นวัตกรรม การรักษามะเร็ง (1)

วันที่ 29 ต.ค. 2560 เวลา 11:45 น.
นวัตกรรม การรักษามะเร็ง (1)
โดย...ศ.พญ.ณัฏฐิยา หิรัญกาญจน์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านภูมิคุ้มกันบำบัดมะเร็ง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โรคมะเร็งเป็นโรคที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงวิถีความเป็นอยู่และสภาพแวดล้อมที่มีสารก่อมะเร็งมากขึ้น

แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญก็มาจากการที่สาธารณสุขดีขึ้น ทำให้คนมีอายุยืนยาวขึ้นนั่นเอง ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะมีอัตราเสี่ยงที่จะเกิดการ

กลายพันธุ์ของยีนในอวัยวะใดอวัยวะหนึ่ง และเกิดเป็นมะเร็งได้มากขึ้นด้วย ดังนั้นจะกล่าวว่าโรคมะเร็งเป็นปัญหาของสังคมสูงอายุก็ได้

สถาบันมะเร็งของสหรัฐอเมริกา (National Cancer Institute) ได้ประเมินไว้ว่าบุคคลหนึ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งในช่วงชีวิต (Lifetime Risk) สูงถึง 40% เวลาใครได้ยินคำว่าเนื้อร้ายหรือโรคมะเร็งก็จะเกิดความตระหนกมาก เนื่องจากเราทราบดีว่าโรคมะเร็งนั้นรักษายาก ขั้นตอนการรักษามีผลข้างเคียงสูง

และที่สำคัญคือ มะเร็งมักรักษาไม่หายขาด มะเร็งมักจะเปลี่ยนแปลงไปเหมือนเชื้อโรคที่มีวิวัฒนาการเพื่อต่อสู้กับยา ทำให้โรคมะเร็งกลับมาเป็นซ้ำอีก และแพร่กระจายไปยังอวัยวะสำคัญ เช่น ปอด ตับ สมอง ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุด

ดังนั้น คงไม่น่าแปลกใจว่าโรคมะเร็งเป็นโรคที่เป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 ทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศที่พัฒนาแล้ว ในประเทศไทยมะเร็งเป็นสาเหตุการตายอันดับ 1 เช่นกัน โดยมีผู้ป่วยเสียชีวิตกว่า 7 หมื่นคน/ปี และตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับวิธีการรักษามะเร็งหลักๆ คือการผ่าตัดเอาเนื้อร้ายออกร่วมกับการให้ยาเคมีบำบัดหรือการฉายแสงซึ่งยังเป็นวิธีมาตรฐานที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่พบก้อนเนื้อตั้งแต่ระยะแรกๆ จะทำให้สามารถรักษาโรคมะเร็งให้หายขาดได้

อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองที่มีในปัจจุบันไม่สามารถตรวจพบมะเร็งส่วนใหญ่ในระยะเริ่มต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก ทำให้มีผู้ป่วยโรคมะเร็งในระยะที่มีการแพร่กระจายไปแล้วจำนวนมากที่ยังต้องต่อสู้กับโรคร้ายนี้ ทำให้เรายังต้องการการวิจัยเพื่อค้นหาการรักษาใหม่ๆ ที่มีประสิทธิภาพสูง ผลข้างเคียงต่ำ

การรักษามะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นแนวคิดที่มีมานานแล้ว โดยเชื่อว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายสามารถช่วยกำจัดเซลล์มะเร็งได้ เช่นเดียวกับการกำจัดเชื้อโรคนั่นเอง

ทุกคนคงจะสงสัยอยู่ในใจว่า ถ้าเรามีภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งได้แล้ว ทำไมร่างกายไม่กำจัดเซลล์มะเร็งออกไปล่ะ คำตอบที่สำคัญอยู่ที่ว่าเซลล์มะเร็งนั้นเกิดมาจากเซลล์ปกติของเรานั่นเอง แต่เป็นเซลล์ปกติที่เสียการควบคุมด้านการแบ่งตัว ทำให้มีการแบ่งตัวเพิ่มจำนวนมากกว่าปกติ เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของเราถูกพัฒนามาให้ไม่

ต่อต้านเซลล์ของร่างกายเราเอง เพื่อไม่ให้เกิดโรคภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเอง

