posttoday

‘เพชรพระราชวงศ์จักรี’ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

04 สิงหาคม 2554

ช่วงสัปดาห์นี้แม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับพสกนิกรที่หลั่งไหลเดินทางไปลงร่วมถวายสักการะพระศพ

ช่วงสัปดาห์นี้แม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับพสกนิกรที่หลั่งไหลเดินทางไปลงร่วมถวายสักการะพระศพ

โดย..ชุติมา สุวรรณเพิ่ม

ช่วงสัปดาห์นี้แม้จะมีฝนตกลงมาอย่างหนัก แต่ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับพสกนิกรที่หลั่งไหลเดินทางไปลงร่วมถวายสักการะพระศพ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้จัดพระราชพิธีบำเพ็ญพระกุศลพระศพขึ้นอย่างสมพระเกียรติ บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยมีพิธีธรรมสวดประจำ ทั้งกลางวัน กลางคืน ประโคมย่ำยาม กำหนด 100 วัน ได้ดำเนินการต่อเนื่อง

‘เพชรพระราชวงศ์จักรี’ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

ประชาชนที่ไปสักการะพระศพด้วยความอาลัยและจงรักภักดี หลายคนยอมรับว่ายังไม่ทราบมากไปกว่าพระประวัติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เป็นพระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งประสูติในพระที่นั่งเทพสถานพิลาส ซึ่งอยู่เบื้องหลังของพระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน เป็นสมเด็จพระบรมวงศ์พระองค์สุดท้ายที่ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันอังคารที่ 24 พ.ค. 2468 ก่อนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเพียงวันเดียว

นับเป็นอีกวันหนึ่งที่คนไทยประสบกับความเศร้าโศกอาดูรอีกครั้ง โดยเมื่อช่วงค่ำวันที่ 27 ก.ค. 2554 สำนักพระราชวัง ออกแถลงการณ์ประกาศ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี สิ้นพระชนม์ ด้วยพระอาการติดเชื้อในกระแสพระโลหิต หลังจากที่พระองค์เข้ารับการรักษาพระอาการประชวรที่โรงพยาบาลศิริราช ตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. 2554 รวมพระชนมายุ 85 พรรษา

สำหรับเรื่องราวของ “สมเด็จเจ้าฟ้าฯ” พระองค์นี้ ในหนังสือ “ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า” ซึ่งจัดทำขึ้นเป็นที่ระลึกในช่วงวันคล้ายวันประสูติ 84 พรรษา เขียนโดย ชัชพล ไชยพร บอกเล่าเรื่องราวทั้งพระประวัติอย่างละเอียด พระจริยวัตรที่งดงามในหลายๆ ด้าน รวมไปถึงพระกรณียกิจที่ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ทรงเป็นกำลังอันยิ่งใหญ่ที่ทรงเกื้อหนุน ทรงแบ่งเบาพระราชภาระของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้อย่างหลากหลายด้าน พระราชกิจที่ทรงบำเพ็ญอยู่แยกได้ 3 ทาง คือ

1.พระราชกิจเนื่องด้วยพระบรมชนกนาถ เช่น กิจการลูกเสือ เนตรนารี กรมการรักษาดินแดน โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัย โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย

2.พระราชกิจสืบเนื่องของสมเด็จพระอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กล่าวคือ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ทรงสร้างสถาบันการศึกษาไว้ในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดหลายแห่ง ได้แก่ โรงเรียนราชินี โรงเรียนเสาวภา วิทยาลัยพยาบาลศิริราชพยาบาล โรงเรียนจอมสุรางค์อุปถัมภ์ จ.พระนครศรีอยุธยา นอกจากนี้ พระองค์ทรงตั้งมูลนิธิสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เพื่อเป็นประโยชน์ทางการศึกษา โดยให้ทุนแก่นักเรียนที่เรียนดีในสถาบันดังกล่าว

3.ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์กิจการเกี่ยวกับสังคมสงเคราะห์ การศึกษา การทหาร และพระศาสนา ประมาณ 18 องค์การ

