เทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ จากผู้ชายอ้วน สู่เทรนเนอร์ซุป’ตาร์

  • วันที่ 08 ก.ค. 2561 เวลา 13:53 น.
  • | เปิดอ่าน 1,021
Share on Google+
LINE it!

เทรนเนอร์จัน-อานันท์ อภินันทน์ จากผู้ชายอ้วน สู่เทรนเนอร์ซุป’ตาร์

เรื่อง : มัลลิกา นามสง่า

เด็กหนุ่มคนหนึ่ง ชื่อเล่นว่า “จัน” แต่เพื่อนฝูง แม้กระทั่งคนไม่สนิท เรียกเขาเป็นชื่อเดียวกันว่า “อ้วน”

ในวัย 15 ปี เขาชินกับคำเรียกว่า อ้วน และอยู่กับมันได้อย่างปกติสุขบ้าง และเริ่มมีอาการที่ร่างกายส่งสัญญาณบอกว่า เฮ้ย นี่มันไม่ปกติแล้วนะ

เมื่อรูปร่างต้องแบกน้ำหนักกว่า 130 กิโลกรัม เริ่มเป็นอุปสรรคหลายๆ อย่าง รวมถึงอนาคตที่เขาจินตนาการถึงวัยทำงาน เขาบอกกับตัวเองว่า รูปร่างใหญ่เทอะทะไปอยู่ที่ไหนก็ดูเกะกะ เป็นภาระต่อองค์กรเสียมากกว่า

เขาปฏิวัติตัวเอง ทวงคืนความสุขกลับมา จากเด็กหนุ่มอ้วน 130 กว่ากิโลกรัม ผ่านมา 6 ปี เขากลายเป็นชายหนุ่มที่สามารถใช้รูปร่างทำงานหาเงินได้ จวบจนปัจจุบันเขากลายเป็นเทรนเนอร์ชื่อดัง ดูแลการออกกำลังกาย รูปร่าง สุขภาพ และวางแผนเรื่องโภชนาการ

“จัน-อานันท์ อภินันทน์” หรือ “เทรนเนอร์จัน” เทรนเนอร์คิวทองให้ดาราระดับซูเปอร์สตาร์และเซเลบริตี้ของเมืองไทยหลายคน

อย่างออเจ้า เบลล่า-ราณี แคมเปน ขวัญ-อุษามณี ไวทยานนท์ แหวนแหวน-ปวริศา เพ็ญชาติ เชียร์-ฑิฆัมพร ฤทธิ์ธาอภินันท์ หมอเจี๊ยบ-ลลนา ก้องธรนินทร์ ปุ๊กลุก-ฝนทิพย์ วัชรตระกูล หมาก-ปริญ สุภารัตน์ ไมค์-ภัทรเดช สงวนความดี เกรซ-กาญจน์เกล้า ด้วยเศียรเกล้า น้ำชา-ชีรณัฐ ยูสานนท์ ฯลฯ

หักดิบ น้ำหนักลด 30 กก. ใน 8 เดือน

หลายครั้งที่เราเกิดแรงฮึดขึ้นมาเพื่อที่จะปฏิวัติตัวเอง ไม่ว่าจะได้แรงบันดาลใจมาจากอะไร แต่ผลลัพธ์มันล้มเหลว...แป่ว!!

เมื่อเราได้ผ่านการเรียนรู้ และเกิดลูกฮึดขึ้นอีกครั้ง ก็ได้เรียนรู้ว่า ยังพยายามไม่พอ และไม่สามารถรักษาความต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอได้ และทุกอย่างย่อมมีราคาที่แลกมาด้วยเวลา แต่หากไม่หยุด ผลลัพธ์มันจะสวยงาม...เย้!!

จันในวัย 30 ปี พาย้อนกลับไปในวัยสวมกางเกงนักเรียนขาสั้น เอวกางเกง 46 น้ำหนักตัว 129 กิโลกรัม ซึ่งเจ้าตัวยังไม่รู้สึกว่า รูปร่างที่ใหญ่เกินเพื่อนในวัยเดียวกันเป็นปัญหา เพราะตอนนั้นความสุขโฟกัสไปที่การกิน ซึ่งวันนี้จันได้ข้อคิดมาอย่างว่า “กินอย่างไร ได้อย่างนั้น”