ดังนั้น ระบบภูมิคุ้มกันของเราจึงมักไม่ค่อยจะทำร้ายเซลล์มะเร็งด้วยนั่นเอง แต่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าเซลล์มะเร็งที่มีการกลายพันธ์ุ หรือมะเร็งบางชนิดมีชิ้นส่วนของไวรัสอยู่ด้วย ทำให้เซลล์มะเร็งมีลักษณะบางอย่างที่ต่างออกไปจากเซลล์ปกติ ทำให้ความแตกต่างนั้นเป็นเป้าหมายสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกันได้ และได้พยายามกระตุ้นภูมิคุ้มกันต่อความแตกต่างเหล่านั้น โดยหวังว่าจะทำให้ร่างกายสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งออกไปได้ด้วยภูมิคุ้มกันของเราเอง

อย่างไรก็ตาม จะเห็นว่าในอดีตการรักษาด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดไม่เคยได้รับการรับรองด้วยองค์การอาหารและยาให้เป็นการรักษาแบบมาตรฐานมาก่อนเลย เนื่องจากให้ผลการรักษาไม่ค่อยดีนัก แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาการรักษาที่จะถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนเข้าสู่ยุคใหม่ของการรักษาโรคมะเร็งด้วยภูมิคุ้มกันบำบัดที่สำคัญอยู่ 2 แนวทาง

แนวทางแรก คือ การใช้ยาที่ชื่อว่า Immune checkpoint inhibitors ยาชนิดนี้พัฒนาขึ้นจากความรู้ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่สำคัญ นั่นคือการค้นพบว่าเซลล์มะเร็งจะมีกลไกที่จะยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันไม่ให้ทำลายตัวมัน โดยการเพิ่มการแสดงออกของโมเลกุลที่จะไปยับยั้งการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดทีเซลล์ (T-cell) ซึ่งเป็นพระเอกสำคัญที่จะช่วยฆ่าเซลล์มะเร็ง

ดังนั้น ไม่ว่าเราจะพยายามกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งมากแค่ไหนก็ตาม ปฏิกิริยานี้จะเป็นเสมือนเบรกห้ามไม่ให้ทีเซลล์ทำงาน แต่เมื่อให้ยา Immune checkpoint inhibitors เข้าไปจะไปทำให้เบรกนี้หลุดออกจากกัน และทำให้ภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งกลับมาทำงานได้อีกครั้ง

การวิจัยทางคลินิกพบว่า ยา Immune checkpoint inhibitors ร่วมกับยามาตรฐานอื่นๆ ได้ผลดีมากต่อโรคมะเร็งหลายชนิด การให้ยาในระยะเวลาไม่กี่เดือนสามารถทำให้ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้ายมีอัตรารอดชีวิตสูงขึ้นชัดเจน และในผู้ป่วยบางส่วนสามารถกำจัดมะเร็งได้ด้วยระบบภูมิคุ้มกันของตนเองออกไปได้เองอย่างมหัศจรรย์

ปัจจุบันองค์การอาหารและยาของสหรัฐได้อนุมัติให้ใช้รักษาโรคมะเร็ง 8 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งผิวหนังเมลาโนมา มะเร็งไต มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งของศีรษะและคอ มะเร็งต่อมน้ำเหลืองฮอดจ์กิน มะเร็งตับ และมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยประมาณ 30% จะเห็นได้ว่าในผู้ป่วยที่ยาชนิดนี้ได้ผล แปลว่าผู้ป่วยมีการสร้างภูมิคุ้มกันต่อมะเร็งในร่างกายอยู่แล้ว เมื่อเอาเบรกออก ระบบภูมิคุ้มกันจึงทำงานและกำจัดมะเร็งออกไปได้เอง การรักษานี้มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการให้เคมีบำบัด แต่อาจเกิดผลข้างเคียงในผู้ป่วยบางรายจากการเกิดภูมิต้านเนื้อเยื่อตนเองได้

แต่ข้อจำกัดสำคัญอีกประการคือยามีราคาสูงมาก ในสหรัฐ

ค่าใช้จ่ายต่อคนอยู่ที่ 1.5 แสนดอลลาร์สหรัฐ หรือ 5 ล้านบาท ในไทยมีราคาสูงขึ้นอีกจากราคาการนำเข้า

ส่วนอีกแนวทางหนึ่งคือการสร้างภูมิคุ้มกันเฉพาะต่อเซลล์มะเร็ง จะติดตามได้ในบทความตอนต่อไป