
วิกฤตสิ่งแวดล้อม : ระเบิดเวลารัฐบาลยิ่งลักษณ์
วิกฤตอุทกภัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถ้าจะไม่กล่าวถึงเสียเลยว่าสาเหตุสำคัญนั้น
โดย...ศรีสุวรรณ จรรยา
วิกฤตอุทกภัยที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ถ้าจะไม่กล่าวถึงเสียเลยว่าสาเหตุสำคัญนั้นเป็นผลมาจากการปล่อยปละละเลยในปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษยชาติแทบทั้งสิ้นก็คงไม่ได้ เมื่อมนุษย์ทำลายสมดุลธรรมชาติ ธรรมชาติก็ได้แสดงให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัดแล้วว่า ธรรมชาตินั้นยิ่งใหญ่เหนือสติปัญญาและฝีมือมนุษย์เสมอ โดยเฉพาะผู้ถืออำนาจรัฐที่ตั้งตนอยู่บนความประมาท ไม่มีฝีมือ และไม่เคารพธรรมชาติ
แต่นับตั้งแต่ปี 2530 เพราะอำนาจของนักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีและเป็น สส.ในพื้นที่ พยายามส่งเสริมให้เปลี่ยนเมืองประวัติศาสตร์ ซึ่งที่ดินที่เคยเป็นอู่ข้าวอู่น้ำแห่งท้องทุ่งอยุธยา ก็ให้ถูกขายเปลี่ยนมือกันจากชาวนา สู่นายหน้า และขายให้กับนายทุน และก็ถูกถมที่และก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรมโดยทันที จนทำให้ในปัจจุบัน เมืองอู่ข้าวอู่น้ำและแอ่งอารยธรรมอยุธยากลายเป็นนิคมอุตสาหกรรมแรงงานราคาถูกเต็มทั้งจังหวัด ทั้งนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ไฮเทค บางปะอิน บ้านแพน สหรัตนนคร แฟคทอรี่ แลนด์ เป็นต้น โดยข้ออ้างหลักคือ สร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับคนในพื้นที่
โดยลืมไปสิ้นว่าสภาพทางภูมิศาสตร์ของพื้นที่ภาคกลางเป็นพื้นที่ลุ่ม ด้วยวิถีชีวิตและสภาพบ้านเรือนที่มีมาแต่เดิมนั้น มักปลูกบ้านยกพื้นใต้ถุนสูง เป็นวิถีชีวิตธรรมชาติที่สอดคล้องรองรับกับฤดูน้ำท่วม น้ำหลาก แต่พอวิถีเปลี่ยนจากบ้านยกพื้นสูง มาเป็นถมดินปลูกบ้าน ถมที่นาสร้างนิคมอุตสาหกรรม แต่พอเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่นิคมอุตสาหกรรมและเมืองโบราณของอยุธยาก็ต้องจมมิดน้ำ ตามเหตุปัจจัยข้างตน แม้เป็นเรื่องที่ยากจะป้องกัน แต่ด้วยมูลค่าความเสียหายและความไร้ความสามารถของรัฐบาล ในการรับมือได้ทันสถานการณ์ จึงเป็นเหตุการณ์ที่น่าสะเทือนใจยิ่ง และกลายเป็นวิกฤตที่นำความเดือดร้อนและความเสียหายให้กับชาวบ้านและอุตสาหกรรมสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์
เราคงไม่โทษชาวบ้านที่เป็นต้นเหตุ แต่ต้องโทษไปที่รัฐบาลหรือผู้ถืออำนาจรัฐที่มีนโยบายที่ผิดพลาด ไม่ศึกษาและประเมินสภาพที่รอบด้านเสียก่อน ก่อนที่จะตัดสินใจเปลี่ยนพื้นที่ลุ่มอยุธยาให้เป็นเมืองอุตสาหกรรม ณ วันนี้ แม้กล่าวไปก็สายเสียแล้ว แต่จะไม่สายหรือเสียหายมากไปกว่านี้ ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจห้ามไม่ให้มีโรงงานใหม่ๆ หรือนิคมใหม่ๆ หรือการขยายนิคมใหม่ในพื้นที่นั้นๆ อีกต่อไป