มาดูเมนูของเด็กชายจัน ข้าวไข่เจียวโรยน้ำตาลทราย ยิ่งใส่เยอะยิ่งเจริญอาหาร บางครั้งเจ้าตัวยังนึกขำๆ ว่า นี่มันไข่เจียวหรือโรตี ขอใส่นมข้นเยอะๆ นะบัง

เมนูข้าวขาหมูเอาข้าวลงไปคลุกในน้ำหวานๆ ชามเดียวไม่พอ ต้องขอเบิ้ล ข้าวหมูทอดยังเอาไปคลุกกระเทียมเจียวและโรยด้วยซีอิ๊วหวาน คืออาหารคาวทุกอย่างต้องมีรสหวานจัด

ยังมีขนมหวานล้างปาก ขนมแกงกะทิทั้งหลาย ข้าวเหนียวสังขยา สาคูถั่วดำ ฟักทองเชื่อม ถ้าขนมหวานมีหลายอย่าง สามารถเทรวมไปในชามเดียวกัน กินแบบรวมมิตรเลยทีเดียว 

ช่วงแรกแย้มของวัยรุ่น จันแบกน้ำหนักตัว 100-130 กิโลกรัม จนเริ่มเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อนๆ เริ่มแต่งตัวเท่ เริ่มมีการจีบสาว แต่เขายังสนใจเรื่องการกิน

“ตอนนั้นยังมีความสุขกับการกิน แล้วเรายังเล่นกับเพื่อนได้ปกติ ไม่ได้ซีเรียสอะไร แต่พอสุขภาพเริ่มแย่ มีปวดข้อเข่า ข้อเท้า เหนื่อยง่าย เดินขึ้นบันได 4 ชั้น หอบเหนื่อยเหมือนผ่านการเล่นกีฬาหนักมา เพื่อนๆ เดินขึ้นมาเขานั่งคุยกันเล่นสบาย เรานั่งอยู่หัวใจเต้นแรงเร็วมาก คาบวิชาพลศึกษาเล่นก็เหนื่อยง่าย ตอนนี้ก็บอกคุณพ่อคุณแม่แล้ว รู้สึกตัวเองเหมือนคนป่วย แต่เข้าใจผิดคิดไปเองว่าเป็นหอบ”

โดนเรียกว่า อ้วน ตอนเด็กก็ไม่รู้สึกอะไร แต่พอเริ่มเป็นหนุ่ม เริ่มมีกะจิตกะใจแวบไปมองสาวๆ บ้าง นอกจากเรื่องการกิน เวลาโดนเรียกว่า อ้วน ก็รู้สึกกดดันนิดๆ และเริ่มไม่มีความมั่นใจในรูปร่าง

“ขึ้นมัธยมปลาย เพื่อนมีแฟนกัน เราไม่มีแฟนอยู่คนเดียว ไม่มั่นใจ ไม่กล้าไปคุยกับผู้หญิง ตอนนั้นตัวเตี้ยด้วย 160 เซนติเมตร มีกลิ่นตัว ทุกอย่างดูดร็อปไปหมด”

จันเลือกลดน้ำหนักตัวตามความเข้าใจของตัวเอง ซึ่งเป็นความเชื่อมาอย่างหนึ่งว่า งดอาหารมื้อเย็น ตอนนั้นเขากินแต่น้ำเต้าหู้ในมื้อเย็น ร่วมกับการออกกำลังกาย 8 เดือน น้ำหนักจาก 129 ลดเหลือ 91 กิโลกรัม

น้ำหนักหายไปมากก็จริง แต่สิ่งที่ได้ตามมา คือผิวหนังที่หย่อนยาน ยามอยู่นอกบ้านหน้าชื่นเมื่อถูกทักว่าผอมลง แต่เมื่ออยู่ในบ้านถอดเสื้อผ้าส่องกระจกใจก็หายวาบกับสภาพผิวหนัง

“มารู้ตอนหลังเราทำสิ่งที่ผิด น้ำหนักลดเร็วเกินไป เอวจาก 46 นิ้ว เหลือ 36 นิ้ว ผิวหนังที่เคยยืดมันหดกลับไม่ทัน มันก็ไปกอง อกก็หย่อน ผิวหนังตรงท้องหย่อนลงไปปิดถึงบริเวณขา ตอนนั้นเริ่มรู้สึกว่าสิ่งที่วาดเอาไว้ตอนเราออกกำลังกายไม่ใช่แบบนี้ นึกว่าจะหุ่นดีมีกล้าม แต่กลายเป็นถอดเสื้อผ้าโชว์ใครไม่ได้เลย”

