นางแบบปฏิทินแม่โขง คนสุดท้าย

  • วันที่ 24 ก.พ. 2562 เวลา 09:36 น.

นางแบบปฏิทินแม่โขง คนสุดท้าย

ยังจำได้ไหมถึง “ความขลัง” และ “การเฝ้ารอคอย” ปฏิทินแม่โขง ที่ (ชาย) หลายคนเฝ้าติดตามในทุกสิ้นปี ปฏิทินแม่โขง...ปฏิทินสุราแบรนด์ไทยที่เปิดตัวสู่สายตาสาธารณชนในช่วงใกล้ส่งท้ายปี จนหลายคนกล่าวว่า ก่อนจะขึ้นศักราชใหม่ จะต้องขอได้เห็น “ของดี” ก่อน หากในวันหนึ่งก็ถึงการ

สิ้นสุดของยุคสมัยของสิ่งที่เรียกว่า “ปฏิทินนู้ด” วันนี้ย้อนรำลึกนางแบบปฏิทินแม่โขงคนสุดท้าย ดาวร้ายบั้นท้ายดินระเบิด ลูกนัท-กฤติยาภรณ์ ตรีรัตนพันธุ์

อดีตนางแบบและดาราคนดัง ปัจจุบันกฤติยาภรณ์ถอยห่างจากวงการมากแล้ว สนุกกับการดูแลลูกชายลูกสาว 2 คน รวมทั้งเหลนอีก 1 คน เก็บตกชีวิตหลังเลนส์ที่ผ่านพ้นมีตั้งแต่ชีวิตแต่งงานที่หย่าร้าง ความเจ็บช้ำ เรื่องเศร้าแต่ไม่เคล้าน้ำตา แคะขนมครกขายในต่างประเทศก็เคยทำมาแล้ว ปัจจุบันเธอกลับมาอยู่ประเทศไทย สนุกกับการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯและทำงานเป็นผู้ประสานงานรับเหมาก่อสร้าง

หลายคนเข้าใจว่ากฤติยาภรณ์เป็นลูกครึ่งชาวต่างประเทศ เจ้าตัวขอแจ้งให้เข้าใจตรงกันว่า ในความเป็นจริงเป็นลูกครึ่งชาวใต้กับชาวภาคกลางต่างหาก โดยบิดาเป็นชาว จ.ตรัง ส่วนมารดาเป็นชาวกรุงเทพฯ เธอเกิดที่กรุงเทพมหานคร แต่ไปเติบโตที่ จ.พิษณุโลก เนื่องจากบิดาย้ายไปทำงานเป็นผู้จัดการธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งที่นั่น

หน้าตาจิ้มลิ้มแลดูคล้ายเด็กฝรั่งมาตั้งแต่เด็ก มารดาจึงสนุกกับการจับส่งประกวดและคว้ารางวัลมากมายในหลายเวที ตั้งแต่เด็กเล็ก กระทั่งเติบโตเป็นสาวสะพรั่ง กฤติยาภรณ์ในวัย 15 ปี เธอเข้าประกวดเวทีนางสาวไทย ซึ่งปีที่เข้าประกวดเป็นปีที่ “พี่ปุ๋ย”ภรณ์ทิพย์ นาคหิรัญกนก ได้รับตำแหน่งนางสาวไทย และนางสาวจักรวาล (Miss Universe) ในปีเดียวกัน

“เข้ามากรุงเทพฯ ก็เล่นละครก่อนเลย สมัยนั้นเรียนหนังสืออยู่ที่ไทยโพลีเทคนิค ดาราวิดีโอไปถ่ายละครที่นั่น และเมื่อเห็นหน้าเป็นครั้งแรกก็เอ่ยปากชวนให้มาเล่นหนังทันที”

กฤติยาภรณ์เล่นละครประเภทจักรๆ วงศ์ๆ ก่อนเป็นประเดิม เธอเล่นละครแนวนี้อยู่หลายเรื่อง เช่น พระอภัยมณี ฯลฯ ชีวิตนักแสดงสมัยนั้นต้องมีน้ำอดน้ำทน เพราะต้องรอนแรมไปกับรถกองถ่าย ไปครั้งหนึ่งๆ ก็นานหลายวัน บางทีต้องเข้าไปในป่าลึกหรือหมู่บ้านไกลๆ ต่อมาได้แสดงภาพยนตร์ของผู้กำกับดัง-ศุภักษร เรื่อง “มันเป็นอย่างนี้ได้ยังไง” จากนั้นก็ติดลมบน เล่นละครถ่ายแบบมาตลอด

