
ตายแล้วฟื้น
เห็นข่าวตายแล้วฟื้นของเด็กน้อยชาวอ่างทองวัย 10 ขวบ ที่ป่วยเป็นลิ้นหัวใจรั่ว มารักษาตัวที่โรงพยาบาล
โดย...ปู โลกเบี้ยว
เห็นข่าวตายแล้วฟื้นของเด็กน้อยชาวอ่างทองวัย 10 ขวบ ที่ป่วยเป็นลิ้นหัวใจรั่ว มารักษาตัวที่โรงพยาบาลเด็กในกรุงเทพฯ พอผ่าตัดเสร็จก็แน่นิ่งอยู่ในห้องอีซียู 14 วัน จนหมอเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบสนองแล้ว ไม่หายใจ ตัวเย็นเฉียบ แขนขาเขียวคล้ำ นิ้วหงิกงอ ผิวหนังแห้ง และแล้วหมอก็บอกให้ไปเตรียมงานศพได้เลย แต่คุณแม่ขอร้องว่าขอเวลาอีกวันเถอะ เพราะได้ไปบนขอชีวิตลูกไว้ ก่อนจะนำศพกลับบ้านก็เลยเอาธูปและเงินใส่มือลูก แต่หมอมาเอาออก บอกว่าจะทำความสะอาด พอดีคุณแม่สังเกตเห็นลูกกระดิกเท้าเลยตะโกนบอกหมอ ทุกคนก็งง?? สิฮ้า เพราะจู่ๆ เด็กก็ความดันขึ้น ตัวก็อุ่นขึ้น ยังไงละเนี่ย?
เด็กบอกเห็นคุณตาน้ำหมากไหลมาบอกว่า อย่าลืมไปแก้บนด้วยล่ะ ตอนนอนเห็นแต่หมอกควันแล้วก็เห็นตาของตัวเองที่ตายไปแล้วมาถามว่า “มาได้ไงเนี่ย” เพื่อนบ้านบอกว่ากำลังเตรียมงานศพให้หลาน อยู่ๆ เขาก็มาบอกว่าหลานฟื้นแล้วอย่างน่าอัศจรรย์ คุณแม่ของน้องจ่อยเลยต้องพาน้องทัวร์ทำบุญซะเป็นข่าว
เลยทำให้นึกถึงหลายๆ เรื่อง หลายๆ คนที่เคยเล่าให้ปูฟังในเรื่องของการตายแล้วฟื้น อย่างตอนที่ข่าวคุณยายใกล้ 80 เป็นโรคฝีที่แก้มตายแล้วฟื้น แก้มบวมดำเชียว ลมหายใจอ่อนระทวยนอนอยู่บนแคร่ ญาติพี่น้องต้องนิมนต์พระมาสวดต่ออายุ แต่ก็ไม่เป็นผล ตกเย็นแกก็หมดลมไป ต่างจังหวัดเขาก็แค่เอาผ้าขาวมาคลุมตัวแกไว้ที่ศาลาในบริเวณบ้านนั่นแหละ จากนั้นก็กางเต็นท์จัดหาเก้าอี้เตรียมงานศพในวันรุ่งขึ้น
ขณะกำลังเตรียมงานในตอนเช้ามืดวันต่อมานั้น เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อมีคนได้ยินคุณยายแกบ่นขึ้นมาว่า “เฮ้ย ตื่นหุงข้าวกันละยังวะ นี่มันตี 4 แล้วนะโว้ย” เท่านั้นแหละ ใครจะอยู่ละคะ แม้แต่พระยังวิ่งเลย แต่ก็ยังมีคนใจกล้าเข้าไปเปิดผ้าขาวดูว่าเสียงนั้นมาจากคุณยายแกจริง หรือว่าหูแว่วกันไป ปรากฏว่าคุณยายแกยังไม่ตาย อยู่ๆ แกก็ฟื้น ที่แปลกก็คือแผลที่เป็นฝีอ่ะมันแห้งไปซะเฉยๆ งั้นแหละ
จากงานที่จะเป็นงานศพ เลยกลายเป็นงานเรียกขวัญกลับมา
แล้วแกก็เล่าให้ฟังว่า แกฝันไปว่าได้ไปพบกับพี่สาวซึ่งตายไปนานแล้วล่ะ พี่สาวก็มาชวนไปเยี่ยมหลานชายที่กำลังจะผ่าตัดในกรุงเทพฯ แกก็ว่าไม่ไปล่ะ ฉันไม่มีตังค์ พี่สาวเลยชวนไปนั่งสมาธิบำเพ็ญศีล นั่งๆ อยู่แกเกิดเป็นห่วงที่บ้านเลยขอกลับบ้านดีกว่า แล้วแกก็ตื่นขึ้นมานี่แหละ น้าน...ดีนะที่เขายังไม่ฉีดฟอร์มาลีนให้คุณยายอ่ะ
เพื่อนปูคนหนึ่งมันติ๊งต๊องหน่อยนะ เพื่อนเล่าให้ฟังว่าเคยซิ่งมอเตอร์ไซค์แล้วไปชนกับรถบรรทุกไม้ซุงอย่างจังเลย ทั้งๆ ที่รถบรรทุกซุงเขาก็จอดของเขาอยู่เฉยๆ ข้างถนนอ่ะ เพื่อนบอกว่าไม่เห็น ตอนนั้นเห็นแต่เป็นเหมือนแสงไฟจ้ามากแล้วก็วูบ รู้สึกตัวอีกทีก็นอนอยู่บนถนน เห็นคนมากมายเดินผ่านตัวมันไปมา บางคนก็วิ่งวนๆ อยู่รอบๆ ตัวมัน แต่ไม่เห็นมีใครคิดที่จะช่วยเลย แล้วก็รู้สึกง่วงมากก็เลยหลับไปนานเท่าไหร่ไม่รู้
