
ธรรมะสำหรับพุทธิจริต
ตามที่ได้นำเรื่องราวของการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดเทวดา
ตามที่ได้นำเรื่องราวของการที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดเทวดา
โดย..สลิล
ที่มาประชุมกันเฝ้าพระพุทธองค์และพระอรหันตสาวก 500 รูป ที่ออกบวชจากตระกูลพระญาติ ในมหาสมัยสูตรนั้น MQ ได้นำมาแสดงตั้งแต่จริตต้นๆ จนครบ 6 จริตในครั้งนี้ คือ ราคจริต โทสจริต โมหจริต วิตกจริต ศรัทธาจริต และพุทธิจริต ซึ่งก็เป็นช่วงที่เกิดน้ำท่วม ทำให้ตีพิมพ์ได้ไม่ตลอดทุกอาทิตย์ อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนหวังว่าท่านผู้อ่านจะได้ประโยชน์บ้าง เพราะมนุษย์เราก็มีจริตหลัก 6 จริตเช่นกัน การได้อ่านธรรมที่พระพุทธองค์ทรงแสดงโดยตรง รวมทั้งคำอธิบายจากอรรถกถานั้นนับว่าไม่ได้มีโอกาสอ่านกันบ่อยๆ ซึ่งแม้อาจมีคำที่ยากหรือไม่คุ้นเคยบ้างสำหรับบางท่าน และบางเรื่องก็กล่าวถึงเรื่องของทิฏฐิต่างๆ ด้วย
วันนี้ก็เป็นจริตสุดท้ายแล้ว พุทธิจริตนั้น เป็นพวกที่มีอุปนิสัยค่อนข้างมีเหตุผล มีปัญญาทางธรรมมาก ด้วยการสั่งสมปัญญามา พระสูตรที่ทรงแสดงสำหรับเทวดาพุทธิจริตนี้ชื่อ ปุราเภทสูตร อยู่ใน ขุททกนิกาย จะเห็นว่าค่อนข้างสั้นกว่าหลายสูตร ทรงแสดงอย่างตรงๆ กล่าวถึงเนื้อธรรมโดยไม่มีบริบทมาก และถามเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ในการแสดงพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงเนรมิต “พุทธนิมิต” ให้เป็นผู้ตรัสถามปัญหาแล้ว “พระพุทธเจ้า” ทรงตอบเอง ในที่นี้นำมาโดยสรุปย่อ ดังนี้
พุทธนิมิต : บุคคลผู้มีความเห็นอย่างไร มีศีลอย่างไร บัณฑิตจึงกล่าวว่า เป็นผู้สงบ ท่านพระโคดมพระองค์ผู้อันข้าพระองค์ถามแล้วขอจงตรัสบอกนระผู้สูงสุดแก่ข้าพเจ้าเถิด
พระพุทธเจ้า : ผู้ใดปราศจากตัณหาก่อนแต่สรีระแตก เป็นผู้ไม่อาศัย (กาลอันเป็นอดีตอนาคต) เบื้องต้นและเบื้องปลาย อันใครๆ จะพึงนับว่าเป็นผู้ยินดีแล้วใน (กาลอันเป็นปัจจุบัน) ท่ามกลางไม่ได้ ความมุ่งหวังของผู้นั้นย่อมไม่มี เรากล่าวผู้นั้นว่าเป็นผู้สงบ ผู้ใดไม่โกรธ ไม่สะดุ้ง ไม่โอ้อวด ไม่คะนองพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ผู้นั้นแล เป็นมุนีผู้สำรวมแล้วด้วยวาจา ผู้ใดไม่ทะเยอทะยานในสิ่งที่ยังไม่มาถึง ไม่ เศร้าโศกถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว เป็นผู้มีปรกติเห็นความสงัดในผัสสะ อันใครๆ จะนำไปในทิฏฐิทั้งหลายไม่ได้เลย ผู้ใดปราศจากกิเลส ไม่หลอกลวง มีปรกติไม่ทะเยอะทะยานไม่ตระหนี่ ไม่คะนอง ไม่เป็นที่เกลียดชัง ไม่ประกอบในคำส่อเสียด เว้นจากความเชยชมในกามคุณอันเป็นวัตถุน่ายินดี ทั้งไม่ประกอบในการดูหมิ่น เป็นผู้ละเอียดอ่อน มีปฏิภาณ ไม่เชื่อต่อใครๆ ไม่กำหนัดยินดี ไม่ศึกษา เพราะใคร่ลาภ ไม่โกรธเคืองในเพราะความไม่มีลาภ และเป็นผู้ไม่พิโรธ ไม่ยินดีในรสด้วย ตัณหา เป็นผู้วางเฉย มีสติทุกเมื่อ ไม่สำคัญตัวว่าเสมอเขา ว่าวิเศษกว่าเขา ว่าเลวกว่าเขาในโลก กิเลสอันฟูขึ้นทั้งหลาย ของผู้นั้น ย่อมไม่มี ฯ
