
พักความคิดหยุดจิตไว้ที่ธรรม (ตอน ๔)
ปุจฉา : เมื่อเข้าพรรษาปีที่แล้ว ๒๕๕๓ โยมมีความตั้งใจว่าจะทำวัตรเย็นตลอดพรรษา
ปุจฉา : เมื่อเข้าพรรษาปีที่แล้ว ๒๕๕๓ โยมมีความตั้งใจว่าจะทำวัตรเย็นตลอดพรรษา
โดย...พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : เมื่อเข้าพรรษาปีที่แล้ว ๒๕๕๓ โยมมีความตั้งใจว่าจะทำวัตรเย็นตลอดพรรษา ปรากฏว่าตั้งแต่เข้าพรรษาเป็นต้นไป ทุกๆ ตี ๒ ของทุกคืน โยมจะได้ยินเสียงสวดมนต์ ตี ๒-ตี ๔ เสียงนั้นจะดังก็ไม่ดัง จะเบาก็ไม่เบา ทำให้นอนหลับไม่ลงตลอด ๓ เดือน จึงน้อมกราบพระอาจารย์ช่วยชี้แจงธรรมตามควรด้วยเถิด
กราบนมัสการด้วยความเคารพยิ่ง
(ขอไม่เอ่ยนาม)/เจริญนคร คลองสาน กรุงเทพฯ
วิสัชนา : ในทางตรงข้าม หากบุคคลรู้เท่าทัน เห็นจริงตามที่กล่าวว่า สรรพธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นเท็จ... เป็นของปลอม... ไม่จริง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ควรรู้ ละ วาง คลายออกจากความยึดถือ ก็ย่อมทำให้อาสวะที่หมักหมมบ่มเพาะอวิชชาสิ้นไปได้โดยลำดับ ไม่มีระหว่างขั้น นั่นหมายถึง การทำที่สุดแห่งทุกข์ให้สิ้นไปได้นั่นเอง โดยสรุปจากปุจฉาที่ถามมา จึงขอวิสัชนาแก้โดยบทธรรมที่ว่า “สังขารอันเกิดมาจากตัณหา อันบุคคลผู้ถูกต้องเวทนา ซึ่งเกิดจากอวิชชาสัมผัสเป็นปัจจัย...” ซึ่งหมายถึง อวิชชามีอยู่ในอาการแห่งสัมผัส จึงทำให้เกิดสังขาร วิญญาณ นามรูป อายตนะ ครบถ้วนอยู่ในสัมผัสนั้น ด้วยเวทนาให้เกิดตัณหาแล้ว ก็มีการปรุงแต่งสืบต่อไปจนเกิดทุกข์...
เมื่อสภาวธรรมเป็นเช่นนี้ อันเกิดขึ้นเป็นไปตามอาการของการปรุงแต่งโดยลักษณะแห่งอิทัปปัจจยตา โดยตลอดสายแห่งปฏิจจสมุปบาท จึงไม่แปลกที่อุบาสิกาจะต้องแบกรับความทุกข์ไว้ตั้ง ๓ เดือน (ในพรรษาปี ๒๕๕๓) ซึ่งอาการดังกล่าวเริ่มกลับมาอีกครั้งในพรรษานี้ และหากยังไม่รู้...ไม่เข้าใจในสภาวธรรมดังกล่าวตามความเป็นจริงที่ถูกต้องโดยธรรม ก็คงจะต้องประสบความกังวลใจ ทุกข์ใจต่อไป และอาจจะเพิ่มกำลังหนักขึ้นตามอำนาจของอวิชชาสัมผัสเป็นปัจจัย... ดังที่กล่าวมา เพื่อพอเข้าใจโดยย่นย่อในความทุกข์ อันเกิดจากจิตสังขารที่เกิดขึ้นโดยตัณหาเป็นปัจจัย จึงก่อให้เกิดถูกต้องทุกขเวทนา อันมีอวิชชาสัมผัส!! เป็นปัจจัย ก็ย่อมจะเกิดขึ้นอีก... และอาจจะเกิดมากขึ้นในกาลเบื้องหน้า เพราะความไม่รู้...ความไม่เข้าใจในพระสัทธรรมดังกล่าว อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







