
ปรากฏการณ์แห่งสำนึกของสัตว์ประเสริฐ...ที่ควร(ตอน ๙)
ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมาย
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : ขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้กรุณาขยายความและยกตัวอย่างกรณีการออกแบบกฎหมายที่ต้องเป็นไปอย่างควบคู่กับศีลธรรม เพื่อให้กฎหมายนั้นสามารถรักษากลไกของสังคมให้ดำเนินไปอย่างสงบสุข ดำรงซึ่งสันติและให้โอกาสแก่ผู้กระทำผิดได้พัฒนาตนเป็นคนดีได้ ที่สำคัญจะได้เตือนผู้ออกแบบกฎหมาย ผู้ใช้กฎหมายทั้งหลายได้พึงตระหนักว่าศีลธรรมและกฎหมายไม่อาจแยกจากกันได้โดยเด็ดขาด
จึงขอกราบอาราธนาพระอาจารย์ได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมกันด้วยค่ะ
ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิสัชนา : อันอุดมมงคลด้วยความประเสริฐที่เรียกว่า พรหมวิหารธรรม และรู้จักสรรค์สร้างสังคมให้สดใสรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วย หลักสังคหวัตถุธรรม บนความมุ่งมั่นในการทำกิจการกุศลอย่างไม่ท้อถอย จนนำชีวิตไปสู่ความสำเร็จ รับผลแห่งคุณความดี ความประเสริฐนั้น ด้วยการประกอบตนตั้งอยู่ใน อิทธิบาทธรรม ซึ่งองค์ธรรม ๓ ประการดังกล่าวเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์ในรูปสามเหลี่ยมแห่งดุลยธรรม เพื่อการขับเคลื่อนชีวิตไปสู่ความสำเร็จ ที่ให้ความสะอาด สว่าง และสงบเป็นที่สุด จึงเป็นธรรมดาของบุคคลที่เป็น เศรษฐี ซึ่งจะได้รับความสุข สันติ ทั้งในขณะดำรงชีวิตอยู่ และในเบื้องหน้า ทั้งนี้เพราะการถือปฏิบัติมั่นคงอยู่ในองค์ธรรมที่จะนำชีวิตไปสู่ความประเสริฐ เจริญงอกงามขึ้นโดย ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา อันเป็นองค์ธรรมที่นำไปสู่การพัฒนาจิตใจให้เข้าถึงประโยชน์ เพื่อความประเสริฐที่แท้จริง คือ การเพิ่มพูนกำลังธรรมที่นำไปสู่การมี ปัญญา นั่นเอง... หมายถึง ความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปในธรรม
“ความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปในธรรม” จึงเป็นหลักสำคัญแห่งการพัฒนาชีวิตไปสู่ประโยชน์สุข เพื่อความประเสริฐของมนุษยชาติที่มีฐานะอันควรตามวาสนาบารมีที่สั่งสมสืบมาดัง “อนาถบิณฑิกเศรษฐี” ผู้มีความเจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไปโดยธรรม ครบสมบูรณ์ตามองค์ธรรมแห่งการให้ องค์ธรรมแห่งการนำออก (สละ) องค์ธรรมแห่งการเกื้อกูล ถึงความประเสริฐด้วยพรหมวิหารธรรม ทั้งนี้เพราะการพัฒนาชีวิตไปตามแบบแผนโดยมุ่งสู่ ธรรม เป็นธงชัยชีวิต จึงสามารถสร้างความสุขให้กับตนถือปฏิบัติเพื่อประโยชน์สุขแห่งสังคมและสิ่งแวดล้อมได้อย่างดียิ่ง แม้บัณฑิตทั้งหลายในกาลก่อนก็เช่นเดียวกัน ย่อมอาศัยธรรม ย่อมนอบน้อมแด่ธรรมเป็นปกติ ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิต ผู้รู้ ผู้ประเสริฐที่ยึดถือสัมมาอาชีวะในด้านใด แม้ที่สุดแห่งบุคคล ได้แก่ พระผู้มีพระภาค ซึ่งเป็นผู้นำในการปฏิบัติก็ย่อมดำเนินชีวิตโดยอาศัยธรรมที่ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เองเป็นธงชัย จึงเห็นได้จากการจะทรงพุทธดำรัสใดๆ ไม่ว่าในเรื่องพระวินัย หรือในพระธรรม ก็จะต้องมี ธรรมเป็นตราชู... เป็นเนติฉบับเพื่อการยุติธรรมอย่างแท้จริง สมดังพระพุทธพจน์ที่ว่า
“ตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ทรงธรรม เป็นธรรมราชา ทรงอาศัยธรรมนั้นเอง สักการะ เคารพ นอบน้อมธรรม มีธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นตราชู เป็นธรรมาธิปไตย จัดการรักษา คุ้มครอง ป้องกันอันชอบโดยธรรม และพุทธบริษัทสี่ โดยนัยว่า กายกรรม... วจีกรรม... มโนกรรม... อาชีวะ... คามนิคม... อย่างนี้ควรเสพ... อย่างนี้ไม่ควรเสพ”
“เราสักการะเคารพอาศัย ธรรมที่เราได้ตรัสรู้นั้นเองเป็นอยู่... เมื่อใดสงฆ์ประกอบด้วยความเติบใหญ่ เมื่อนั้นเราย่อมมีความเคารพ แม้ในสงฆ์”
จากที่กล่าว คงจะให้ข้อสรุปเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจได้ว่า รากฐานแห่งศาสตร์ศิลปวิชาการทั้งปวงนั้น จะต้องดำเนินมุ่งไปตามธรรม... รองรับด้วยธรรม จึงจะให้ประโยชน์สุขอันชอบโดยธรรม... ให้ความยุติโดยธรรมได้อย่างแท้จริง และในเมื่อศีลธรรม คือ หลักธรรมแห่งการดำเนินชีวิต เพื่อความประเสริฐ... เพื่อประโยชน์สุขแห่งความเป็นมนุษยชาติที่มีฐานะเป็นสัตว์ประเสริฐ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่จะให้ความสำคัญเป็นที่สุดต่อการศึกษาเรียนรู้เพื่อการพัฒนาชีวิตสู่ภาคแห่งความจริงที่รู้เท่าทันวิถีแห่งโลกียวิสัย จึงต้องพัฒนาการศึกษาให้ครบสมบูรณ์ทั้งสองด้าน ทั้งด้านศิลปวิทยาการทางโลก ความรู้ในศาสตร์ทั้งหลาย ไม่ว่านิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ซึ่งจะต้องมุ่งสู่ธรรมเป็นธงชัย มีธรรมเป็นตราชู เป็นไปตามวิถีธรรม และจะบรรจบกันที่ธรรมอันเป็นที่หมายเดียวกัน ที่จะให้ค่าความเป็นปกติสมบูรณ์พร้อมด้วยประโยชน์สุขแห่งการดำเนินชีวิตที่เป็นไปอย่างมีแบบแผนโดยธรรมดังนั้น จึงมีหลักปกติแห่งสังคมที่จะใช้เป็นมาตรฐานในการพิจารณาตัดสินอย่างมีมาตรฐานบนภาคจิตสำนึกของสังคมที่ไม่แตกต่างกัน
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