จากนั้นในปี 2535 ก็เข้าประกวดมิสไทยแลนด์เวิลด์ กฤติยาภรณ์เล่าว่า เพื่อนฝูงเฮฮาว่าหน้ากระเดียดไปทางลูกครึ่งทำไมไปประกวดเวทีนางสาวไทย ต้องประกวดเวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์สิ ตัดสินใจเข้าประกวดเวทีนางงามอีกครั้ง คราวนี้ไม่ผิดหวัง ได้ตำแหน่งขวัญใจช่างภาพ มิสไทยแลนด์เวิลด์ติดมือกลับบ้านปีนั้นลูกเกด-เมทินี กิ่งโพยม เป็นผู้คว้าตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์

“จะเพราะหน้าตาออกแนวลูกครึ่งหรือเพราะอย่างไรก็สุดจะเดา แต่ภาพลักษณ์ออกมาในแนวเซ็กซี่ บทนางร้ายสมัยนั้นชัดเจนว่าต้องยั่วยวน นี่ก็อาจเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หลายคนติดต่อเข้ามาให้เราถ่ายแบบเดินแบบในชุดเซ็กซี่ ฉายาบั้นท้ายดินระเบิดก็มาในช่วงนี้”

กฤติยาภรณ์เล่าว่า เธอสนุกกับการทำงานหาเงิน สนุกกับการได้เงิน ถ่ายแบบเซ็กซี่สมัยก่อนไม่เหมือนสมัยนี้ หากเธอมีหลักการในใจว่า การถ่ายแบบหรือถ่ายชุดวาบหวามก็เป็นหนึ่งในการทำมาหากินสุจริตเหมือนกันมิใช่หรือ ในเมื่อทำมาหาได้สุจริตก็ย่อมได้รับผลตอบแทนเป็นรายได้และความมั่นคง

“ตัวจริงของเราไม่เคยคิดว่าเอ็กซ์ หรือเซ็กซี่ แต่ถ้าใครอยากให้เซ็กซี่ก็จะทำให้ ขึ้นอยู่กับชุดที่ให้ถ่าย ยิ่งโป๊ก็ยิ่งเรียกแพง ถ่ายหนังคาราโอเกะต่อหนึ่งวันนี่ก็อยู่ประมาณหลักแสน ขึ้นอยู่กับชุดด้วย”

ถ่ายแบบเดินแบบรวมทั้งเป็นนางเอกในหนังคาราโอเกะ กฤติยาภรณ์ขึ้นชื่อเรื่องทรวดทรงที่ไม่เป็นรองใคร ช่วงนั้นเธอเล่นละคร ถ่ายแบบเดินแบบ ถ่ายโฆษณา ทำทั้งหมดในเวลาเดียวกัน งานเยอะมากเจ้าตัวยืนยันว่า แท้ที่จริงแล้วเธอเป็นคนขี้อายมาก สลัดชุดน้อยชิ้นต่อหน้าสายตาผู้คนทำไม่ค่อยได้หรอก อาศัยว่าจะ “กรึ๊บ” แอลกอฮอล์นิดหน่อยก่อนรัวชัตเตอร์หรือขึ้นเวที

กฤติยาภรณ์เล่าถึงตัวเองในอดีตว่า เป็นแบดเกิร์ลคนหนึ่งของวงการ มีชื่อเรื่องเฮฮาปาร์ตี้ หากในความจริงคือความรักสนุกและรักในเพื่อนฝูง ชอบเที่ยวผับบาร์ก็ยอมรับความจริง ไม่เคยปฏิเสธ เพื่อนฝูงก็ออกแนวเดียวกันนี้ เพราะในเมื่อเป็นนักดื่มก็ย่อมเจอกับนักดื่มด้วยกัน เวลาเมาจะซ่ามาก กล้าพูดกล้าคุย

“มีคนติดต่อให้ถ่ายแบบนิตยสารเพ้นท์เฮ้าส์ก่อน จากนั้นก็ตามมาด้วยปฏิทินแม่โขง และอย่างที่ทุกคนรู้ ดิฉันเป็นนางแบบปฏิทินแม่โขงคนสุดท้าย ปิดฉากปฏิทินแม่โขงในปี 2539 และปิดฉากตัวเองในวงการไปพร้อมๆ กัน (ฮา)”