ต้นแบบเจ้านายสตรี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ มีทูลกระหม่อมเจ้าฟ้าน้อยถึง 4 พระองค์แล้วในเวลานั้น เป็นที่ปลาบปลื้มยินดีของประชาชน แต่ทูลกระหม่อมทุกพระองค์ก็ยังทรงพระเยาว์มาก ยังไม่อาจทรงช่วยแบ่งเบาพระราชภารกิจของสมเด็จพระบรมชนกชนนี ซึ่งนับวันก็จะเพิ่มพูนขึ้น โดยเฉพาะการเสด็จฯ ไปทรงเยี่ยมทุกข์สุขอย่างใกล้ชิดของประชาชนในถิ่นไกลกันดาร ในเมื่อสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงตระหนักว่า ทั้งพระชนมายุและพระสถานะทำให้ทรงเลื่อนขึ้นเป็นพระบรมวงศ์ผู้ใหญ่เต็มพระองค์แล้วในรัชกาลนี้ สิ่งที่ทรงคำนึงถึงเป็นอันดับแรก คือ การแบ่งเบาพระราชกรณียกิจในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างเต็มความสามารถ

 

‘เพชรพระราชวงศ์จักรี’ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

ชัชพล ผู้เขียนหนังสือพระประวัติ “ดวงแก้วแห่งพระมงกุฎเกล้า” จากการได้ถวายตัวปฏิบัติงานสนองพระเดชพระคุณ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี นับตั้งแต่ พ.ศ. 2540 บันทึกไว้ว่า เวลานั้นทูลกระหม่อมทั้ง 4 พระองค์ยังทรงพระเยาว์เกินกว่าจะเสด็จไปทรงเป็นประธานในงานต่างๆ โดยลำพังพระองค์ได้ ส่วนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ก็มีพระราชกรณียกิจมากมายล้นพระหัตถ์ ประชาชนในยุคนั้นจึงได้เห็นภาพข่าวงานการกุศลต่างๆ ทางหน้าหนังสือพิมพ์ ซึ่งมีสมเด็จเจ้าฟ้าฯ และ พระชนนี เสด็จไปทรงเป็นประธานตามคำกราบทูลเชิญ เรียกได้ว่าแทบจะวันเว้นวัน

พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรำลึกได้แม่นยำถึงพระกรณียกิจที่เคยตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวไปเยือนสิงคโปร์และมลายู ทรงตระหนักถึงหน้าที่ที่ “เจ้านาย” พึงเมตตากรุณาต่อแผ่นดินถิ่นเกิดและประชาชน มิใช่ว่าประชาชนจะพึงมีหน้าที่เคารพนบนอบเจ้านายเพียงฝ่ายเดียว จึงทรงอบรมให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงรู้สึกเป็นกันเองต่อประชาชนคนทั่วไป ไม่ให้ทรงแบ่งแยกด้วยฐานันดรศักดิ์ ถ้าจะมีโอกาสพบปะกันโดยตรง ก็ทรงแย้มพระสรวลและโอภาปราศรัยเป็นกันเองเสมอมา

การเสด็จออกมาทรงงานการสาธารณกุศลต่างๆ ของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ จึงเป็นเรื่องปกติธรรมดา เป็นแบบแผนให้เจ้านายฝ่ายในในยุคต่อๆ มาทรงดำเนินรอยตามตราบจนทุกวันนี้

บทสรุปข้างต้นนี้ ไม่ได้เกิดจากที่คาดเดาขึ้นเองอย่างเลื่อนลอย หากแต่เป็นแนวพระดำริที่ฝังอยู่ในพระทัยจริงๆ ดังจะเห็นได้จากพระดำรัสของสมเด็จเจ้าฟ้าฯ ที่พระราชทานไว้แก่สมาคมสตรีชาวนาไทย ทรงสนับสนุนให้สตรีไทยเข้ามามีบทบาทในการทำงานพัฒนาประเทศ

“การช่วยกันระงับความเดือดร้อน หรือนัยหนึ่งช่วยกันเสริมสร้างความสุข ความสมดุลให้แก่ประชาชนนั้น จะทำให้เกิดความเจริญพัฒนาถาวรขึ้น อันจะทำให้อนุชนรุ่นต่อไปได้รับมรดกอันมีค่า คือ ประเทศไทยที่มีความสมบูรณ์ ร่มเย็น เป็นสุข ... ในการที่สตรีได้เข้ามามีบทบาทในการพัฒนาประเทศชาตินั้น นับว่าเป็นที่น่าสรรเสริญและน่าภาคภูมิใจ”

เมื่อเจ้านายสตรีทรงงานเพื่อบ้านเมืองได้อย่างเต็มที่เช่นนี้ ผู้หญิงไทยจึงเริ่มตื่นตัวที่จะทำงานเพื่อสังคมมากขึ้นตามลำดับ

