
สโรชา ชี ว่าที่มัคคุเทศก์อนาคตไกล
ดาวมหาวิทยาลัยสัปดาห์นี้พาไปรู้จักกับ "สโรชา ชี" สาวหน้าคมจากม.แม่ฟ้าหลวง ว่าที่มัคคุเทศก์อนาคตไกล
ดาวมหาวิทยาลัยสัปดาห์นี้พาไปรู้จักกับ "สโรชา ชี" สาวหน้าคมจากม.แม่ฟ้าหลวง ว่าที่มัคคุเทศก์อนาคตไกล
โดย...ดอยดาว / ภาพ...พรพิสุทธิ์ คิดขำ
น้องเหว่ยหลิง-สโรชา ชี สาวน้อยหน้าตาคมเข้มแต่ชื่อออกจีนจ๋าคนนี้ เธอกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 ที่สำนักวิชาการจัดการ สาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็นสาวชาวเหนือแต่กำเนิด เพราะคุณแม่เป็นคนแพร่แท้ๆ เจ้า ส่วนคุณพ่อเป็นลูกครึ่งสิงคโปร์-บรูไน ทำให้เธอได้เชื้อคมเข้มมาจากคุณพ่อ ถือว่าเป็นลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นอีกราย เพราะเมื่อก่อนนั้นคุณพ่อและคุณแม่ของเธอเป็นมัคคุเทศก์ และได้พบรักกันตอนทำงาน เธอจึงคุ้นเคยกับเรื่องเดินทางและการท่องเที่ยวมาตั้งแต่เด็ก ส่งผลให้เธอซึมซับความชอบจนเลือกเรียนที่คณะนี้ และแน่นอนว่าในอนาคตเธอก็เลือกที่จะทำอาชีพเดียวกับที่คุณพ่อคุณแม่ของเธอเคยทำมานั่นเอง
เหว่ยหลิง เกิดและเติบโตมาที่ จ.แพร่ จนมาเรียนที่ จ.เชียงราย เธอชอบชีวิตที่เมืองเหนือ เพราะร่มรื่น สุขใจ สบายๆ ไม่เร่งรีบ จึงทำให้เธอไม่คิดที่จะมาเรียนที่กรุงเทพฯ เลย เนื่องจากชีวิตที่กรุงเทพฯ รีบเร่งเกินไปสำหรับเธอ และคงจะไม่เหมาะกับเธออย่างแน่นอน สุดท้ายก็เลยเรียนอยู่ที่ภาคเหนือตั้งแต่เล็กจนโต
ตอนเรียนปี 2 เธอมีโอกาสไปฝึกงานที่ร้านจิม ทอมป์สัน ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเวลา 2 เดือน ได้ฝึกครบทั้งส่วนของร้านผ้าไหม ร้านอาหาร และหน้าฟรอนต์ คอยแนะนำว่าอาหารไทยมีอะไร เป็นอย่างไร รสชาติเป็นอย่างไร มีส่วนประกอบมาจากอะไรบ้าง เน้นทั้งอาหารและวัฒนธรรมไทยให้ต่างชาติรู้จัก เรียกว่าได้ฝึกใช้ภาษาอย่างเต็มที่ พอขึ้นปี 3 ก็มีวิชาบริหารธุรกิจด้านท่องเที่ยว ทำให้เธอได้มีโอกาสไปฝึกงานเป็นไกด์กับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย โดยเธอได้ฝึก 5 เส้นทางเกือบ 10 จังหวัด คือที่ จ.สุโขทัย พระนครศรีอยุธยา กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ตาก และกรุงเทพฯ ซึ่งเธอจะต้องลงพื้นที่จริง ตั้งแต่เป็นหัวหน้านำในรถทัวร์ ซึ่งนักศึกษาทุกคนในสาขานี้ต้องฝึกจริง ทำจริง
สำหรับกิจกรรมที่คณะตอนนี้เธอก็เป็นเหรัญญิกของคณะ เวลามีกิจกรรมอะไรเธอก็จะคอยดูการใช้งบประมาณต่างๆ ตอนนี้ใกล้จบเธอจึงมุ่งมั่นเกี่ยวกับเรื่องเรียนเป็นหลัก เพื่อให้จบทัน 4 ปี ที่สำคัญเธอหวังว่าจะได้เกียรตินิยมจากการจบการศึกษาครั้งนี้ เพราะเธอเตรียมพร้อมมาตลอด โดยมีเกรดเฉลี่ยอยู่ที่ 3.66 เพราะเธออยากให้คุณพ่อคุณแม่ภูมิใจในตัวเธอที่มีความตั้งใจเรียนอย่างจริงจัง อีกทั้งการที่เธอเป็นลูกคนเดียวก็ไม่อยากให้คุณพ่อคุณแม่ผิดหวัง อะไรที่ทำให้ท่านได้เธอจะรีบทำทันที
แม้ว่าทุกวันนี้คุณพ่อคุณแม่ของเธอจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน เพราะคุณพ่ออยู่ที่สิงคโปร์ เป็นนักเขียนอิสระ ท่านชอบเขียนงานแนวจิตวิทยา ขณะที่คุณแม่ยังทำทัวร์อยู่ที่เมืองไทย โดยขึ้นล่องระหว่างกรุงเทพฯ และทางเหนือของไทยตลอดๆ แม้จะอยู่กันคนละที่ละทาง แต่ความใกล้ชิดก็ยังคงมีอยู่ เพราะคุณพ่อจะโทรศัพท์มาคุยกับเธอเกือบทุกอาทิตย์ ส่วนคุณแม่ชอบเขียนโปสต์การ์ด หรือไม่ก็จดหมายถึงเธอ เพราะคุณแม่บอกว่าการเขียนจดหมายถึงกันนั้นสร้างความจดจำได้ดีกว่า ...