หากกล่าวถึงปัญหาน้ำท่วม ก็ต้องกล่าวล่วงไปถึงต้นเหตุที่แท้จริงอีกประการ คือ ปัญหาการปล่อยให้มีการตัดไม้ทำลายป่า บุกรุกป่าสร้างสนามกอล์ฟ บ้านพัก รีสอร์ต บังกะโล ฯลฯ กันแทบจะทุกภาคของประเทศ ของบรรดาเหล่านายทุน ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมือง อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้รัฐบาลไม่อาจจริงจังในเชิงนโยบายได้ ขณะที่หน่วยงานในระดับท้องถิ่นต่างก็เพิกเฉย แสร้งหลับตาไม่เห็นเสีย กรณีการบุกรุกทับลานและวังน้ำเขียว หน่วยงานรัฐไม่รู้เลยหรือว่าพื้นที่เหล่านั้นเป็นพื้นที่ป่า พื้นที่อุทยานโดยชัดแจ้ง
โดยเฉพาะพื้นที่ในแหล่งต้นน้ำลำธารภาคเหนือ เช่น แพร่ พะเยา น่าน อุตรดิตถ์ เชียงใหม่ เชียงราย ตาก ฯลฯ ปล่อยให้มีการบุกรุกแผ้วถางป่า ทำลายภูเขาจนเตียนโล่ง เพื่อปลูกยางพารา ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ด้วยระบบตกเขียว (เอาเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี ยาปราบศัตรูพืช ไปก่อน เมื่อได้ผลผลิตแล้วค่อยเอามาขายให้หักลบกลบหนี้) ซึ่งนายทุนใหญ่ก็คือบริษัทค้าขายอาหารสัตว์ เจ้าของไอเดียนโยบายสองสูงนั่นเอง ซึ่งบริษัทเหล่านี้มีหรือที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อความเสียหายของแผ่นดินและทรัพยากรธรรมชาติที่เกิดขึ้น
แปลกแต่จริง เชื่อหรือไม่ ยามที่ฝนตก ดินถล่ม น้ำป่าไหลหลาก คนพวกนี้รวมทั้งคนในรัฐบาลและเจ้าขุนมูลนายในกระทรวงต่างๆ กลับออกมาผายลมออกปากว่า เพราะเราไม่มีเขื่อนป้องกันน้ำท่วม ปัญหามันจึงเกิด ดังนั้นเราต้องสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น สร้างเขื่อนแม่วงก์ สร้างเขื่อน... ฯลฯ ทั้งๆ ที่เรามีเขื่อนกันมากกว่า 20 เขื่อนในภาคเหนือ ทั้งเล็กและใหญ่ก็ยังไม่สามารถป้องกัน แก้ไขปัญหาน้ำท่วมได้ หรืออาจเพราะพื้นที่เหนือเขื่อนที่อยากจะสร้างนั้นมีป่าสักทองนับหมื่นๆ ไร่ นักการเมืองเหล่านี้จึงเกิดไอเดียแก้ไขปัญหากันจนปากมันแพล็บๆ
ในขณะที่ทรัพยากรใต้พื้นดิน รัฐบาลก็ปล่อยให้นายทุนรับสัมปทานไปขุดเจาะผลิตแร่และน้ำมันกันทั้งประเทศ โดยไม่เคยสอบถามประชาชนเจ้าของพื้นที่ที่เฝ้ารักษาทรัพยากรเหล่านั้นมาแต่ครั้งบรรพชนว่าเขาจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ อาทิ แร่สังกะสีที่แม่สอด แร่ทองคำที่พิจิตร เพชรบูรณ์ เลย แร่โพแทสเซียมที่อุดรธานี แร่น้ำมันที่สุโขทัย แร่ก๊าซที่ขอนแก่น แร่ถ่านหินที่เวียงแหง เชียงใหม่ แม่เมาะ ลำปาง โดยที่รัฐบาลได้เพียงเศษภาคหลวง ท้องถิ่นได้ภาษีนิดหน่อย แต่มลพิษที่ปล่อยออกมาสั่งสมอยู่ในพื้นที่และแพร่กระจายไปสู่ไร่นาของชาวบ้าน ทำให้ชาวบ้านเจ็บป่วยล้มตายกันไปเป็นจำนวนมาก หาได้มีใครออกมารับผิดชอบไม่ จะหวังพึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมหรือกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ไร้ซึ่งศักยภาพและความสามารถที่จะจัดการได้
ในขณะที่พื้นน้ำใต้ทะเลอ่าวไทยและอันดามัน ก็ปล่อยให้นักลงทุนข้ามชาติมาขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียมกันมากกว่า 150 บ่อขุด โดยปล่อยสารปรอทออกมาทำลายปะการัง ทำลายฐานทรัพยากรสัตว์น้ำอย่างมหาศาล โดยที่ไม่มีหน่วยงานไหนไปดูแล ตรวจสอบ มัวแต่นั่งอ่านและตรวจสอบแต่ในตำราและเชื่อในรายงานอันเป็นเท็จว่าทุกบริษัทมีเทคโนโลยีชั้นเลิศในการป้องกันการแพร่กระจายของสารโลหะหนักต่างๆ ที่จะรั่วไหลมาจากแท่นขุดเจาะได้ ในขณะที่รายงานการวิจัยสารตกค้างในสัตว์ทะเลของนักวิชาการในมหาวิทยาลัยต่างยืนยันสอดคล้องต้องกันว่าพบการปนเปื้อนสารพิษและโลหะหนักในสัตว์ทะเลไทยอย่างต่อเนื่อง
