เที่ยวไทยหัวใจใหม่ฯตอน ถวายเทียนพรรษา อยุธยา
คอลัมน์ เที่ยวไทยหัวใจใหม่ฯ ครั้งนี้ของผมนั้น ตอนแรกไม่ได้กะว่าจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวอยุธยาหรอกครับ
คอลัมน์ เที่ยวไทยหัวใจใหม่ฯ ครั้งนี้ของผมนั้น ตอนแรกไม่ได้กะว่าจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวอยุธยาหรอกครับ
โดย..นิธิ ท้วมประถม
คอลัมน์ เที่ยวไทยหัวใจใหม่ฯ ครั้งนี้ของผมนั้น ตอนแรกไม่ได้กะว่าจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวอยุธยาหรอกครับ เพราะผมเองก็เคยเขียนถึงแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดนี้หลายต่อหลายครั้งแล้ว
แต่ไม่น่าเชื่อว่าผมต้องกลับมาเขียนถึง จ.พระนครศรีอยุธยา นี้อีกครั้ง
ก็จะไม่ให้เขียนถึงได้อย่างไรครับ ในเมื่อการเดินทางไปอยุธยาครั้งนี้ของผมนั้น เป็นการเดินทางไปแบบ “ความรู้ท่วมหัว” กันเลยทีเดียว แล้วจะให้ผมรู้อยู่คนเดียวได้ยังไง ก็ขอเอามาแบ่งปันท่านผู้อ่านกันเสียหน่อย เดี๋ยวจะหาว่าผมเห็นแก่ตัว อิอิ
ที่บอกว่ามาอยุธยา แล้วได้ความรู้นั้นก็เพราะว่า ผมไปร่วมกิจกรรมถวายเทียนพรรษา ที่ “มูลนิธิโตโยต้า” จัดขึ้น ซึ่งกิจกรรมนี้ไม่ได้มีแต่การถวายเทียนให้กับวัดในอยุธยานะครับ เพราะทางมูลนิธิได้เชิญวิทยากรที่มีความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ไทยขั้นเอกอุ อย่าง อ.สมฤทธิ์ ลือชัย นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ที่มาคอยให้ความรู้เกี่ยวกับวัด และประวัติศาสตร์ของอยุธยา ในแง่มุมต่างๆ ด้วย ทำให้ผมตัดสินใจตกลงปลงใจเดินทางไปอยุธยาเพื่อหวังจะเติม “รอยหยัก” ให้กับสมองกลมๆ ของผมเสียหน่อย
รถบัสคันเบ้อเริ่ม จอดรอสมาชิกอยู่ตั้งแต่เช้าตรู่ พร้อมกาแฟ ปาท่องโก๋ เอาไว้รองท้องก่อนเดินทาง แต่ที่เด็ดกว่านั้นคือมีข้าวเหนียว เนื้อทอด และหมูทอด ร้อนกรุ่นไว้คอยอีกด้วย ซึ่งเท่าที่สังเกต ผมรู้สึกว่าสมาชิกที่ร่วมคณะครั้งนี้จะถนัดอาหารเช้าแบบหนักท้องอย่างข้าวเหนียวหมู ข้าวเหนียวเนื้อ มากกว่ากาแฟ ปาท่องโก๋ เสียอีก รวมถึงผมด้วย
เมื่อเริ่มเดินทาง ความรู้จาก อ.สมฤทธิ์ ก็เริ่มไหลมาเทมา แถมทำให้ผมนึกว่าผมกำลังนั่งดูภาพยนตร์ย้อนประวัติศาสตร์หลายต่อหลายเรื่องพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น ตำนานสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระศรีสุริโยไท หรือแม้กระทั่ง ซามูไร อโยธยา อูยยยยย เพียบไปหมดครับ
แม้ว่าอยุธยาในปัจจุบันจะเหลือเพียงแค่เศษซากปรักหักพัง แต่เมื่อได้รู้ประวัติอะไรหลายๆ อย่าง ก็ทำให้ผมมองอยุธยา ด้วยมุมมองที่ต่างจากทุกครั้งที่มา
