
การฟอกเงินกับธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทย
ปัจจุบันรูปแบบการก่ออาชญากรรมถูกพัฒนาให้ซับซ้อนมากขึ้น มีลักษณะการดำเนินงานร่วมกันในรูปแบบขององค์กรอาชญากรรมที่มีเครือข่ายทั่วโลก
ปัจจุบันรูปแบบการก่ออาชญากรรมถูกพัฒนาให้ซับซ้อนมากขึ้น มีลักษณะการดำเนินงานร่วมกันในรูปแบบขององค์กรอาชญากรรมที่มีเครือข่ายทั่วโลก
โดย..สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน)
ปัจจุบันรูปแบบการก่ออาชญากรรมถูกพัฒนาให้ซับซ้อนมากขึ้น มีลักษณะการดำเนินงานร่วมกันในรูปแบบขององค์กรอาชญากรรมที่มีเครือข่ายทั่วโลก การติดต่อประสานงานระหว่างกันทำได้โดยอาศัยประโยชน์จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อก่ออาชญากรรมกับสิ่งผิดกฎหมาย มุ่งหวังผลตอบแทนเป็นเงินจำนวนมหาศาล
“การฟอกเงิน” (Money Laundering) คือ การแปรสภาพและอำพรางแหล่งที่มาของเงิน รวมถึงทรัพย์สินที่ได้มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย เช่น การค้ายาเสพติด การค้าอาวุธเถื่อน การปลอมแปลงเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการเงิน และการคอร์รัปชัน ให้กลายเป็นทรัพย์สินที่ได้มาอย่างถูกต้อง ชอบด้วยกฎหมาย โดยวิธีการฟอกเงินนั้นอาจเป็นการฝากเงินไว้กับสถาบันการเงิน การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การจัดตั้งกิจการเพื่อดำเนินธุรกิจในรูปแบบต่างๆ ตลอดจนการซื้อสินค้าหรูหราราคาแพง ซึ่งรวมอัญมณีและเครื่องประดับเข้าไปด้วย
ในประเทศไทย พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฉบับแรก ตราขึ้นในปี 2542 โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 ส.ค. 2542 กำหนดให้สถาบันการเงินและนิติบุคคลที่ดำเนินธุรกิจอันเกี่ยวข้องกับการเงินตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง มีหน้าที่ต้องรายงานต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) กรณีที่มีการทำธุรกรรมเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป หรือเป็นการทำธุรกรรมที่เกี่ยวกับทรัพย์สินมูลค่า 5 ล้านบาทขึ้นไป
ปัจจุบันกฎหมายฉบับดังกล่าวได้ถูกปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม และตราขึ้นเป็นพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2552 โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2552 และมีผลบังคับใช้นับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย. 2552 เป็นต้นมาซึ่งในกฎหมายฉบับนี้มีบทบัญญัติเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบกิจการที่ไม่ใช่สถาบันการเงินจำนวน 9 ประเภท (รวมถึงผู้ประกอบการค้าอัญมณี เพชรพลอย ทองคำ หรือเครื่องประดับที่ตกแต่งด้วยอัญมณี เพชรพลอย หรือทองคำ) มีหน้าที่ต้องรายงานการทำธุรกรรมด้วยเงินสดมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไปต่อสำนักงาน ปปง. (แบบ ปปง.1052) ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืนมีโทษปรับโดยคำพิพากษาของศาลไม่เกิน 5 แสนบาท และปรับอีกไม่เกิน 5,000 บาทต่อวัน จนกว่าจะปฏิบัติให้ถูกต้อง
ในกฎกระทรวงบัญญัติให้ผู้ประกอบการค้าอัญมณีและเครื่องประดับต้องให้ลูกค้าแสดงตัวเองก่อนการทำธุรกรรมครั้งแรก โดยวงเงินที่กำหนดให้ลูกค้าต้องแสดงตนก่อนการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับที่มีมูลค่าตั้งแต่ 7 แสนบาทขึ้นไป และต้องเก็บเอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการแสดงตนของลูกค้าไว้เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่ต้องรายงานต่อสำนักงาน ปปง. เว้นแต่จะได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ปฏิบัติเป็นอย่างอื่น
หากพบการทำธุรกรรมที่สงสัยว่าจะเป็นการฟอกเงิน หรือเป็นธุรกรรมที่มีความซับซ้อนผิดไปจากปกติ ขาดความเป็นไปได้ในเชิงเศรษฐกิจ หรือหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานจะต้องรายงานต่อสำนักงาน ปปง. (แบบ ปปง.10510) ภายใน 7 วันโดยไม่มีการกำหนดวงเงินขั้นต่ำ ทั้งนี้ การรายงานการทำธุรกรรมซึ่งผู้รายงานกระทำโดยสุจริต หากก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดผู้รายงานไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย
กฎหมายฉบับดังกล่าวนี้ได้เริ่มมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. 2554 ซึ่งผู้ประกอบการในภาคธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับควรให้ความสนใจและปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นการขจัดและป้องกันปัญหาที่อาจเกิดจากการฟอกเงินผ่านการซื้อขายอัญมณีและเครื่องประดับ อันจะส่งผลเสียทั้งทางตรงและทางอ้อมกับธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับไทยต่อไป
&<2288;