มีเกร็ดเล่าให้ฟังเรื่องปฏิทินแม่โขง กฤติยาภรณ์เล่าว่า ผู้ประสานงานจากบริษัท สุราบางยี่ขัน กลุ่มบริษัทสุราในเครือบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ ได้ติดต่อเธอและตื๊อมาหลายปี แต่มิได้ตกลงกันหรือยอมถ่ายให้ จนกระทั่งปีหนึ่งได้รับการแจ้งว่า จะเป็นปีแรกที่แม่โขงจะถ่ายปฏิทินเป็นภาพศิลป์

“เขาวาดรูปก่อน รูปภาพเหล่านี้ได้เชื้อเชิญให้อาจารย์ช่วง มูลพินิจ ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ เป็นผู้วาดขึ้น กำหนดร่างให้นางแบบถ่ายตามนี้ โดยมีอาจารย์บุญชู เอี่ยมสะอาด ผู้เชี่ยวชาญด้านการถ่ายภาพ เป็นผู้ถ่ายภาพให้ ภาพออกมาดูนุ่มนวล ไม่อล่างฉ่างเหมือนแม่โขงปีก่อนๆ”

เมื่อถูกถามถึงค่าตอบแทน กฤติยาภรณ์เล่าว่า เป็นเลข 7 หลัก ซึ่งถือว่าแพงที่สุดในบรรดานางแบบปฏิทินแม่โขงที่เคยจ่ายมาทั้งหมด แม่โขงไม่เคยจ่ายใครในราคานี้ คำว่าบั้นท้ายดินระเบิดไม่ค่อยชอบนัก แต่ก็ถูกนำมา “พรีเซนต์” โดยส่วนตัวไม่ชอบบั้นท้ายหรือสะโพกของตัวเอง มีความเห็นว่ามันใหญ่ไป ใส่เสื้อผ้ายาก ใส่ยีนส์ยาก เอวเล็กแต่สะโพกใหญ่

ที่ว่าปิดฉากตัวเองในวงการลงไปพร้อมกับปฏิทินแม่โขง กฤติยาภรณ์เล่าถึงมูลเหตุความเบื่อวงการว่า เพื่อนฝูงในวงการคบกันให้ความจริงใจต่อเขา เจอใครคบใครให้เขาแบบ 100% แต่บางทีและบางคนเขาก็แค่เก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากเรา บางทีและบางคนเขาก็ไม่จริงใจต่อเรา ถึงวันนี้ไม่อยากพูดถึง(เจ็บคอ) เบื่อๆ อยากๆ ที่สุดก็สุดทน ตัดสินใจเดินออกจากวงการไปใช้ชีวิตต่างประเทศ ช่วงนั้นอายุ 30 ปี ก็ถือว่า 15-16 ปีที่อยู่ในวงการ-พอแล้ว

ชีวิตในต่างแดน กฤติยาภรณ์เล่าว่า ลำบาก เธอใช้ชีวิตที่ลอสแองเจลิส ทำงานเป็นสาวเสิร์ฟในร้านอาหารไทย เสิร์ฟอาหารไปด้วย ร้องเพลงไปด้วย ถึงคิวก็กระโดดขึ้นคว้าไมค์บนเวทีเลย อายุ 32 ปีเจอพ่อของลูก ได้ตัดสินใจแต่งงานและใช้ชีวิตสมรสกับชายไทยสัญชาติอเมริกัน มีลูกด้วยกัน 2 คน สามีทำงานเป็นครูสอนขับรถทรัคในหลายรัฐของสหรัฐ

“แต่งงานแล้วก็ยังใช้ชีวิตอยู่ที่สหรัฐ สัก 4-5 เดือนก็กลับมาเยี่ยมบ้านทางเมืองไทยเสียทีหนึ่ง ชอบชีวิตที่นู่นเพราะไม่มีคนรู้จักดี แต่งงานแล้วย้ายมาอยู่ซานเบิร์น เป็นเมืองใกล้ๆ แอลเอ เพราะก็ยังทำงานอยู่ที่แอลเอ”

ช่วงมีลูกก็ลามาเลี้ยงลูก คลอดลูก แต่ความที่อยู่นิ่งไม่เป็น เมื่อพอจะทำอะไรได้ หยิบจับอะไรเป็นเงินเป็นทองก็ทำหมด แคะขนมครกขายคนไทยในแอลเอก็เคยทำมาแล้ว วันจันทร์ถึงวันศุกร์ทำงานในร้านอาหาร สุดสัปดาห์เสาร์อาทิตย์ว่าง ทำขนมไทยขาย ยังมีกะหรี่ปั๊บและขนมเปี๊ยะด้วย ตั้งเป็นบูธเล็กๆ ในร้านอาหารของแม่เพื่อน ซึ่งบางทีก็เอาลูกไปเลี้ยงด้วย

