
สมดุลงาน สมดุลชีวิต
คำสอนเรื่องความพอดีนั้น เป็นสัจธรรมสากลที่ไม่เคยล้าสมัย ใครนำมาปฏิบัติย่อมได้ผลเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง
โดย...ว.วชิรเมธี
คำสอนเรื่องความพอดีนั้น เป็นสัจธรรมสากลที่ไม่เคยล้าสมัย ใครนำมาปฏิบัติย่อมได้ผลเห็นประจักษ์ด้วยตนเอง
ความพอดีนั้นมีขอบเขตครอบคลุมไปได้หลากหลายเรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่สำคัญมาก ทว่าเรามักจะมองข้ามไปก็คือ ความรู้จักพอดีในการทำงาน
คำว่า “รู้จักพอดี” ในการทำงาน หมายถึง “รู้จักทำงานแต่พอดี ไม่บ้างาน จนหลงลืมมิติด้านอื่นๆ ของชีวิต”
ทุกวันนี้มีคนจำนวนมาก ทำงานแล้วก็บ้างาน เสพติดงาน สนุกกับงาน อยู่กับงาน บางคนถึงขั้นแต่งงานกับงาน คือ ไม่คิดเรื่องการมีครอบครัว หรือถึงแม้มีครอบครัวแล้ว ก็ไม่มีเวลาให้ครอบครัว เพราะอุทิศตัวให้กับงาน
คนที่ทำงานจนลืมความพอดีอย่างนี้ จะมีปัญหาตามมาหลายเรื่อง เป็นต้นว่า ทำงานได้ดี แต่ไม่มีสุขภาพ คืองานสำเร็จ แต่คนไม่สำราญ บางคนเงินเดือนสูง แต่ก็ป่วยด้วยโรคร้ายที่ต้องใช้ยาแพง
บางคนทำงานในหน้าที่ที่มีความรับผิดชอบสูง มีเงินเดือนมาก แต่ “มีเงินมหาศาล” ทว่า “ไม่มีสังขารจะใช้เงิน”
นี่คือ บ้างาน แล้วงานสัมฤทธิ์ แต่ชีวิตไม่รื่นรมย์
อีกตัวอย่างหนึ่งคือ บ้างาน แล้วหลงลืมครอบครัว ห่างลูก ห่างภรรยา พอห่างนานๆ เข้าภรรยาก็เลยมีกิ๊กใหม่ ลูกชาย ลูกสาวก็เลยติดเกม ติดอินเทอร์เน็ต
พอรู้สึกตัวอีกทีหนึ่ง กลับเข้าบ้าน ก็มีแต่บ้าน ทว่าชีวิตชีวาของบ้านที่ควรเกิดจากความรักใคร่กลมเกลียวเป็นหนึ่งเดียวกันของคนทั้งบ้านหายไป
มีเงินมหาศาล แต่กินอาหารไม่อร่อย ถ้าภรรยามีกิ๊ก และลูกมีเกม
ใครก็ตามที่เป็นมนุษย์บ้างาน ควรแบ่งเวลามาคิดเรื่องความพอดีเช่นนี้บ้าง ไม่เช่นนั้นแล้ว จะกลายเป็นคนที่น่าสงสาร
ต้องไม่ลืมว่า “สุขภาพ” คือ สิ่งที่มีคุณค่าที่สุดสิ่งหนึ่งในชีวิตของคนเรา ถ้าเรามีทุกอย่าง แต่สุขภาพไม่ดี มีไปก็เท่านั้น
ลองถามคนป่วยหนัก ที่ถูกหมอบอกว่า อีกไม่กี่เดือนจะต้องเดินทางไปสู่ปรโลกดูสิว่า เขามีความสุขหรือไม่
หรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานใหญ่โต มีหน้ามีตาในวงสังคม มีบริษัทบริวารล้อมหน้าล้อมหลัง เป็นซีอีโอชื่อก้องของประเทศ แต่ครั้นกลับเข้ามาบ้านหลังเลิกงาน กลับพบว่าภรรยาเข้านอนไปก่อนแล้ว เปิดทีวีทิ้งไว้ให้คลายเหงาโดยไม่มีคนดู ลูกๆ หลับเป็นตายอยู่ในห้อง สมุดการบ้านเกลื่อนอยู่ในห้องนอน ไม่มีคนดูแล