ผมอยากย้อนเวลาไปยืนอยู่ในช่วงอยุธยากำลังรุ่งเรืองเหลือเกิน อยากเห็นความใหญ่โต ความสวยงาม ความอลังการ ของเมืองหลวงที่ว่าเจริญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนั้นเป็นอย่างไร
อยุธยานั้นมีอายุยาวนานถึง 417 ปี มี 5 ราชวงศ์ สลับสับเปลี่ยนกันปกครอง และมีกษัตริย์ครองราชย์อยู่ทั้งสิ้น 34 พระองค์ แต่หากเป็นตำราเรียนของกระทรวงศึกษาธิการ จะมีกษัตริย์เพียง 33 พระองค์เท่านั้น เพราะจะไม่นับช่วงที่ ขุนวรวงศาธิราช ที่สมคบกับ ท้าวศรีสุดาจันทร์ กบฏต่อพระยอดฟ้า แล้วขึ้นครองราชย์ แต่ก็มีเวลาเสวยสุขเพียง 2 เดือน ก็ถูก ขุนอินทรเทพ ลอบปลงพระชนม์ แล้วนำศีรษะไปเสียบประจานไว้ และอัญเชิญ สมเด็จพระเฑียรราชา ขึ้นครองราชย์แทน
เป็นยังไงครับ แค่เริ่มเดินทาง ยังไม่ถึงรังสิตเลย เหมือนได้ดูหนังเรื่อง สมเด็จพระศรีสุริโยไท ไปแล้วเรื่องหนึ่งครับ
อ.สมฤทธิ์ บอกว่าเรื่องการผลัดราชวงศ์ หรือการกบฏนั้นเป็นเรื่องธรรมดาอย่างมากสำหรับการปกครองในสมัยก่อน ทำให้ขุนนางในสมัยก่อนต้องรู้จักเลือกฝ่ายให้ชัดเจน ถ้าเลือกฝ่ายผิดก็เตรียมตัวตายได้
ในสมัยก่อนนั้นอยุธยารุ่งเรืองอย่างมาก เพราะเป็นเมืองท่าที่สำคัญแห่งหนึ่งของภูมิภาคนี้ โดยเป็นเมืองท่าที่ไม่ติดทะเล ซึ่งถือว่าเป็นเมืองท่าเดียว ที่ไม่ติดทะเล และยิ่งใหญ่ได้ขนาดนี้ บรรดาเรือสินค้าจากนานาประเทศ หากต้องการเข้ามาค้าขายกับอยุธยา ก็ต้องใช้เวลาอีก 56 วัน ลอยเรือเข้ามาจากปากแม่น้ำกว่าจะเข้ามาขายสินค้ากับอยุธยาได้
ไม่ใช่ว่าเรือแล่นช้านะครับ แต่เพราะว่าเรือที่จะเข้ามาขายสินค้ากับอยุธยานั้นต้องจอดเรือรอที่กรุงเทพฯ ก่อน แล้วทำหนังสือถึงอยุธยา เพื่อขออนุญาตเข้าเมืองเสียก่อน พออยุธยาโอเค ถึงจะแล่นเรือเข้ามาได้
ส่วนการค้าขายกับอยุธยานั้น บอกได้เลยครับว่า อยุธยาแสบมาก เพราะเรือสินค้าที่ขนสินค้าเข้ามานั้น ทางอยุธยาจะแต่งตั้งขุนนางมาคอยทำหน้าที่ ตีราคาสินค้า ว่าสินค้าที่เรือทั้งหลายขนมานั้นจะมีราคาเท่าไหร่ ไม่ใช่เจ้าของสินค้ากำหนดราคานะครับ แต่เป็นอยุธยาที่กำหนดว่าจะซื้อราคาเท่าไหร่ และต้องขายให้กับตัวแทนของอยุธยารายเดียวเท่านั้น และหากพ่อค้าต้องการซื้ออะไร ก็ต้องซื้อผ่านขุนนางคนเดิมอีกเช่นกัน
เรียกว่าระบบผูกขาดอย่างสมบูรณ์แบบเลยทีเดียว ทำให้กษัตริย์และขุนนางในสมัยนั้นร่ำรวยมาก
แม้ว่าบรรดาพ่อค้าจะรู้ว่าถูกเอาเปรียบ แต่ก็ยอมที่จะให้อยุธยาเอาเปรียบครับ โดยประเทศที่เข้ามาค้าขายกับอยุธยา มากที่สุดคือ จีนและญี่ปุ่น
สาเหตุที่ทั้งสองประเทศนี้นิยมค้าขายกับอยุธยา ก็เพราะเรามีสินค้าที่ทั้งสองประเทศนี้ต้องการอย่างมาก คือ ไม้ฝาง
โดยไม้ฝางนี้สามารถนำไปใช้ย้อมสีแดงให้ผ้าไหมของจีนได้ ทำให้ไม้ฝางเป็นสินค้ายอดนิยมของชาวจีน ซึ่งเรือสำเภา 1 ลำ บรรทุกไม้ฝางได้ถึง 15 ตันเลยทีเดียว