อนาคตถ้าเรียนจบแล้วเธอจะทำงานเก็บเงินสัก 2 ปี แล้วจะหาทุนไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ เพราะอยากเรียนต่อด้านการตลาด อนาคตบั้นปลายชีวิตอยากมีธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเอง ทำอะไรก็ได้อยู่ที่ภาคเหนือบ้านเกิด
5 สิ่งที่มีคุณค่าทางใจและขาดไม่ได้ในการเรียน...
1.นาฬิกาของพ่อ
ด้วยความที่ไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน ปีหนึ่งจะเจอกันเพียง 3-4 ครั้ง ที่เหลือก็สื่อสารกันด้วยการโทรศัพท์หรือส่งเมล เวลาที่คุณพ่อให้อะไรมามักจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าทางใจกับเธออย่างมาก นาฬิกาเรือนนี้คุณพ่อซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิดตอนอายุ 19 ปี ใส่ทุกวัน รู้สึกว่าพ่ออยู่กับเราตลอดเวลา แม้คุณพ่อจะดูดุไปบ้าง แต่ก็มีเหตุผลเสมอ เวลาคุยกับคุณพ่อก็จะใช้ภาษาอังกฤษ จะได้ฝึกภาษาไปในตัว
2.จดหมายของแม่
แม้เธอจะอยู่แค่เชียงราย คุณแม่อยู่ที่แพร่ โทร.คุยกันบ่อยๆ แต่คุณแม่ก็ชอบเขียนจดหมาย เพราะสามารถบรรยายความรู้สึกได้ละเมียดละไมกว่า คุณแม่ก็เขียนโน้ตบ้าง จดหมายถึงบ้าง ตามวาระและโอกาสต่างๆ อยู่เสมอ โดยเฉพาะเวลาที่แม่ดุ แม่จะเขียนให้เหตุผลว่าเป็นเพราะเหตุใดแม่ถึงดุ ทำให้เราเข้าใจท่านมากขึ้น เธอบอกว่าจะเก็บจดหมายของแม่ไว้ทุกฉบับ เวลาคิดถึงก็เอาจดหมายคุณแม่มาอ่านซ้ำๆ อยู่หลายรอบ เพราะเป็นการเตือนสติ เตือนใจให้เราเป็นเด็กดี เพราะเขารักเขาถึงดุ ถึงสอน ถึงสนใจ
3.หนังสือ Wrist Brand
พี่ๆ ที่เป็นญาติอยู่สิงคโปร์ให้มา เป็นการเตือนให้ระลึกถึงว่าเรายังมีญาติและคนที่รักเรา เราก็รักเขา เป็นความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
4.ไอพอด
เวลาอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัยก็เหงาบ้าง จะคลายเหงาด้วยการพักผ่อนฟังเพลง หรือไม่ก็ถ่ายรูปเอาไว้ดูเป็นที่ระลึกในเหตุการณ์ต่างๆ เครื่องนี้เครื่องเดียวทำได้หมด เก็บรูปได้เยอะ เหมาะกับชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่ใช้ชีวิตชาวหอเช่นเธอ
5.กระดาษเขียนจดหมาย
จะซื้อไว้เยอะ เอาไว้เขียนบันทึก แล้วก็เขียนจดหมายตอบคุณแม่ เป็นวิธีการโบราณแต่ก็คลาสสิกดี ถ้าเรื่องรีบเร่งก็จะโทร.หากัน แต่ถ้าไม่รีบก็จะเขียนจดหมายถึงคุณแม่บ้างตามโอกาสสำคัญๆ ต่างๆ เป็นเสน่ห์ดีเหมือนกันที่เรายังเขียนจดหมายหากันอยู่







