posttoday
คิดแบบเศรษฐี...รวยใจ

คิดแบบเศรษฐี...รวยใจ

20 ธันวาคม 2554

หลานชายสุดเฟี้ยวเปิดเพลงฮิตกรอกหูซ้ำๆ วันละหลายรอบ แรกๆ

หลานชายสุดเฟี้ยวเปิดเพลงฮิตกรอกหูซ้ำๆ วันละหลายรอบ แรกๆ

โดย..แหนงดู

หลานชายสุดเฟี้ยวเปิดเพลงฮิตกรอกหูซ้ำๆ วันละหลายรอบ แรกๆ รู้สึกรำคาญหูเต็มประดา แต่ฟังไปๆ มาๆ ก็เออ...จังหวะสนุกดี นานรอบเข้าก็เลยหาเนื้อเพลงมานั่งพิจารณาดู

“I wanna be a billionaire so fin' bad. Buy all of the things I never had.

Uh. I wanna be on the cover of Forbes magazine, Smiling next to Oprah and the Queen.

Oh every time I close my eyes, I see my name in shiny lights. Yeah, a different city every night. Oh I I swear, the world better prepare for when I'm a billionaire.”

(เพลง Billionaire โดย ทราวี แม็กคอย)

แล้วก็ร้องอ๋อ...อยากเป็นเศรษฐีนี่เอง

คิดแบบเศรษฐี...รวยใจ

ความอยากชนิดนี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสากล เพราะทุกชาติพันธุ์สีผิวหรือรุ่นวัยไหนก็อยากรวยเหมือนๆ กัน เพราะเชื่อกันว่าเงินสามารถบันดาลได้ทุกอย่างไม่ใช่ก็ใกล้เคียง

แต่ความรวยนี่ก็ไม่มาได้ง่ายๆ ต้องมีความตั้งใจ พยายาม มุมมอง ความคิด จังหวะ โอกาส ฯลฯ ยกเว้นที่รวยมาแต่อ้อนแต่ออก หรือบางกรณีอย่างถูกลอตเตอรีชุดใหญ่

ครั้งหนึ่ง แหนงดู เคยดูรายการโทรทัศน์ประเภทประวัติชีวิตผู้คนที่เขาไปสัมภาษณ์ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” อภิมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก คนนี้ไม่ได้รวยอย่างเดียวแต่ใจบุญด้วย เพราะบริจาคทรัพย์สินเงินทองให้การกุศลก้อนมหาศาล ดูรายการนี้แล้วก็ประทับใจ เคยเขียนถึงครั้งหนึ่งแล้วก็ยังอยาก (ขออนุญาต) เล่าอีก

หลายสิ่งที่ วอร์เรน ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ ทำให้เรารู้ว่าเศรษฐีมันเป็นกันยาก และเป็นคนมีสตางค์แบบ วอร์เรน ก็ยิ่งเป็นยาก เห็นทีชาตินี้จะมีคนเดียว

ความรวยของ วอร์เรน เริ่มต้นจากออมและลงทุน เขาซื้อหุ้นครั้งแรกเมื่ออายุ 11 ขวบ แต่ก็ยังรู้สึกเสียใจที่เริ่มต้นช้า เมื่ออายุ 14 ปี เขาซื้อไร่ด้วยเงินจากการส่งหนังสือพิมพ์

ในวันที่รวยมหาศาลแล้ว วอร์เรนยังอยู่ในบ้านเล็กๆ ไม่มีรั้วรอบ ซึ่งซื้อไว้เมื่อ 50 ปีที่แล้ว เพราะบ้านหลังนี้มีทุกสิ่งที่เขาต้องการแล้ว เขาขับรถเอง ไม่มีเจ้าหน้าที่ รปภ.คุ้มกัน

เขาไม่คบคนในแวดวงสังคมชั้นสูง เขาใช้เวลาพักผ่อนที่บ้านโดยการดูโทรทัศน์และกินข้าวโพดคั่ว เขาไม่ใช้โทรศัพท์มือถือ และไม่มีคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่บนโต๊ะทำงาน วอร์เรน แทบจะไม่เดินทางด้วยเครื่องบินส่วนตัว ทั้งๆ ที่เป็นเจ้าของบริษัทขายเครื่องบินส่วนตัวที่ใหญ่ที่สุดในโลก

วอร์เรน นั้นเป็นเจ้าของเกือบร้อยบริษัท ทุกๆ ปีเขาเขียนจดหมายเพื่อมอบนโยบายให้ซีอีโอของแต่ละบริษัทเพียงฉบับเดียว และไม่ประชุมหรือพูดคุยซีอีโอเป็นประจำอย่างที่ควร กฎที่เขาให้กับผู้บริหารแต่ละบริษัทมี 2 ข้อคือ 1.อย่าทำให้เงินของผู้ถือหุ้นเสียหาย และ 2.อย่าลืมกฎข้อ 1

เพราะวอร์เรนให้ความสำคัญกับชื่อเสียงของตัวเองและบริษัท เขาเชื่อว่า “ชื่อเสียงใช้เวลา 20 ปี ในการสร้าง แต่ใช้เวลาแค่ 5 นาที ในการทำลาย”

เมื่อถามว่ามีคำแนะนำอะไรสำหรับหนุ่มสาวไหม วอร์เรน บอกว่า หนีให้ไกลบัตรเครดิต สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคือ ปัจจัย 4 ที่พอเหมาะกับตัวเอง

ตอนที่บริจาคเงินมหาศาลให้การกุศลแทนที่ยกให้ลูกหลาน วอร์เรน บอกว่า เขาไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดความรวยจากรุ่นสู่รุ่น เขาอยากให้ลูกๆ มีทรัพย์สินเพียงพอที่จะนำไปทำให้งอกเงย ไม่ใช่มีเงินมหาศาลจนไม่ต้องทำอะไรเลย

จากการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น วอร์เรน เหมือนจะบอกกับเรา (อีก) ว่า เขาคือมนุษย์ที่ค้นพบแล้วว่า ความจริงแล้วทรัพย์สินเงินทองก็เป็นเพียงสิ่งนอกกาย เขาได้มองทะลุผ่านวัตถุทั้งหลายที่เขาเป็นเจ้าของ และได้ค้นพบความหมายที่แท้จริงของชีวิต

ความร่ำรวยไม่ใช่ที่สุดในชีวิตสำหรับ วอร์เรน เหนือกว่ามีเงินทองมหาศาล เขาเป็นคนมีใจเมตตาและมีหลักดำรงชีวิตที่ดี

อย่างที่บอก...เศรษฐีมันเป็นกันยาก และเป็นคนมีสตางค์แบบ วอร์เรน ก็ยิ่งเป็นยาก เห็นทีชาตินี้จะมีคนเดียว 

&<2288;

&<2288;
 

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่