ส่วนญี่ปุ่นนั้น ไม่สนใจไม้ฝางเท่าไหร่ แต่สนใจหนังกวางครับ เพราะญี่ปุ่นต้องการซื้อหนังกวางเพื่อนำไปทำเป็นเสื้อเกราะครับ โดยแต่ละปีญี่ปุ่นสั่งซื้อหนังกวางจากอยุธยามากถึง 1.2 แสนแผ่นทีเดียว โดยเสื้อเกราะที่ทำจากหนังกวางจากสยามเรานั้นได้รับความนิยมอย่างมาก และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความมั่งมีของนักรบผู้นั้นด้วย ก็คงเหมือนในสมัยนี้ ที่เราต้องใส่เสื้อสูทจากอิตาลี หรือฝรั่งเศสมั้งครับ
นอกจากหนังกวางแล้ว สินค้าที่ญี่ปุ่นต้องการอีกอย่างคือ หนังปลาฉลามครับ โดยชาวญี่ปุ่นจะนำหนังปลาฉลามไปถักเพื่อทำด้ามจับดาบซามูไร
เรียกได้ว่าสินค้าจากอยุธยานั้นเป็นสินค้าประเภทหรูหรา ฟู่ฟ่ามากในสายตาของชาวต่างชาติ
เฮ้อ...กว่าจะถึงวัดพุทไธศวรรค์ ซึ่งเป็นวัดแรกที่มูลนิธิโตโยต้า นำเทียนพรรษามาถวาย ผมก็เริ่มเหนื่อยกับข้อมูลต่างๆ เสียแล้ว
วัดนี้ถือเป็นวัดเก่าแก่มากวัดหนึ่งของกรุงศรีอยุธยา เพราะสร้างขึ้นหลังจากที่พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างกรุงศรีอยุธยาได้เพียง 3 ปี นั่นคือสร้างในปี พ.ศ. 1896 โดยตำแหน่งที่ตั้งของวัดนี้นั้น คือริมแม่น้ำด้านใต้ฝั่งตรงข้ามเกาะเมือง ซึ่งเป็นบริเวณตำหนักที่ประทับเดิมของสมเด็จพระเจ้าอู่ทองนั่นเอง
ภายในวัดแห่งนี้มีสิ่งน่าสนใจหลายอย่างครับ ตั้งแต่ปรางค์ประธาน ซึ่งตั้งอยู่ด้านในสุดของวัด ซึ่งเราต้องเดินลึกเข้าไปหน่อยครับ แล้วจะได้เห็นพระปรางค์องค์ใหญ่ ที่ต้องมองแบบคอตั้งบ่าเลยทีเดียว ถึงจะเห็นยอดพระปรางค์ โดยพระปรางค์นี้เป็นศิลปะแบบขอม มีรูปทรงฝักข้าวโพด
วัดแห่งนี้ถูกปล่อยรกร้างหลังจากที่เสียกรุง แต่ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 1 ได้เสด็จมาปฏิสังขรณ์ และทรงนำพระพุทธรูปของวัดนี้ไปประดิษฐานไว้ที่วัดพระแก้ว แต่ก็ได้ทรงสร้างพระพุทธรูปแทนองค์เดิม และนำมาประดิษฐานไว้ที่นี่ ซึ่งก็คือพระพุทธรูปพระเจ้าอู่ทองนั่นเอง
บริเวณวัดนี้ยังมีพระตำหนักสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ประจำอยู่ในสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยพระตำหนักนี้อยู่บริเวณด้านหน้าวัดครับ พระตำหนักนั้นสร้างเป็นตึก 2 ชั้น ซึ่งคาดว่าเป็นสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย เราต้องขึ้นไปชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องโถงโล่งทั้งชั้น ซึ่งคาดว่าเป็นที่ประทับของสมเด็จฯ ท่าน ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจคือ ภาพเขียนสีบริเวณผนังของตำหนัก เป็นภาพเขียนโบราณเกี่ยวกับประวัติของพระพุทธโฆษาจารย์ช่วงเสด็จไปลังกา ลองไปชมกันครับ ของดีหายากแบบนี้ ต้องดูๆ
