่าที่เราคาดการณ์เอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาประชากรล้นโลก ปัญหาความหนาแน่นของคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศ และปัญหาน้ำแข็งขั้วโลกละลาย

ยังมีอีกหลายๆ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่รุมเร้า รุนแรง แบบที่ห้ามมองข้ามหรือชะล่าใจเด็ดขาด

*ป่าฝนถูกทำลาย

“Saving the Rain Forest” การรณรงค์ให้ช่วยอนุรักษ์ป่าดิบชื้น นับเป็นการเดินหน้าเรื่องสิ่งแวดล้อมที่มีการพูดถึงมากที่สุดในทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งป่าดิบชื้นที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง อะเมซอน ที่เผชิญหน้าต่อการเสียพื้นที่ป่าและความหลากหลายทางธรรมชาติ

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์เอาไว้ว่า ถ้าหากไม่ทำอะไรเลย พื้นที่ป่าอะเมซอนจะลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่งทีเดียวในปี 2030

มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าโลก (World Wildlife Fund WWF) สรุปเอาไว้ว่า การเกษตร ความแห้งแล้ง ไฟป่า การตัดไม้ และการล่าสัตว์ อาจจะทำให้เกิดการเสื่อมสลายหายไปของพื้นที่ป่าอะเมซอนถึง 55% ในอีก 20 ปีข้างหน้า ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบถึงการเกิดฝนตกลดน้อยลง ซึ่งยิ่งทำให้เกิดความแห้งแล้งมากขึ้นไปอีก

การสูญเสียพื้นที่ป่าอะเมซอนจำนวนมาก จะทำให้เกิดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนรุนแรงขึ้น นอกจากนี้ยังจะมีผลกระทบต่อป่าดิบชื้นในประเทศที่อยู่ไกลออกไป อย่าง ป่าดิบชื้นของประเทศอินเดียได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

*จำนวนปลาลดฮวบฮาบ

ประชากรโลกนับล้านๆ คนมีชีวิตอยู่โดยอาศัยปลาเป็นอาหารหลัก ทว่าการจับปลาเป็นการค้าในจำนวนมากๆ แบบไม่ได้บันยะบันยัง โดยเฉพาะปลาทะเลซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากนั้น ก็อาจจะทำให้จำนวนของปลาลดลงไปอย่างน่ากลัว โดยอาจจะตกอยู่ในสภาพสูญพันธุ์คล้ายสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมจำนวนมากได้ในปี 2048 และการลดจำนวนลงอย่างรวดเร็วของปลา ก็จะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศของโลกด้วยอีกต่อหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม ยังไม่สายเกินไปนักที่จะช่วยพยุงการดำรงอยู่ของทรัพยากรปลา วิธีง่ายๆ ก็คือ ไม่ทำประมงมากเกินไป หรือหากกรณีวิกฤตก็ควรจะออกกฎงดจับปลาบางประเภทชั่วคราว เพื่อที่จะให้มีการฟื้นฟูประชากรของปลาประเภทดังกล่าว

นอกจากนี้ สภาพน้ำที่เป็นพิษจากสภาวะแวดล้อม ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีผลกระทบต่อจำนวนประชากรปลา โดยการจับปลาอาจจะทำให้จำนวนประชากรปลาลดลงได้ 29% ขณะที่มลพิษมีส่วนให้ลดลงได้อีก 10% ซึ่งหากเรายังคงพฤติกรรมแบบเดิมๆ ทุกอย่างเอาไว้ คาดว่าประชากรปลาจะกลายเป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปเลย 100% ในกลางศตวรรษที่ 21 นี้

*มหาสมุทรเกิด ‘จุดตาย’

น้ำเป็นต้นกำเนิดของชีวิต พื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกก็เช่นเดียวกับร่างกายของคนเราที่ส่วนใหญ่ประกอบด้วยน้ำ โดยทั้งสามมหาสมุทรในโลกของเรา ทั้งมหาสมุทรอินเดีย มหาสมุทรแปซิฟิก และมหาสมุทรแอตแลนติก ล้วนมีพื้นที่แปลกๆ ที่ปราศจากสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ เรียกว่า “จุดตาย” (Dead Zones) เป็นพื้นที่ที่ไม่มีออกซิเจน