มาฝั่งทางด้านแม่เพื่อนบ้าง เขาก็เอาศพหน้าเยินๆ ของมันมาไว้ที่วัด กำลังตกแต่งศพ เย็บแผลที่หน้า พระก็เริ่มเดินมาวนๆ ดูความเรียบร้อย จู่ๆ เพื่อนปูคนนี้ก็ตื่นขึ้นมาซะเฉยๆ พระวิ่งจีวรปลิวเลย แม่เพื่อนเล่าให้ฟังนะ ตัวเพื่อนอ่ะไม่รู้เรื่องหรอก บอกแต่ว่าเจ็บๆ เลยต้องเอาไปส่งโรงพยาบาล ทุกวันนี้มันต๊องๆ ยังไงก็ไม่รู้สิ พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง ติดอ่างบ้างล่ะ ชอบพูดหรือบ่นคนเดียวบ้างล่ะ จากที่ไม่เคยเป็นนะ ชอบแต่งตัวประหลาดๆ เหมือนเรียกร้องความสนใจ จากเมื่อก่อนเคยเรียบร้อยมาก
คุณอาคนหนึ่งเป็นนักแสดงนี่แหละ ปูเคยเล่นชีวประวัติชีวิต แสดงเป็นภรรยา กับพี่ชัย วีระชัย พี่ชัยเล่นเป็นตัวคุณอา ปูสังเกตเห็นว่าคุณอาใส่รองเท้าไม่ยอมถอดเลย แล้ววันนั้นจำเป็นต้องถอดอย่างปฏิเสธไม่ได้ ก็เห็นเท้าลักษณะแปลกๆ คือมีเหมือนเท้าเล็กๆ ทับซ้อนอยู่บนเท้าปกติ เลยถามไปด้วยความอยากรู้ว่า เท้าอาเป็นไรคะ? คุณอาบอกว่าตอนเกิดมาน่ะไม่มีหรอกนะ มามีเอาตอนหนุ่มๆ “เขามาเอง” งงสิ ปูเป็นงง
คุณอาเลยเล่าให้ฟังว่า ตอนหนุ่มๆ เคยประสบอุบัติเหตุรถคว่ำ ก็ไปถ่ายทำภาพยนตร์นั่นแหละ เพื่อนๆ ตายหมดเลย รวมทั้งตัวคุณอาด้วย ปูก็...อ้าว!
ถ่ายหนังเป็นฉากต้องหนีผู้ร้ายไล่ล่ากัน สมัยก่อนไม่มีสแตนด์อิน ต้องเล่นกันเองหมด แต่เกิดอุบัติเหตุเบรกไม่ทำงานเลยพากันตกเหว เพื่อนๆ ที่เล่นด้วยกันตายหมด รวมทั้งคุณอาด้วย จนเขาเข็นเข้าห้องดับจิตไปแล้วด้วย
ผู้กำกับขอเข้าไปดูศพพวกอา อาตื่นขึ้นมาบอกเจ็บๆ แล้วดึงผู้กำกับคนนั้นก็กำลังจะวิ่งนะ แต่อารั้งไว้เต็มเหนี่ยวเลย นั่นแหละเขาเลยพาขึ้นไปห้องไอซียู แล้วก็รอดมาได้ถึงทุกวันนี้ แต่เจ้าเท้าเล็กๆ เนี่ยมาได้ยังไงไม่รู้นะ อาไม่ค่อยบอกใครหรอก เพราะไม่ค่อยมีใครเห็น แรกๆ ก็อาย แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้วล่ะ
ปูเลยถามไปว่า แล้วอาไม่ฝันอะไรอย่างที่คนอื่นเขาเห็นบ้างเหรอ? คุณอาบอกว่า ไม่รู้สิ ก็ตอนรถตกเหวอาก็รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในที่มืดๆ รอบตัวเป็นสีเทาๆ คุณอาก็เดินวนไปวนมาแล้วก็เห็นแสงเป็นจุดเล็กๆ มีเด็กคนหนึ่งมาจูงมืออาแล้วชี้ไปที่แสงนั้น พอเดินเข้าไปทางแสงนั้นก็เห็นใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้น แล้วก็รู้สึกเจ็บมาก จนเห็นผู้กำกับนั่นแหละ แล้วคุณอาก็หัวเราะแหะๆ บอกกะปูว่า พยายามทำดีไว้เถอะ เพราะไม่รู้ว่าเราจะไปตอนไหน แล้วจะได้กลับมาอีกรึป่าว
แหะๆ! หยองมั้ยล่ะ...แต่ตอนนี้คุณอาไปแล้วล่ะ คงไม่เห็นลำแสงละมั้ง เลยไม่กลับมาซะที จนบัดนี้ก็ยังไม่กลับมาเลยอ่ะ หลายปีแล้ว คุณอาคงไปสวรรค์แล้วมั้ง สาาาธุ