ออกจากวัดพุทไธศวรรย์ แล้ว อ.สมฤทธิ์ ก็พาเราไปเยี่ยมชมหมู่บ้านญี่ปุ่น และโปรตุเกส ซึ่งในส่วนของหมู่บ้านโปรตุเกสนั้นไม่ค่อยเหมือนหมู่บ้าน แต่เป็นเหมือนสุสานมากกว่า เพราะขุดค้นพบเจอโครงกระดูกกว่า 200 โครง ก็เลยทำเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชม
โปรตุเกสนั้นเป็นยุโรปชาติแรกที่เข้ามาค้าขายกับไทย โดยเข้ามาค้าขายกันมาแล้ว 500 ปี ไม่น่าเชื่อนะครับว่าคนไทยเรากินทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอง กันมาตั้ง 500 ปีแล้ว
สมัยอยุธยานั้นทั้งโปรตุเกสและญี่ปุ่นนั้น นอกจากมาค้าขายแล้วยังมาเป็นทหารรับจ้างอีกด้วย โดยโปรตุเกสนั้นมาพร้อมกับปืนใหญ่ และปืนยาว ส่วนญี่ปุ่นมาพร้อมโรนิน หรือนินจา ที่ไม่มีสังกัด ซึ่งโรนินชาวญี่ปุ่นที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นคือ ยามาดะ ที่ต่อมากลายเป็น ออกญาเสนาภิมุข และบั้นปลายชีวิตก็ไปครองเมืองนครศรีธรรมราช
ออกจากทั้งสองหมู่บ้านเวลาก็เลยเที่ยงมาแล้ว ทำให้เราต้องไปแวะพักท้องที่ร้านอาหารชายน้ำ 1 ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ลมเย็นๆ ช่วยให้อากาศที่แสนอบอ้าวค่อยคลายลงไป แต่สิ่งที่ทำให้เริ่มร้อนรุ่มขึ้นมาอีกครั้ง คือกุ้งแม่น้ำเผาตัวโตๆ ที่ตาผมไม่ได้มองไปที่เนื้อกุ้ง แต่จับจ้องอยู่ที่มันกุ้งสีแดงเยิ้มมากกว่า
ออกจากร้านอาหาร แบบหนังท้องตึง แต่หนังตาไม่ได้หย่อน เพราะ อ.สมฤทธิ์ ยังนำพาพวกเราไปวัดใหญ่ชัยมงคลต่อไปอีก วัดนี้ผมเองก็ไปหลายต่อหลายครั้ง แต่ก็ “เพิ่งรู้” อะไรหลายอย่างของวัดแห่งนี้
เพราะเดิมทีผมรู้แต่ว่าวัดใหญ่ชัยมงคลนั้นเป็นวัดที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงทำศึกยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชแห่งพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2135 ก็ทรงสร้างพระเจดีย์ใหญ่ขึ้นที่วัดนี้เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชัยชนะ
แต่เรื่องที่ผมเพิ่งรู้คือ ตัววัดใหญ่นั้นสร้างเมื่อประมาณปี พ.ศ. 1900 สมัยพระเจ้าอู่ทอง เดิมชื่อวัดป่าแก้ว โดยวัดนี้มีความสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ คือเป็นวัดที่ พระเฑียรราชา มาเสี่ยงเทียนอธิษฐานเพื่อดูฤกษ์ยาม ก่อนจะชิงบัลลังก์คืนจาก ขุนวรวงศาธิราช โดย พระเฑียรราชา ได้ประกอบพิธีเสี่ยงเทียน โดยได้ควั่นเทียนที่มีขนาดความยาว ความหนา ความใหญ่เท่ากัน 2 เล่ม ซึ่งเทียนทั้งสองเล่มเป็นตัวแทนของพระเฑียรราชา และขุนวรวงศาธิราช เพื่อเสี่ยงดวง