ขัตติยนารีศตวรรษใหม่

สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เสด็จนิวัติประเทศไทย ประทับ ณ วังรื่นฤดี สุขุมวิท 38 เป็นการถาวร พร้อมกับ พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี พระมารดา ตั้งแต่ พ.ศ. 2502 รวมเวลาที่ประทับในต่างประเทศ 22 ปี สมเด็จเจ้าฟ้าฯ ทรงใช้ชีวิตอยู่ในประเทศอังกฤษเป็นเวลานาน ต้องเสด็จไปประทับรักษาพระองค์และทรงศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ เมื่อเดือน มี.ค. 2480 (ในช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2) ทำให้ทรงมีโอกาสได้คลุกคลีกับวิถีชีวิตของสตรีชาวอังกฤษที่มีบทบาทในการพัฒนาบ้านเมืองเคียงบ่าเคียงไหล่กับบุรุษอย่างเท่าเทียมกัน โดยเฉพาะในการเสด็จออกไปปฏิบัติพระกรณียกิจนอกวังของเจ้านายสตรี

 

‘เพชรพระราชวงศ์จักรี’ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี

สมัยก่อนหน้านั้น เจ้านายฝ่ายในของเมืองไทยส่วนใหญ่มักจะทรงมีบทบาทอย่าง “ช้างเท้าหลัง” คือ ทรงงานเย็บปักถักร้อย ปักสะดึงกรึงใหม่ กรองมาลัย ตามแบบแผนกุลสตรีไทยยุคโบราณ การจะเสด็จออกทรงงานหรือเข้าสังคมสโมสรต่างๆ นอกวัง เรียกได้ว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดในสายตาของคนส่วนใหญ่ที่ยังยึดกระแสอนุรักษนิยม

นี่ขนาดยังไม่นับถึงยุคก่อนโน้น ที่ต้องขึงผ้ากั้นฉนวนตามทางเสด็จไม่ให้ใครได้แลเห็นพระองค์ตามกฎมนเทียรบาล ยังอาจกล่าวได้ว่าเจ้านายสตรีในยุคก่อนนั้น กว่าจะเสด็จออกจากวังได้ก็ต้องตระเตรียมการอย่างยุ่งยากเป็นการใหญ่ จะรับสั่งหรือวางพระองค์อย่างไร ก็มีผู้คนคอย “จับตา” ทุกฝีก้าว

สมเด็จเจ้าฟ้าฯ และพระนางเจ้าสุวัทนาฯ ทรงเป็นผู้บุกเบิก “วิถี” และ “ค่านิยม” ในการปฏิบัติของพระองค์เจ้านายฝ่ายในของไทยในศตวรรษใหม่ ทรงพยายามทุกทางที่จะบำเพ็ญพระองค์ให้เป็นประโยชน์มากที่สุดในฐานะที่ทรงเป็นเจ้านายผู้ใหญ่ ไม่ใช่เพียงเก็บพระองค์อยู่เงียบๆ ในวัง แต่ในขณะเดียวกันก็ยังทรงวางพระองค์เป็นขัตติยนารีอย่างเคร่งครัด และพระราชกิจเหล่านี้เริ่มขึ้นทันทีที่เสด็จกลับมาประทับในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ครั้งใหญ่ของพระองค์ ความมีอิสระและเวลาส่วนพระองค์น้อยลง ทรงอุทิศเวลาให้สังคมและประโยชน์ส่วนรวม

เมื่อพระนางเจ้าสุวัทนาฯ สิ้นพระชนม์ ใน พ.ศ. 2528 ในเวลานั้น สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 60 พรรษา วังรื่นฤดีก็เหลือแต่สมเด็จเจ้าฟ้าฯ พระองค์เดียว แต่ก็ทรงดำรงพระชนม์ชีพต่อไปอย่างเข้มแข็ง เพื่อหน้าที่ต่อแผ่นดินที่ยังทรงสืบสานพระราชปณิธานพระบุพการีตราบจนวาระสุดท้ายในพระชนม์ชีพ ซึ่งหากพิจารณาจากจำนวนประชาชนที่หลั่งไหลมาสักการะพระศพก็นับเป็นการสดุดีพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี ได้อย่างชัดเจนที่สุด

 

 

ข่าวล่าสุด

จีนร่างกฎคุมเข้ม “มนุษย์ดิจิทัล” เพื่อคุ้มครองเด็กและความมั่นคง