ชีวิตต่อสู้ทรหด แต่ที่หนักหนาสาหัสคือสามี ซึ่งติดการพนัน ครอบครัวแตกร้าวเพราะอีกฝ่ายเอาแต่เข้าบ่อน เสียบ่อย เงินทองรั่วไหล ที่สุดเธอทนไม่ไหว ขอหย่าขาดแต่สามีไม่ยอมหย่าให้ กระทั่งมีลูกสาวคนที่สองคิดว่าสามีจะปรับปรุงตัว แต่ไม่มีอะไรดีขึ้น รับปากแต่ไม่ทำ กฤติยาภรณ์ขนลูกกลับเมืองไทย

“น้ำตาตกใน แต่เพราะเราเลือกผิดเอง พาลูกมาฝากให้พี่ชายพี่สะใภ้ที่เมืองไทยช่วยดูแล ส่วนตัวเองบินกลับไปเดินเรื่องขอหย่าขาดจากสามี กลับไปขนข้าวของออกมาหมด ย้ายไปอยู่ลาสเวกัสและแต่งทนายให้ทำเรื่องหย่าอย่างเด็ดขาด ทั้งหมดกินเวลา 5 ปี”

ในช่วง 5 ปีของการหย่า กฤติยาภรณ์ทำงานไปด้วย ขึ้นศาลไปด้วย คิดว่าสักวันหนึ่งจะได้กลับมาอยู่กับลูกๆ ที่เมืองไทย ก็ตั้งใจเก็บเงินเพื่อเป็นทุนรอนสร้างชีวิตใหม่ ปีหนึ่งกลับบ้านเยี่ยมลูกครั้งหนึ่ง หากครั้งสุดท้ายที่บินกลับมาเยี่ยมลูก เครื่องบินตกหลุมอากาศใหญ่ กลายเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้อดีตสาวบั้นท้ายดินระเบิดได้คิดว่า เธออาจต้องทิ้งชีวิตไว้ ณ หนไหน ลูกที่คอยอยู่อาจไม่มีวันได้พบ

“กลับถึงเมืองไทยครั้งนั้น ก็คิดว่าไม่เอาแล้ว ไม่อยากบินไปๆ มาๆ อีก เสี่ยงเสียชีวิต เสี่ยงไม่เห็นหน้าลูก เงินทองไม่เอาอีกแล้ว พอดีกับเป็นปลายทางของการหย่าขาดได้สำเร็จ ตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตเมืองไทยในปี 2554”

ลูกๆ ดีใจกันมาก หลังจากตัดสินใจก็รีบกลับไปเคลียร์ข้าวของ เพื่อนฝูงใครอยากได้อะไรก็ให้หมด เหลือแต่ของจำเป็นกลับมาเมืองไทย ใช้ชีวิตกับลูกให้สมกับที่ตั้งใจ พี่ชายแนะนำเรื่องการเล่นหุ้น การลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ก็ปรากฎว่ามีโชคทางนี้ ลงทุนได้กำไรมาตลอด จากนั้นก็หัดทำธุรกิจ ประสานงานผู้รับเหมาก่อสร้าง

ทุกวันนี้ ในวัย 50 ปี ยังใส่ชุดว่ายเพื่อว่ายน้ำ(ฮา) เต็มที่คือวันพีซ เธอนุ่งชุดว่ายน้ำ ถ้าอยากจะนุ่ง “ก็ทำไมจะไม่นุ่งล่ะ ในเมื่อเราจะว่ายน้ำ” แต่ทุกวันนี้ก็คงต้องบอกว่าไม่ได้ใส่ทูพีซวันพีซเพื่อจงใจให้ใครดูแบบเซ็กซี่อีกแล้ว วันเวลาเป็นไปเพื่อดูแลลูกชาย-น้องฮีโร่ วัย 17 ปี และลูกสาว-น้องแองเจิ้ล วัย 15 ปี