จุดหักเห ได้(หุ่น)เป็นนายแบบ

ไม่เพียงปมถูกเรียกว่า อ้วน ร่างกายที่ส่งสัญญาณบอกสุขภาพแย่แล้ว แต่ทัศนคติที่มีของตัวเอง ทำให้จันพลิกโฉมตัวเองได้สำเร็จ

“ตอนนั้นต้องหักดิบ ความรู้สึกบอกเราแล้วว่าไม่ไหว หนึ่ง กดดันขั้นสุด สอง สุขภาพแย่ สาม เรียนจบจะไปทำงานอะไร แค่ยืนเฉยๆ ยังเหนื่อยเลย เราจะกลายเป็นคนที่สังคมมองไม่โอเค ตอนนั้นจันรู้สึกจะไปเกะกะ ไปอยู่ไหนเขาก็คงรู้สึกอึดอัดกับเรา คิดได้ว่าเราจะปล่อยไปแบบนี้จริงๆ เหรอ ในอนาคตจะมีงานทำไม สิ่งที่เราเป็นอยู่คนจะรังเกียจไหม คนอื่นไม่ได้สร้างความกดดันให้จันเท่าไร พ่อแม่ก็ยังบอกให้กินได้ปกติ แต่จันสร้างความกดดันให้ตัวเอง”

หลังจากที่ออกกำลังกายเองได้ผลลัพธ์ออกมาไม่สมดังใจ จันได้ไปพบแพทย์ “หมอบอกลดเร็วไป ถ้าจะให้ผิวหนังกลับมาปกติ มี 2 วิธี คือ ผ่าตัดแล้วเย็บหนังให้ตึง และอีกวิธี เวตเทรนนิ่ง สร้างกล้ามเนื้อให้ผิวหนังถูกยืดออกมา ซึ่งต้องใช้กล้ามเนื้อมากๆ สำหรับผิวหนังที่หย่อนในตอนนั้น”

จันเลือกวิธีที่ 2 ประหยัดเงิน และไม่เจ็บตัว “ได้รุ่นพี่เป็นนักเพาะกายทีมชาติช่วยสอน ใช้เวลา 3-4 เดือน ก็รู้วิธีในการเล่นเวต 

ช่วง 2 ปีแรกถอดเสื้อไม่ได้เลย จน 3-4 ปีผิวหนังเริ่มกลับมาตึง นอกจากเวตเทรนนิ่ง จันกินอาหารแบบนักเพาะกาย ออกกำลังกาย 2 รอบ/วัน ครั้งละ 2 ชั่วโมง”

มาดูเมนูอาหารของจันในวัยเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย กินข้าวกับไก่ต้มจิ้มซีอิ๊ว กินไข่ขาว เลือกกินอาหารโปรตีนสูงไขมันต่ำ กินไก่วันละ 1 กิโลกรัม อาหารประเภทผัดต้องผัดกับน้ำเท่านั้น อาหารคาวต้องปราศจากรสหวาน และงดของหวานล้างปาก แค่น้ำเปล่าเท่านั้น

“ใช้เวลา 3 ปีกว่า ผิวหนังเริ่มกลับมาตึง ตอนนั้นในเรื่องการกินจันใช้จิตวิทยากับตัวเอง ของเฮลตี้คือของอร่อย ตอนนั้นสิ่งที่ไม่ชอบมากสุด คือ มะเขือเทศ จันมองมะเขือเทศว่าอร่อย กินเข้าไปจะหล่อ ผิวพรรณดี บร็อกโคลี่เหม็นเขียวมากแล้วก็แข็ง แต่มันมีประโยชน์ มันดีมาก ต้องกิน

นึกถึงเมื่อตอนเป็นเด็กไปบ้านญาติ ทำอาหารมา 15 อย่าง มีผักหมด จันกินไข่เจียวได้อย่างเดียว แต่พอโตจันหลอกตัวเองสำเร็จ ผักที่เราเกลียดคือสิ่งที่ทำให้เราดูดี ให้เราหล่อมีประโยชน์ จนตอนนี้ไม่ต้องหลอกตัวเองแล้ว ของเฮลตี้นี่ชอบมาก”