ตัณหานิสสัยและทิฏฐินิสสัยของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นรู้ธรรมแล้วเป็นผู้อันตัณหา และทิฏฐิไม่อาศัยแล้ว ความทะยานอยากเพื่อความมีหรือเพื่อความไม่มี ของผู้ใดไม่มี เรากล่าวผู้นั้นผู้ไม่มีความห่วงใยในกามทั้งหลายว่า เป็นผู้สงบ กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายของผู้ใดไม่มี ผู้นั้นข้ามตัณหาได้ แล้ว บุตร ธิดา สัตว์เลี้ยง ไร่นา และที่ดินของผู้ใดไม่มี แม้ความเห็น ว่าเป็นตัวตนก็ดี ความเห็นว่าไม่เป็นตัวตนก็ดี อันใครๆ ย่อมไม่ได้ใน ผู้นั้น ปุถุชนหรือสมณพราหมณ์จะพึงกล่าวกะผู้นั้น (ว่าผู้ยินดีแล้วหรือผู้ประทุษร้ายแล้ว) โดยโทษมีราคะเป็นต้นใดโทษมีราคะเป็นต้นนั้น ไม่ใช่เป็นความมุ่งหวังของผู้นั้นเพราะเหตุนั้น ผู้นั้นย่อมไม่หวั่นไหว ในเพราะถ้อยคำทั้งหลาย มุนีผู้ปราศจากความกำหนัดยินดี ไม่มีความตระหนี่ย่อมไม่กล่าวยกย่องในบุคคลผู้ประเสริฐกว่า ผู้เสมอกัน หรือผู้เลวกว่า ผู้ไม่มีกัปปะ (คือตัณหาแลทิฏฐิ) ย่อมไม่มาสู่กัปปะผู้ใด ไม่มีความหวงแหนว่าของตนในโลก ไม่เศร้าโศกเพราะสิ่งที่ไม่มีอยู่ และไม่ลำเอียงในธรรมทั้งหลาย ผู้นั้นแล เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ ฯ
คำอธิบายในอรรถกถากล่าวอธิบายไว้ว่า เทวดามีจิตคิดว่าก่อนตายควรทำอะไรหนอ เพื่ออนุเคราะห์เทวดา ในการแสดงพระสูตรนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงเนรมิต พระพุทธนิมิต พร้อมด้วยภิกษุบริวาร 1,350 รูป เสด็จมาทางอากาศ ตรัสพระสูตรนี้
พุทธนิมิตตรัสถาม อธิปัญญา (บุคคลมีความเห็นอย่างไร) ถามถึงอธิศีล (บุคคลมีศีลอย่างไร) ถามถึงอธิจิต (บุคคลเช่นไรเป็นผู้สงบ) นับว่าเป็นคำถามสั้นๆ ที่ลึกซึ้ง สั้นแต่ได้ความครบไตรสิกขาทีเดียว
ทรงตรัสแก้อธิปัญญาก่อน โดยตรัสว่า เป็นผู้สงบ เพราะกิเลสสงบ ละตัณหาได้ก่อนตาย ไม่อาศัยอดีต อนาคต (เบื้องต้น เบื้องปลาย) จึงจะนับว่ายังยินดีในท่ามกลางก็ไม่ได้ (ปัจจุบัน) นั่นคือ บรรลุเป็นพระอรหันต์ มีศีลสมบูรณ์ ดังทรงกล่าวด้วยประการต่างๆ ในพระสูตร
เป็นผู้ละเอียดอ่อน คือ ประกอบกายกรรม เป็นต้น อันละเอียดอ่อน
มีปฏิภาณ ในการเรียน การถามและการบรรลุ ไม่เชื่อใครๆ ถึงธรรมที่ตนบรรลุแล้วด้วยตนเอง
ทรงเตือนไม่ให้ศึกษาพระสูตร เป็นต้น เพราะปรารถนาลาภ ให้เป็นผู้วางเฉย มีสติ ไม่ยึดมั่นในสัตว์บุคคลว่าเป็นเราเป็นของเรา เช่นในคำว่า บุตรของผู้นั้นไม่มี บุตรรวมทั้ง บุตรเกิดแต่ตน และบุตรที่นำมาเลี้ยง เป็นต้น ไม่หวั่นไหวในคำนินทา ไม่กล่าวยกย่องผู้ที่ทำตนไว้ภายใน (ทิฏฐิของตน) แล้วยกย่องว่าเป็นผู้ประเสริฐ
เป็นผู้ไม่มีตัณหาและทิฏฐิ (กัปปะ)
เป็นผู้สงบ สูงสุดกว่าคน คือ ทรงจบเทศนาธรรมอันยอด คือ พระอรหัต
เมื่อจบเทศนานี้ เทวดาแสนโกฐิได้บรรลุพระอรหัต จำนวนผู้บรรลุโสดาบันเป็นต้น จำนวนมากมายเหลือจะนับได้ ...







