
การศึกษาเศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ (ตอน ๑๐)
จะทำอย่างไรจึงจะสังเคราะห์เศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : จะทำอย่างไรจึงจะสังเคราะห์เศรษฐศาสตร์ในเชิงวิถีพุทธ ว่าพระพุทธศาสนามีโครงสร้างหลักธรรมอย่างไร และจะชี้ให้เห็นโครงสร้างความสัมพันธ์ของพุทธศาสน์กับปรัชญาการดำเนินชีวิต เพื่อความพรั่งพร้อมแห่งสุขภาวะของมนุษย์ได้อย่างไร เพื่อให้เราสามารถนำเศรษฐศาสตร์ไปสู่เศรษฐธรรม สำหรับสรรค์สร้างสังคมให้มีความสุขได้อย่างยั่งยืนขออาราธนาหลวงพ่อ ได้วิสัชนาให้สาธุชนทั้งหลายได้เรียนรู้ไปพร้อมๆ กันด้วยค่ะ
ดร.นิธินันท์ วิศเวศวร
รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิสัชนา : ดังทฤษฎีที่เรียกว่า “สามเหลี่ยมดุลยภาพแห่งธรรม”
จะเห็นได้ว่าเศรษฐศาสตร์ครอบคลุมในทุกระดับ...ทั้งเศรษฐศาสตร์ในระดับภาคพื้น ในระดับกลาง (ชุมชน/ท้องถิ่น) และในระดับประชาคมโลก การก้าวสู่ความสำเร็จแห่งชีวิตด้วยเศรษฐธรรมตามวิถีพุทธได้อย่างไร...พระพุทธศาสนาเป็นการศึกษาที่นำไปสู่การปฏิบัติ อันเป็นหนทางนำไปสู่ผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติ ไม่ใช่ปรัชญา ไม่ใช่จิตวิทยา ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ แต่ทั้งหมดนี้เป็นพระพุทธศาสนาที่เป็นอภิปรัชญา
กรอบแห่งการเรียนรู้ : ธรรมว่าด้วยการบริหารตน–บริหารคน–บริหารงาน
การขับเคลื่อนเพื่อสร้างความสมดุลของสังคม เป็นการแสดงซึ่งเอกลักษณ์อันหนึ่งของพระพุทธศาสนาที่ให้ค่าความรวบยอด คือการสร้างดุลยภาพในองค์กร จริงๆ แล้วต้องยอมรับว่าโลกใบนี้ย่อมมีความแตกต่างกันสูงในทุกๆ ด้าน บางครั้งเป็นความแตกต่างในเชิงคู่ขนาน บางครั้งเป็นความแตกต่างที่ผกผันต่อกัน แต่พระพุทธศาสนามีหลักหนึ่งที่ต้องการให้เกิดดุลยภาพ นั่นคือ ความสมดุลในสังคมเพื่อการอยู่ร่วมกันได้ในสภาวะแห่งสังคมนั้นๆ พระพุทธศาสนาจึงเน้นผลสัมฤทธิ์หนึ่งคือ สุขที่เกิดจากสันติ และสุขนั้นเกิดจากความสามัคคี หลักธรรมในพระพุทธศาสนาจึงแสดงถึง การให้คุณค่าในเรื่องความสามัคคี ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
ดังเช่นที่ปรากฏอยู่ในหลายพระสูตร ที่ให้นิยามความสัมฤทธิผลของความสามัคคีว่า จะนำไปสู่ความเจริญในองค์กรหรือสังคมนั้นๆ ฉะนั้น ความสามัคคีหรือความเป็นอันเดียวกันนั้น จึงสะท้อนถึงซึ่งจุดมุ่งหมายหรือหลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่เกื้อกูลให้สังคมมีการจัดระบบ จัดระเบียบให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน นอกเหนือจากการมุ่งเน้นการพัฒนาตัวบุคคลเป็นปัจเจกแล้ว ยังให้ความสัมพันธ์กับพหุชนหรือภาคสังคมโดยรวม จึงให้เห็นว่า ดุลยภาพของสังคมที่จะเกิดขึ้นได้นี้ ก็ต้องอาศัยหลักธรรมเข้าไปจัดระบบจัดการ เพื่อสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้น ดังปรากฏหลักธรรมที่จะยกตัวอย่าง ๒ พระสูตร เพื่อสะท้อนให้เห็นภาพลักษณ์ของพระพุทธศาสนา คือ อปริหานิยธรรม และสาราณียธรรม
ทั้งสองพระสูตรนี้แสดงความจริงในขั้นของการปฏิบัติ เป็นธรรมะเพื่อการปฏิบัติ โดยสามารถเห็นผลสัมฤทธิ์ได้จากการปฏิบัติตามหลักการนี้ โดยสองพระสูตรนี้มุ่งเน้นการจัดระบบของสังคมให้เกิดดุลยภาพ เพื่อมุ่งเข้าไปในทิศทางของความเจริญ แสดงว่า ส่วนหนึ่งของพระพุทธศาสนาเป็นเศรษฐธรรมโดยหลักอยู่แล้ว หากสะท้อนจากสองพระสูตรนี้ จะเห็นว่าพระพุทธองค์ทรงให้คำแนะนำการบริหารจัดการองค์กรหรือชุมชนเป็นสำคัญ ดังปรากฏในรายละเอียดของหัวข้อธรรมในพระสูตรที่อ้าง เช่น มุ่งเน้นให้มีการประชุมพร้อมกัน มีการรับฟังซึ่งกันและกัน มีการมอบหมายงานให้กันและกันตามความสามารถ และมีความรับผิดชอบในงานที่มอบหมาย มีการเชื่อฟังผู้รู้หรือผู้บังคับบัญชาที่เป็นบุคคลต้นแบบ มีการสืบเนื่องวัฒนธรรม หลักการ ความรู้ และเปิดกว้างให้สังคม ชุมชนนั้นยอมรับซึ่งบุคคลที่มีคุณประโยชน์ คุณความดี คุณธรรม นั่นแสดงว่า สังคมในบริบทพระพุทธศาสนามุ่งเน้นสันติธรรม สันติภาพ และความสุขที่เกิดขึ้นจากสันติ
เมื่อสอดคล้องกับอีกพระสูตรคือ สาราณียธรรม จะเห็นว่า นอกเหนือจากการเน้นความสามัคคี ความพร้อมเพรียงกันแล้ว ยังนำไปสู่การแบ่งปันทรัพยากร อันอิงความยุติธรรม ความเสมอภาคต่อกัน ที่ปรากฏในหัวข้อสาราณียธรรม เช่นการแบ่งปันลาภให้กับบุคคลในสังคมนั้นๆ อย่างมีความเสมอภาคต่อกัน การแบ่งปันลาภ การจัดการบริหารวัตถุดิบ เพื่อประโยชน์ให้กับทุกๆ ฝ่าย กลายเป็นหลักการหนึ่งของการสร้างชุมชนอารยธรรมในพระพุทธศาสนา กล่าวคือ นอกเหนือจากความสามัคคี ความพร้อมเพรียง การเกื้อกูลต่อกันแล้ว ต้องมีการแบ่งปันปัจจัยทั้งหลาย คือ มีการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรอย่างมีความเสมอภาคต่อกัน สมควรตามฐานะ
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