กว่าจะหุ่นดีมีกล้ามสมใจ ระหว่างทางก็ท้อแล้วท้ออีก “ช่วงปีที่ 2 เริ่มท้อ เพราะเห็นเพื่อนที่เล่นแค่ปีเดียวหุ่นดีมีกล้าม แต่เราตอนนั้นผิวหนังยังย้วย จุดนั้นท้อมาก คุยกับทุกคนที่เป็นผู้ประสบความสำเร็จในการสร้างกล้ามเนื้อ ทุกคนให้กำลังใจ เราทำในทิศทางที่ถูกต้องแล้ว กล้ามเนื้อต้องใช้เวลาในการสร้าง กล้ามเนื้อไปผลักผิวหนังให้ยืดแล้วค่อยๆ กระชับ

ตอนนั้นน้ำหนัก 90 กิโลกรัม ก็เริ่มคิดว่าเราทำในทางที่ถูกแล้ว แค่พยายามทำต่อไป มันคงไม่แย่ลง แล้วเริ่มมองความสวยงามระหว่างทาง เรามีวินัยมากขึ้น ตื่นตี 5 ไปคาร์ดิโอ ได้กินข้าวเช้า ไปเรียน พัก ตอนเย็นมายิม

ตอนส่องกระจกน้ำหนักลดลงมา เริ่มหลงรักตัวเอง รักที่อยากจะหล่อ ส่องกระจกแล้วนึกถึงตัวเองตอนนั้น ตอนนี้เรามีความมั่นใจมั่นหน้าตัวเองขึ้น (หัวเราะ)”

พอหุ่นดีมีกล้ามจันก็เข้าสู่เส้นทางนายแบบ หลังจากกล้าถอดเสื้อโชว์รูปร่างลงโซเชียล จนได้รับการติดต่อจากโมเดลลิ่ง ในช่วงแรกจันรู้สึกภูมิใจกับรูปร่างและรายได้มาก แต่ในที่สุดก็ถึงทางตัน เมื่อจันในวัย 23 ปี ตั้งคำถามกับตัวเองว่า อยากเป็นอะไร

“ตอนนั้นทุกงานต้องบอกว่าถอดเสื้อโชว์บอดี้ แต่ผลสรุปเราไม่แฮปปี้ที่จะรักษาบอดี้แฟตได้ตลอดเวลา เราไม่สามารถรักษาเปอร์เซ็นต์ไขมันให้อยู่ตัวเลข 8 ได้ตลอด ต้องเห็นซิกซ์แพ็กชัด หุ่นดีกินสารอาหารไม่ครบเพื่อรักษาบอดี้แฟตน้อยๆ รู้สึกไม่ธรรมชาติ รู้สึกไม่สดชื่น ไม่มีความสุข วันๆ หนึ่งกินแต่ไข่ต้ม เลยหาหนทางว่าถ้าไม่ทำงานนี้เราจะมาสายไหน”

เทรนเนอร์ออกกำลังกาย เป็นคำตอบสุดท้ายที่เขาเลือกให้กับตัวเองเมื่อ 7 ปีก่อน ถึงวันนี้มันพิสูจน์แล้วว่า เขาเลือกไม่ผิด มิเช่นนั้นคงไม่สามารถทำได้ต่อเนื่องและมีความสุขในทุกๆ วัน

ให้คุณค่าแก่ตัวเอง และส่งต่อให้ผู้คน

จันเริ่มต้นจากตัวเอง เอารูปร่างตัวเองเป็นโปรดักต์ แล้วใช้โซเชียลเป็นช่องทางทำการตลาดประชาสัมพันธ์ ภาพที่ถ่ายไว้สมัยอ้วนมาจนถึงรูปร่างดี เป็นบีฟอร์แอนด์อาฟเตอร์ที่ผู้คนให้ความสนใจมาก เขากลายเป็นบุคคลต้นแบบที่หลายคนอยากทรานส์ฟอร์เมอร์รูปร่างให้ได้อย่างเขา

“พ่อกับแม่ไม่เห็นด้วยด้วยซ้ำที่จะทำอาชีพนี้ ตอนนั้นจันมีเงินแค่ 2 หมื่นบาท ออกมาเช่าห้องอยู่เอง ตอนนั้นจันไม่ได้คิดเรื่องเงินขนาดนั้น จันคิดในมุมที่ว่า จันอ้วนแล้วมาผอม ลงรูปมีแต่คนมาถามเยอะมากว่าทำไง เราเลยเอาซะหน่อย ลองแนะนำประสบการณ์ของเราไป