“จุดตาย” เหล่านี้ เกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่ปุ๋ยไนโตรเจนที่ใส่เพื่อเพิ่มผลผลิตในฟาร์ม ก๊าซเสียที่ปล่อยออกมาจากยานพาหนะและโรงงานอุตสาหกรรม นอกจากนี้ยังมีสาเหตุจากการปล่อยน้ำเน่าน้ำเสียลงไปในน้ำ

นับแต่ทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมา การขยายตัวของ “จุดตาย” ในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ทุกๆ 10 ปี โดยมีขนาดตั้งแต่ 1 ตารางไมล์ ไปจนถึง 4.5 หมื่นตารางไมล์ “จุดตาย” ที่สำคัญแห่งหนึ่งอยู่ในอ่าวเม็กซิโก เป็นผลงานการทิ้งน้ำเสียและน้ำที่มีสารพิษลงสู่แม่น้ำมิสซิสซิปปีจากฟาร์มต่างๆ ในมิดเวสต์ โดย “จุดตาย” ในอ่าวเม็กซิโกดังกล่าวมีขนาดใหญ่เท่าขนาดของรัฐออริกอน แล้ว

นักวิจัยชาวสเปนพบสัตว์น้ำจำนวนมากเสียชีวิตลอยเป็นแพในบริเวณที่เรียกว่า “จุดตาย” โดยเฉพาะบริเวณชายฝั่งที่อนุญาตให้มีการจับปลาทำประมงได้ ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายเข้าไปอีก

ชาวโลกควรต้องเริ่มกังวลในเรื่องนี้ได้แล้ว เพราะเมื่อนำไปผสมกับปัญหาปริมาณก๊าซเรือนกระจก โดยเฉพาะประเภทคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในชั้นบรรยากาศ ก็จะไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบของการเกิดฝนตก ซึ่งอาจจะกลับมากระทบต่อการขยายตัวเพิ่มอีกของ “จุดตาย” ในมหาสมุทร

*สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมสูญพันธุ์

ขณะนี้อัตราส่วนการสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอยู่ที่ 1 ใน 4 หรือ 25% ซึ่งนับเป็นจำนวนที่มากพอจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงนิเวศอย่างที่เห็นเป็นรูปธรรมในทั่วทุกมุมของโลก

มีการคาดการณ์ว่า พวกเราจะได้เห็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมหลายชนิดสูญพันธุ์ไปช่วงชีวิตของเรานี่เอง โดยเฉพาะการขาดที่อยู่อาศัย พื้นที่หากิน และการล่าสัตว์ ก็ทำให้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมในกลุ่มเสี่ยงทั้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกากลาง และอเมริกากลางและอเมริกาใต้ แทบจะไร้โอกาสที่จะมีชีวิตอยู่รอด

ถ้าทุกๆ คนคิดว่า การสูญพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมตระกูลเสือ อย่าง ไอบีเรียน ลินซ์ ไม่ใช่สาระสำคัญ และคงจะไม่ได้เกิดผลกระทบใหญ่หลวงอะไรต่อโลกใบนี้แล้วละก็ ลองคิดใหม่อีกที ว่าเราได้สูญเสียอะไรไปบ้าง

นอกจากสูญเสียความหลากหลายทางธรรมชาติ โดยสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดหนึ่งอันตรธานไปจากโลก จะเข้าไปทำลายสมดุลของห่วงโซ่อาหาร โดยเฉพาะเมื่อผู้ล่าหายไป สัตว์ที่เป็นเหยื่อก็จะเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมีจำนวนมากเกินไป และก็จะไปรุกล้ำ แย่งอาหาร แย่งที่อยู่ของสัตว์ชนิดอื่นๆ ต่อไปเป็นทอดๆ

ปัญหาสิ่งแวดล้อมต่างๆ ที่เล่ามากำลังอยู่ในภาวะที่วิกฤตมากขึ้นทุกทีๆ จนเราต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่าง (หรือหลายๆ อย่าง) ซึ่งบางอย่างอาจจะไม่ใช่เรื่องที่แก้ได้ง่ายๆ และอาจไม่เห็นผลในเจเนอเรชันนี้ ซึ่งก็เป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องบอกกันต่อเป็นทอดๆ ไป

ข่าวล่าสุด

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน

สันติธารชู 3 แผนสร้างเสถียภาพพลังงาน ชงอาเซียนผนึกทุนสู้โลกร้อน