“ไม่มีใครได้เห็นของดิฉัน ถ้าดิฉันไม่ได้สตางค์” เจ้าตัวกล่าวติดตลก

กฤติยาภรณ์พูดถึงลูกๆ ว่า คือรางวัลในชีวิตของเธอ เธอเลี้ยงลูกแบบเพื่อน เมื่อมีปัญหาขอให้ลูกเดินมาบอกได้ทุกเรื่อง ลูกชายคนโตเรียนหนังสือได้เกรดสามเชียวนะ ส่วนลูกสาวคนเล็กเป็นเด็กกิจกรรม มีความชอบเรื่องการแสดง แต่กฤติยาภรณ์ไม่อยากให้เข้าวงการ เพราะรู้เช่นเห็นชาติในความฉาบฉวย ไม่อยากให้ลูกเจอเหมือนตัวเอง ไม่อยากให้ลูกมีประสบการณ์ที่เจ็บช้ำเหมือนตัวเอง

นอกจากลูกชายลูกสาว กฤติยาภรณ์ยังรับหน้าที่ดูแลเหลน น้องจากัวร์ วัย 1 ขวบ น้องจากัวร์เป็นลูกของหลาน หรือลูกของพี่ชายแท้ๆ ของกฤติยาภรณ์นั่นเอง เพียงเด็กสามคนนี้ก็เอาเวลาในชีวิตของเธอไปเกือบทั้งหมด(ฮา) ตั้งแต่รับ-ส่งโรงเรียนในช่วงเช้า-เย็น และการทำกิจกรรมต่างๆ ขณะที่ช่วงกลางวันก็ขลุกอยู่กับเหลนกำลังกินกำลังนอน ร้องไห้จ้าไปจ้ามา

“ชีวิตวันนี้ไม่ได้มองใคร ไม่มีที่ว่างให้ใคร ไม่มีเวลามองใคร เพราะลูกและเหลนเอาเวลาไปหมด คงต้องบอกว่า ไม่มีที่ว่างให้ใครหน้าไหนแทรกเข้ามาทั้งสิ้น เพราะนอนกับลูก ลูกคนโตนอนขนาบข้างขวา ลูกคนเล็กนอนขนาบข้างซ้าย คุณแม่นอนตรงกลางค่ะ”

กฤติยาภรณ์คุยให้ฟังถึงอดีตสามีว่า ปัจจุบันได้กลับมาใช้ชีวิตที่โคราช ประเทศไทย เนื่องจากป่วยมาก เป็นโรคไตระยะสุดท้าย เธอบอกว่า จะคิดอะไรมากกับชีวิต ทันทีที่มีผู้แจ้งข่าวนี้ต่อเธอ ก็ตัดใจลืมเรื่องราวในอดีตทันที (จากก่อนหน้านี้ที่แค่ได้ยินชื่อก็ปรี๊ดแล้ว!) เธอขับรถพาลูกทั้งสองคนไปเยี่ยมพ่อ บอกเขาว่ายกโทษ ขอให้เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน ดูแลลูกร่วมกัน

อดีตไม่เคยคิด ไม่เคยมีอิทธิพล เพราะไม่ยอมปล่อยให้เรื่องราวลบๆ มาคุกคามใจ เมื่อย้อนคิดกลับไป ชีวิตจะทุกข์ยากแค่ไหนไม่เคยจมปลักหรือร้องไห้ กฤติยาภรณ์บอกว่าการอยู่กับปัจจุบันทำให้เธออยู่มาได้ การวุ่นอยู่กับปัจจุบันทำให้เธอรอดมาได้ วันนี้มีไว้เดินหน้าวันพรุ่งนี้ คิดเพียงว่าเรามีลมหายใจอยู่ตรงนี้ก็เป็นบุญแล้ว ทำกุศลให้ได้มากที่สุดดีกว่า

อดีตนางแบบปฏิทินแม่โขงคนสุดท้ายไปวัดและทุกปีต้องถือศีลปฏิบัติอย่างน้อย 7-9 วัน เธอให้ความเห็นเกี่ยวกับนางแบบนู้ดหรือการถ่ายเซ็กซี่ในปัจจุบันนี้ว่า แนวคิดหรือคอนเซ็ปต์ต่างกับอดีตเยอะ เมื่อก่อนต้องได้เงินถึงจะยอมเปลื้อง แต่ทุกวันนี้เป็นคนละเรื่อง ไม่ต้องเสียเงินสักแดงก็เห็นขาอ่อนหรือมากกว่าขาอ่อน

“ดิฉันไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้ตำหนิใคร มองว่าเป็นเรื่องของยุคสมัย แต่ไม่ว่ายุคสมัยไหนก็ไม่หนีกฎเกณฑ์ที่ว่า เราต่างก็เป็นผู้แสดง และเป็นผู้ดูด้วยกันทุกคน”

ข่าวอื่นๆ