ช่วงแรกๆ รับเทรนให้เพื่อนๆ ฟรี และก็ไปเรียนครอสเทรนเนอร์ตามสถาบันต่างๆ เพิ่ม เพื่อให้คนที่มาเรียนมั่นใจในตัวเรา แต่จากประสบการณ์ของจัน สิ่งที่ทำให้คนมาให้เราเทรน คือ จันใช้ประสบการณ์สิ่งที่เราได้มาสอนเขา รวมถึงการเซอร์วิส การใช้จิตวิทยาให้เขาทำตามเรา ความเฟรนด์ลี่ การเอนเตอร์เทน

ดาราที่มาเทรนกับจันหลายคนบอกจันสอนแล้วรู้สึกว่าอยากทำตาม อยากเชื่อ จันมีความเข้าใจในแต่ละคน ไม่ได้ยึดตามทฤษฎี แต่แก้ปัญหาเฉพาะบุคคล รู้ถึงลักษณะนิสัย

อย่างเกรซเล่นกับจัน เขาโอเค ไม่รู้สึกว่าจันเป็นผู้ชายมาจับตัว เขารู้สึกเหมือนเพื่อน น้ำชาก็บอกเล่นกับจันไม่น่าเบื่อ เหมือนมาเจอเพื่อนได้ทั้งกล้ามเนื้อและคุยเพลิน เวลาเทรนก็คนละ 1 ชั่วโมงครึ่งถึง 2 ชั่วโมง”

นอกจากเทรนส่วนตัว ซึ่งค่าตัวต่อชั่วโมงหลายพันบาทแล้ว จันยังมีเวิร์กช็อปตามแบรนด์สินค้าต่างๆ ว่าจ้างอีก และยังจัดรายการวิทยุ เขียนเทคนิคและลงคลิปแนะนำท่าออกกำลังกาย เป็นวิทยาทานให้กับคนอื่นๆ ผ่านทางเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรม @forcejun

“เราอยากให้เขาทำได้ มันไม่ได้ยากเกินความสามารถของแต่ละคน จันก็จะแนะนำทริกต่างๆ อย่างสอนการกิน เช่น กินบุฟเฟ่ต์ 2 ชั่วโมง แต่ลิ้นเรารับรสชาติความอร่อยได้ 30 นาทีแรก หรือการกินโดนัทจะอร่อยใน 2 ชิ้นแรก แล้วเราจะกินชิ้นที่ 3 ที่ 4 ทำไม

เอาจริงๆ แล้ว จันไม่เคยคิดว่าการดูแลตัวเองจะส่งผลให้ตัวเองประสบความสำเร็จได้ขนาดนี้ เป็นเด็กอ้วนคนหนึ่งจะมาเป็นเทรนเนอร์จันในวันนี้ จะมีชื่อเสียง

สิ่งที่จันภูมิใจ คือ จันไม่ได้แค่ดูแลตัวเองได้สำเร็จ แต่จันดูแลคนอื่นได้ด้วย จากเคยคิดว่าเราจะมีประโยชน์กับใคร ตอนนี้สิ่งที่เราทำเราเขียนมันมีประโยชน์ต่อคนอ่าน

เราเปลี่ยนแปลงตัวเอง รักตัวเอง ทำให้ตัวเองมีคุณค่า ตอนนี้จันมีสุขภาพดีสามารถทำประโยชน์ให้กับสังคมได้อีกเยอะ ให้ความรู้สึกที่ต่างจากตอนอ้วนที่แม้แต่ทำอะไรให้ตัวเองเล็กๆ น้อยๆ ยังเหนื่อยเลย

จันจึงมีความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ ทุกอย่างไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จันเองก็ใช้เวลานานมากๆ”

กว่าจะมาเป็นเทรนเนอร์จัน เทรนเนอร์ซุป’ตาร์ เทรนเนอร์คิวทอง เขาก็เคยท้อ เคยกดดัน ดูถูกศักยภาพของตัวเองมาก่อน แต่เมื่อเขาได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติ และลุกขึ้นมาลงมือปฏิบัติ ปฏิบัติๆๆๆๆ อย่างไม่หยุด แม้จะท้อก็ไม่หยุด ตั้งเป้าหมายระยะสั้นๆ ไปเรื่อยๆ แม้กระทั่งตอนนี้เขาก็ยังมีเป้าหมายใหม่ที่ต้องไปให้ถึง แต่ตอนนี้มีความมั่นใจแล้วว่า มันจะสัมฤทธิผลถ้ามีความมุ่งมั่น และดอกผลที่รออยู่ปลายทางงดงามเลอค่าเสมอ

Share on Google+
LINE it!