ปรากฏว่าเทียนของขุนวรวงศาธิราชดับก่อน พระเฑียรราชาเลยทรงตัดสินใจชิงบัลลังก์คืน โดยลวงให้ขุนวรวงศาธิราช ท้าวศรีสุดาจันทร์ และลูกๆ เสด็จออกไปจับช้างเผือก แล้วลอบปลงพระชนม์ที่คลองสระบัวทั้งหมด และพระเฑียรราชาก็ขึ้นครองราชย์ในพระนามพระมหาจักรพรรดิ
ออกจากวัดใหญ่ชัยมงคลแล้วไปต่อวัดสุดท้าย คือ วัดหน้าพระเมรุ ซึ่งเป็นวัดที่ผมไปประจำครับ เพราะสมัยที่คุณยายยังมีชีวิตอยู่ ท่านชอบวัดนี้มากครับ เพราะพระประธานของวัดนี้อลังการมาก
วัดหน้าพระเมรุนั้นเป็นวัดเดียวไม่ถูกพม่าเผาทำลาย ตอนเราเสียกรุงครั้งที่ 2 ก็เพราะวัดนี้เป็นที่ตั้งของค่ายทหารพม่านั่นเอง ยังจำเวลาเราเรียนประวัติศาสตร์ได้มั้ยครับ เมื่อตอนก่อนเสียกรุง ที่พม่าตั้งปืนใหญ่แล้วยิงเข้ามาในกรุงศรีอยุธยา แล้วทำให้บรรดาสาวๆ ภายในรั้วในวังกรี๊ดกร๊าดเวลาได้ยินเสียงปืนใหญ่พม่า ก็คือปืนใหญ่ที่ตั้งที่วัดนี้นั่นเอง
ถ้าเป็นอย่างนั้นก็ต้องถือว่าปืนใหญ่พม่าอยู่ใกล้วังหลวงเหลือเกินครับ นิดเดียวจริงๆ
นอกจากนี้ ยังมีความสำคัญย้อนไปในสมัยพระมหาจักรพรรดิเมื่อครั้งทำศึกกับพระเจ้าบุเรงนอง เมื่อปี พ.ศ. 2106 แล้วมีการทำสัญญาสงบศึกกัน (ไม่เห็นต้องพึ่งศาลโลก เหมือนปัจจุบันเลยแฮ่ะ) โดยพระมหาจักรพรรดิต้องยอมเสียช้างเผือก 4 เชือก และให้สมเด็จพระนเรศวรไปอยู่กับพม่า โดยพลับพลาที่ประทับในการทำสัญญานั้นตั้งอยู่ระหว่างวัดหน้าพระเมรุ กับวัดหัสดาวาส ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปอีก
ส่วนพระประธานที่คุณยายผมนับถือ มีพระนามว่า “พระพุทธนิมิตวิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญ์บรมไตรโลกนาถ” ซึ่งจัดว่าเป็นพระพุทธรูปทรงเครื่องสมัยอยุธยาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่มีปรากฏอยู่ในปัจจุบัน โดยมีความสูงประมาณ 6 เมตร และหน้าตักกว้างประมาณ 4.40 เมตร
ผมมาวัดนี้ไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง แต่เพิ่งรู้ (อีกแล้ว) ครับว่า ข้างๆ อุโบสถวัดแห่งนี้มีวิหารน้อย ซึ่งประดิษฐานพระคันธารราฐ หรือพระพุทธรูปศิลาสีเขียวแบบนั่งห้อยพระบาท ซึ่งเป็นศิลปะสมัยทวารวดี มีอายุเก่าแก่กว่า 1,500 ปีทีเดียว
พระคันธาราฐนี้รัชกาลที่ 3 ทรงเชิญจากวัดมหาธาตุมาไว้ที่นี่ ว่ากันว่าพระพุทธรูปศิลาแบบห้อยพระบาทสมัยทวารวดีองค์นี้นับเป็น 1 ใน 5 องค์ที่มีอยู่ในประเทศไทยเลยทีเดียว
ไม่น่าเชื่อครับ แค่ 3 วัดที่มาในวันนี้ ใช้เวลาไปเกือบทั้งวัน นั่นก็เพราะครั้งนี้เป็นการมาวัดที่ไม่ใช่มาเพียงแค่ไหว้พระ แต่มาพร้อมกับฟังประวัติความรู้ของแต่ละวัดอย่างเต็มที่ ซึ่งสิ่งที่ผมเขียนนั้นยังไม่ถึงครึ่งในสิ่งที่ อ.สมฤทธิ์ บรรยายเลยครับ
เฮ้อ...อยุธยา เมืองฟ้าอมร เมืองแห่งประวัติศาสตร์จริงๆ คราวหน้าถ้าผมจะไปอยุธยา ขอนั่งอ่านพงศาวดารสักรอบก่อนไปน่าจะดีไม่น้อย


