ข้อดี-ข้อเสียของสารให้ความหวานสำหรับคนอยากลดน้ำตาล

  • วันที่ 21 ก.ค. 2562 เวลา 12:50 น.

ข้อดี-ข้อเสียของสารให้ความหวานสำหรับคนอยากลดน้ำตาล

รู้ว่าติดหวานมากมันไม่ดี แต่กินของหวานทั้งทีก็ต้องมีรสชาติที่สุนทรีย์บ้าง แล้วถ้าอยาก "ลดน้ำตาล" จะเลือกสารให้ความหวานแบบไหนปลอดภัยกว่า

กลุ่มคนที่จำเป็นต้องใช้สารให้ความหวานแทนน้ำตาล เช่น กลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิต ที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้สมดุล ปัจจุบันมีสารให้ความหวานที่ปลอดภัยใช้กันอย่างแพร่หลาย ทั้งยังเป็นทางเลือกของผู้รักสุขภาพและควบคุมน้ำหนัก ส่วนจะมีแบบไหนที่นิยมใช้กันบ้าง มาดูกัน

แอสปาร์แตม (Aspartame) 

คือสารให้ความหวานหรือน้ำตาลเทียมที่ทำจากสารเคมีเป็นส่วนใหญ่ ให้ความหวานกว่าน้ำตาลธรรมชาติ "200 เท่า" มีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำตาลทราย แต่จะทิ้งรสขมเล็กน้อยหลังจากกิน ไม่ก่อให้เกิดภาวะฟันผุ และไม่กระตุ้นน้ำตาลในเลือด จึงเป็นที่นิยมอย่างมากในเครื่องดื่ม น้ำอัดลม และคนไข้โรคเบาหวาน แอสปาร์แตมไม่มีพลังงานจึงไม่มีผลทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้น

ส่วนข้อเสียของแอสปาร์แตม คือโครงสร้างของแอสปาร์แตมจะเปลี่ยนไปเมื่อโดนความร้อนสูง จึงไม่ควรใช้ปรุงอาหารที่ตั้งไฟร้อนๆ และไม่ควรเก็บไว้นาน นอกจากนี้ กากบริโภคในปริมาณมากอาจเกิดสารเคมีตกค้าง ก่อให้เกิดโรคมะเร็ง เพราะแอสปาร์แตมประกอบด้วยสารเคมี 3 ชนิด คือ กรดแอสปาร์ติก ฟีนิลอะลานีน และเมธานอล ถ้าร่างกายได้รับสารเคมีพวกนี้เป็นจำนวนมาก จะไม่สามารถกำจัดออกจากร่างกายได้หมด จนอาจเข้าไปทำลายเนื้อเยื่อ และทำให้ DNA ในร่างกายได้รับความเสียหาย กระทั่งอาจพัฒนากลายเป็นความผิดปกติของเซลล์รวมทั้งเป็นโรคมะเร็งในที่สุด

ซูคราโลส (Sucralose)

เป็นสารให้ความหวานที่ไม่ให้พลังงาน โดย 1 ส่วนของซูคราโลสให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายขาวประมาณ "600 เท่า" ดังนั้น ถ้าชงกาแฟ 1 ถ้วยถ้าใช้น้ำตาลทรายขาว 2 ช้อนชา ก็จะให้ความหวานเท่ากับซูคราโลส 0.00333 ช้อนชา (หรือน้ำตาลทรายขาวเพียง 5 เม็ดเท่านั้น)

ข้อดีคือซูคราโลสให้ความหวานแต่ไม่ให้พลังงาน ซึ่งถูกสร้างจากการใช้น้ำตาลซูโครสเป็นสารตั้งต้น แล้วแทนที่กลุ่มไฮดรอกซิล 3 ตำแหน่งด้วยอะตอมสารคลอไรด์ ทำให้มีสูตรโครงสร้างคล้ายกับน้ำตาล แต่ร่างกายไม่สามารถย่อยได้ แต่ยังคงให้รสชาติหวานและไม่มีรสขมติดลิ้นใกล้เคียงน้ำตาล ซึ่งองค์การอนามัยโลก รวมทั้งองค์การอาหารและเกษตรกรรมแห่งสหประชาชาติรับรองความปลอดภัย นิยมใช้กับขนม ชา กาแฟที่โฆษณาว่าดื่มเพื่อลดน้ำหนัก ใช้ปรุงอาหารและขนมทุกชนิดที่ต้องใช้ความร้อนสูงได้ ไม่มีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดหรือระดับอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานใช้ได้ตามปกติเช่นเดียวกับสารให้ความหวานอื่นๆ ไม่ทำให้ฟันผุ และเก็บรักษาเช่นเดียวกับน้ำตาล

ข้อเสียคือ การผลิตซูคราโลสทำโดยการเพิ่มคลอรีนเข้าไปในโมเลกุลน้ำตาล ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้กระเพาะของเราไวต่อสิ่งกระตุ้นมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะในบางคน

 

หญ้าหวาน (Stevia)

เป็นสารแทนความหวานที่ดีที่สุดและเป็นธรรมชาติที่สุด ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาล "250-300 เท่า" แต่ไม่ถูกย่อยให้เกิดพลังงานจึงทำให้มีพลังงานน้อยมาก หญ้าหวานจะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อยและรสหวานจะจางหายไปช้ากว่าน้ำตาลทราย

ข้อดีคือทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส โดยไม่สลายตัว จึงใช้ใส่ในเครื่องดื่ม หรือใช้ปรุงอาหารที่ต้องผ่านความร้อนได้ดี ซึ่งคนญี่ปุ่นและเกาหลีใช้กันมานานทั้งในการหมักเนื้อ หมักปลา หมักผักดอง เครื่องดื่ม รวมไปถึงยาสีฟัน 

ข้อเสียคือมีบางงานวิจัยกล่าวว่าการบริโภคหญ้าหวานในปริมาณมากจะทำให้จำนวนสเปิร์มลดลง และอาจทำให้เป็นมะเร็งได้ จนมีอยู่ช่วงหนึ่งที่องค์การอาหารและยาแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) สั่งห้ามใช้เป็นสารปรุงแต่งในอาหาร ต่อมาได้มีการทดลองค้นคว้าถึงข้อเสียและพิษของหญ้าหวานซ้ำหลายครั้ง ผลที่ได้พบว่าไม่มีพิษ หรืออาจมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น องค์การอนามัยโลกจึงประกาศว่าการใช้พืชชนิดนี้ไม่ได้เป็นอันตรายแต่อย่างใด

กระทั่งในปี ค.ศ. 2009 ประเทศสหรัฐ ได้ประกาศและให้การยอมรับว่าหญ้าหวานเป็นพืชที่ปลอดภัย ส่วนในประเทศไทยเองก็มีทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ศึกษาถึงผลเสียและอันตรายของหญ้าหวาน ซึ่งได้ให้ข้อสรุปว่ามีความปลอดภัย สามารถใช้บริโภคเพื่อทดแทนความหวานของน้ำตาลได้ 

แต่ทั้งนี้ การเลือกบริโภคอาหารหรือเครื่องดื่มที่ใช้น้ำตาลเทียมนั้น เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยในการลดปริมาณการบริโภคน้ำตาลลงได้ โดยน้ำตาลเทียมแต่ละชนิดมีคุณสมบัติและข้อจำกัดที่แตกต่างกันไป ซูคราโรสถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก หรือเป็นโรคเบาหวาน แต่อย่างไรก็ตามเราควรใช้ตามความจำเป็น ควรทานอาหารที่มีประโยชน์และออกกำลังกาย เพื่อสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง

 

 

ข่าวอื่นๆ