ในส่วนของคุณภาพอากาศและเสียง รัฐบาลปล่อยให้มีมลพิษเหล่านี้เกิดขึ้นในพื้นที่เมืองอย่างจงใจ เช่น กรณีมลพิษทางอากาศและเสียงรอบสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ยิ่งนานวันก็ยิ่งชี้ชัดไปว่ารัฐบาลไม่สนใจต่อความเสียหายของชาวบ้านที่เกิดขึ้นเลย จนชาวบ้านโดยรอบทนไม่ไหวต้องไปฟ้องร้องเป็นคดีกันแล้วเกือบ 2,000 ราย และยังจะมีการฟ้องเพิ่มเติมอีกเป็นจำนวนมาก ขณะที่รัฐบาลยังดึงดันที่จะสร้างรันเวย์ที่ 3 ให้ได้อีก
รัฐบาลไม่สนใจปัญหาผลกระทบที่จะตามมาอันเนื่องมาจากนโยบายประชานิยม เช่น นโยบายด้านภาษีน้ำมันและรถยนต์ จนนำมาสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกกันอย่างมหาศาล รวมทั้งการไม่เอาจริงเอาจังกับปัญหาสารอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ที่มีมากที่สุดในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมทั้งในพื้นที่มาบตาพุด จ.ระยอง ซึ่งกำลังจะกลายเป็นปัญหาใหญ่เกิดขึ้นมาอีกครั้ง จากนโยบายที่ผิดพลาดและไม่ใส่ใจต่อปัญหาของรัฐบาลปัจจุบัน จนกำลังจะมีการฟ้องร้องเป็นคดีเพิ่มเติมอีกนับสิบคดี
นอกจากนั้น ปัญหาเรื่องของความปลอดภัยในอาหารการกิน รัฐบาลก็มิได้สนใจไยดีต่อการจัดการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ โดยเฉพาะการหยุดยั้งการนำเข้าสารเคมีพิษ จากรายงานขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) เมื่อปี 2543 ประเทศไทยมีเนื้อที่ทำการเกษตรมากเป็นอันดับที่ 48 ของโลก แต่ใช้ยาฆ่าแมลงมากเป็นอันดับ 5 ของโลก ใช้ยาฆ่าหญ้าเป็นอันดับ 4 ของโลก นำเข้าสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรปีละ 30,000 ล้านบาท และปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีปีละ 30-40,000 ล้านบาท ปุ๋ยและสารเคมีเหล่านี้จะตกค้างอยู่ในอาหารที่มาหล่อเลี้ยงคนไทยทั่วหน้า ทำให้ตายผ่อนส่งกันทั้งประเทศ แต่ก็ดูเหมือนไม่มีใครสนใจ
รัฐบาลแถลงนโยบายเมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา ใครได้อ่านนโยบายทางด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลยิ่งลักษณ์แล้วแทบจะดีใจได้ปลื้ม เพราะต้องเคลิบเคลิ้มไปกับนโยบายที่เขียนไว้สวยหรู เลิศหรูอลังการ ไม่รู้ว่าตั้งใจเขียนหรือให้ใครมาเขียนแทนให้ เพราะเอาเข้าจริงแค่นโยบายข้อ 5.3 จะเร่งผลักดันกฎหมายว่าด้วยองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ก็แสร้งทำแท้งเสียง่ายๆ โดยไม่สนใจเลยว่าตนเองได้เขียนไว้เป็นนโยบายแล้ว...ถ้าเช่นนั้นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นราวดอกเห็ดทั่วประเทศก็คงจะหวังพึ่งพาอำนาจทางฝ่ายบริหารไม่ได้เสียแล้ว คงต้องไปพึ่งอำนาจทางฝ่ายตุลาการ ซัดกันหมัดต่อหมัดให้รู้กันไปทั้งแผ่นดินเลยว่าใคร “ดีแต่โม้”







