'ความรัก ความเข้าใจ' ของขวัญในวันครอบครัวที่ไม่ต้องซื้อหาในช่วงเวลาวิกฤต

วันที่ 14 เม.ย. 2563 เวลา 15:10 น.
'ความรัก ความเข้าใจ' ของขวัญในวันครอบครัวที่ไม่ต้องซื้อหาในช่วงเวลาวิกฤต
Social Distancing ลดการระบาดของโรค แต่กลับก่อให้เกิดปัญหาความรุนแรงในบ้านเพิ่มขึ้น “อยู่ด้วยความรัก ความเข้าใจ เรียนรู้กันและกันให้มากขึ้น ลดความรุนแรงในบ้าน” ของขวัญวันครอบครัวที่ไม่ต้องซื้อหาในช่วงเวลาวิกฤตโควิด-19

ทุกปีช่วงเทศกาลสงกรานต์เราจะเห็นบรรยากาศผู้คนเดินทางกลับบ้านเกิดไปเยี่ยมครอบครัว ญาติผู้ใหญ่ เพื่อแสดงความกตัญญู แต่สงกรานต์ปีนี้เกิดไวรัสโควิค-19 รัฐบาลมีมาตรการ Social Distancing รวมถึงได้ประกาศภาวะฉุกเฉิน สั่งปิดสถานที่เสี่ยง ให้ประชาชน เด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุอยู่บ้าน  แม้มาตรการดังกล่าวจะเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยลดการระบาดของโรค แต่ก็ส่งผลให้เกิดปัญหาความรุนแรงในบ้านได้ 

อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เผยสถิติความรุนแรงในครอบครัว ช่วงไวรัสโควิค-19 เพิ่มขึ้น มีผู้โทรศัพท์เข้ามาสายด่วนศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 เดือน มี.ค. 63 ทั้งสิ้น 154 ราย เพิ่มขึ้นจากเดือน ก.พ. 63 ที่มีจำนวน 144 ราย ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาจากข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์ที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกลได้รวบรวม พบกรณีข่าวสามี อายุ 53 ปี ชวนเพื่อนมานั่งสังสรรค์ดื่มเหล้าบริเวณหน้าบ้านตั้งแต่เย็น กระทั่งดึก ภรรยาอายุ 39 ปีด้วยความเป็นห่วงเพราะรู้สึกว่าช่วงนี้เกิดโรคระบาดรุนแรงจึงเดินออกไปเรียกเข้าบ้านแต่เกิดการทะเลาะกันและลงไม้ลงมือทำร้ายกันจนสามีเสียชีวิต 

หรือกรณีข่าวสามีอายุ 66 ปี อยู่กินกับภรรยาอายุ 62 ปี มาหลายสิบปี มีการทะเลาะเบาะแว้งกันมาโดยตลอด โดยล่าสุดมีการทะเลาะกันประเด็นห้ามสามีออกจากบ้าน เพราะสามีไม่ยอมใส่หน้ากากอนามัย หลังมีปากเสียงกันสามีขู่จะยิงตัวตายและได้หนีไปอยู่บ้านลูกชาย คาดว่าสามีมีภาวะความเครียด จึงตัดสินใจฆ่าตัวตาย

รวมถึงจากการให้คำปรึกษาของมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล พบกรณีสามีอายุ 27 ปี ภรรยาอายุ 32 ปี ทั้งสองอยู่ด้วยกันประมาณ 9 เดือน สามีมีปัญหาความหึงหวงภรรยา ดุด่าและทำร้ายร่างกายภรรยาด้วยการตบตีถึง 9 ครั้ง  เธอตัดสินใจจะเลิกกับสามีและไม่กล้ากลับไปที่ห้องพักเพราะกลัวสามีจะทำร้ายและต้องการกลับไปบ้านที่ต่างจังหวัดแต่ในช่วงภาวะโรคระบาดทำให้ไม่มีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายในการเดินทางและประกอบกับไม่มีรถโดยสารให้เดินทางกลับบ้านได้

หลายกรณีสะท้อนให้เห็นว่าการปลูกฝังหญิงและชายที่ต่างกันนำมาสู่ปัญหาความรุนแรงในบ้านที่เรื้อรังและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในช่วงโรคระบาดที่ทุกคนต้องอยู่ในบ้านร่วมกันผู้ชายหลายคนไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ในการเข้าสังคมเพื่อนที่ต้องดื่มสังสรรค์ทั้งในบ้านและนอกบ้านการเที่ยวกลางคืนหรือการเล่นการพนันในบ่อนส่งผลทำให้สถิติการติดเชื้อโรคระบาดของผู้ชายมีจำนวนมากกว่าผู้หญิงเช่นกลุ่มจากสนามมวยบาร์ผับเป็นต้น