เดินเข้าไปในครัว มีอาหารชืดๆ ถูกจัดวางอยู่บนโต๊ะ คนอื่นกินกันหมดแล้ว เหลือแต่ซีอีโอคนเดียวที่ต้องอุ่นกับข้าวเหล่านั้นกินเองอย่างเหงาๆ
รุ่งเช้าภรรยาตื่นไปส่งลูกอย่างเร่งรีบ พอเธอกลับมา เขาก็ไม่อยู่แล้ว
อยู่ในบ้านเดียวกัน แต่เหมือนทำงานคนละประเทศ
เวลาอยู่ เวลาเข้า เวลาออก เวลาหลับนอน ไม่ค่อยตรงกัน เสาร์อาทิตย์ ลูกและเมียอยากไปพักผ่อนต่างจังหวัด แต่สามีซีอีโอขอหลับเป็นตายดีกว่า เพราะเหนื่อยสายตัวแทบขาดมาตลอดอาทิตย์แล้ว
อาการอย่างนี้ ขืนมีอยู่ในครอบครัวใด ไม่ต้องให้หมอดูทำนายก็สามารถฟันธงได้ว่า อีกไม่นานสถาบันครอบครัวจะพังครืนลงมา
ในโลกนี้ไม่มีอะไรจะซับซ้อนละเอียดอ่อนยิ่งไปกว่าคน แต่เมื่อคนอยู่กับคนแล้วความละเอียดอ่อน ความมีชีวิตชีวาหายไป ใจของคนที่เราอยู่ด้วยก็จะปลิวไปอยู่กับคนอื่น ต่อให้เป็นซีอีโอใหญ่ที่บริหารเงินนับหมื่นล้านให้กับบริษัท แต่เมื่อกลับเข้าบ้านแล้วครอบครัวไม่อบอุ่น ความสุขจะมาจากไหน ความสำเร็จในการหาเงินนั้น เป็นความสำเร็จในฐานะ “นักล่า” เหมือนนก เหมือนกา ที่เที่ยวหาอาหารตามสัญชาตญาณ สัตว์เหล่านั้นก็มีศักยภาพเช่นนี้อยู่ คนหาเงินเก่ง จึงไม่ได้ประเสริฐเลิศเลออะไรนัก
คนบางคนมัวแต่หาเงิน จนหลงลืมศักยภาพที่แท้จริงของความเป็นคนไป
คนไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อหาเงินเพียงอย่างเดียว คนมีศักยภาพด้านอื่นอีกมากมาย แต่ถ้าเรามองข้ามศักยภาพเหล่านั้นไปก็น่าเสียดาย คนที่เขาอยู่กับเราไม่ว่าลูกและเมีย พ่อหรือแม่ เขาไม่ได้ต้องการแต่เงินเท่านั้น เขาต้องการความรัก ความอบอุ่น และโมงยามแห่งความสุขด้วย
“ความรู้จักพอดีในการทำงาน” จึงเป็นเรื่องที่คนทำงานทั้งหลายมองข้ามไม่ได้ บ้างานมากไป กลายเป็นคนเสพติดงาน งานดี แต่สังขารไม่ดี ก็ลำบาก
บ้างานมากไป กลายเป็นผู้บริหารที่ประสบความสำเร็จ แต่เป็นสามีและเป็นพ่อ/แม่ที่ล้มเหลว ก็ลำบาก
หากคุณเป็นคนทำงาน ก็ลองถามตัวเองดูว่า ในชีวิตครอบครัว ชีวิตการทำงานของเรานั้น ความพอดียังพอมีหลงเหลืออยู่หรือเปล่า?
“สมดุลงาน สมดุลชีวิต” เป็นสิ่งควรคิด ควรบริหารสำหรับคนทำงาน คนทำงานมืออาชีพ ต้องทำงานแล้วได้ทั้งงาน ได้ทั้งคุณภาพชีวิต
“งานก็สัมฤทธิ์ ชีวิตก็รื่นรมย์”
นี่ควรเป็นอุดมคติสำหรับคนทำงานมืออาชีพตัวจริง