จากรายงานของกระทรวงสาธารณสุข พบว่า ผู้หญิงอาชีพแม่บ้านติดโรคจากบุคคลในครอบครัว ความสัมพันธ์ดังกล่าวส่งผลกระทบกับผู้หญิงทั้งด้านร่างกายและด้านจิตใจ เมื่อถูกใช้ความรุนแรงในบ้าน ผู้หญิงหลายคนไม่สามารถเดินทางออกจากบ้านได้ หลายคนไม่กล้าออกมาจากบ้านหรือเข้ามาขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ ทั้งโรงพยาบาล สถานีตำรวจ เพราะความกังวลต่อความเสี่ยงในการติดเชื้อไวรัส  ปัญหาการเดินทาง รวมถึงหลายคนประสบปัญหาการตกงาน ไม่มีรายได้

สถานการณ์ความรุนแรงในบ้านไม่ใช่เกิดเฉพาะในครอบครัวที่มีภาวะความเปราะบางอยู่แล้ว แต่อาจเกิดขึ้นในครอบครัวที่มีภาวะปกติ เพราะมีความเครียด ความกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจมากระตุ้น ในสถานการณ์นี้หากได้คิดทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังและมองหาโอกาส  ท่ามกลางความยากลำบากนี้  ก็จะพบว่าเรายังสามารถมอบของขวัญอันมีค่าให้แก่ครอบครัวได้โดยไม่ต้องใช้เงินทองในการซื้อหา หรือการออกไปดิ้นรนเพื่อให้ได้มา ลองคิดถึงวิธีการเหล่านี้ดู   

1. ช่วยแบ่งเบาภาระงานในบ้าน

โดยยึด “การเห็นอกเห็นใจกัน” ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการลดปัญหาความรุนแรงในบ้านได้  ยิ่งช่วงนี้มีการปิดโรงเรียนและสถานเลี้ยงเด็ก ครอบครัวจึงต้องนำบุตรหลานมาดูแลเองทำให้ผู้หญิงต้องรับภาระเพิ่มขึ้นจากงานประจำวัน เช่น ภาระงานในบ้าน ซักผ้า ถูบ้าน ทำกับข้าว งานดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงงานที่ต้องทำแบบ Work from home ของขวัญชิ้นนี้หากค่อยๆ ลองทำดู จะเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่ดีกว่าอย่างชัดเจน

2. ลด ละ เลิก อบายมุข 

หลายคนมีความเสี่ยงด้านสุขภาพทั้งการสูบบุหรี่ ยาเสพติด เล่นการพนัน และดื่มเหล้าเป็นประจำ โดยเฉพาะการดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดปัญหาความรุนแรงในบ้าน หากใช้โอกาสนี้ในการลดละเลิกอบายมุข นอกจากดีต่อสุขภาพ ลดโอกาสและความเสี่ยงในการติดเชื้อ  ต่อตัวเองและอาจนำมาสู่ลูกเมียแล้ว  ยังช่วยประหยัดค่าใช้จ่าย  เพื่อสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้

3. การแสดงความรัก

การใช้ภาษาพูดและภาษากายที่แสดงออกถึงความรัก ความมีสติ การให้กำลังใจกันและกัน รู้จักขอโทษ  ขออภัย  ลดอารมณ์ฉุนเฉียวหงุดหงิด ใช้เป็นโอกาสในการทบทวนอดีตที่ผ่านมาและปรับจูนให้เกิดความสมดุลในครอบครัวเพื่อให้เราก้าวผ่านวิกฤตินี้ไปให้ได้

ทั้งสามข้อที่กล่าวมานั้นจะเห็นว่าไม่มีข้อใดเลยที่ใช้เงินทอง หรือความยากลำบากในการดิ้นรนให้ได้มา เพียงแค่เราปรับใจ ลดกำแพงที่ขวางกั้นลง เรียนรู้กันและกันให้มากขึ้นอีก นั่นคือของขวัญอันล้ำค่าที่สามารถมอบให้ครอบครัวได้ท่ามกลางวิกฤตไวรัสโควิด-19 และให้เชื่อมั่นว่าเราก็ทำได้