หญิงงามปลอมเป็นชาย เป็นไปได้เพราะอะไร

วันที่ 09 ม.ค. 2560 เวลา 08:00 น.
หญิงงามปลอมเป็นชาย เป็นไปได้เพราะอะไร
โดย...นิธิพันธ์ วิประวิทย์

ตำนานชื่อดัง “ม่านประเพณี” เกิดในช่วงยุคราชวงศ์จิ้น ว่าด้วยสาวน้อยจู้อิงไถ ลูกสาวคหบดีใหญ่ เพราะชอบเล่าเรียนจึงปลอมตัวเป็นหนุ่มน้อยไปร่ำเรียนตำรา แล้วได้พบรักกับเพื่อนรุ่นพี่เหลียงซานป๋อ โดยที่เหลียงซานป๋อไม่รู้เลยว่าจู้อิงไถแท้จริงเป็นสาวงาม

เมื่อทั้งคู่เรียนจบเหลียงซานป๋อก็ยังไม่รู้ความจริง จนเมื่อเขาไปเยี่ยมจู้อิงไถที่บ้าน จึงได้รู้ว่าจู้อิงไถแท้จริงเป็นหญิง แต่จู้อิงไถถูกพ่อจับคลุมถุงชนเสียแล้ว เหลียงซานป๋อช้ำใจตาย และจู้อิงไถเลือกที่จะตายตามเหลียงซานป๋อไป

ยุคราชวงศ์เว่ย (สามก๊กตอนปลาย) ครั้งหนึ่งฮ่องเต้เว่ยหมิงตี้ (โจยอย) รู้สึกอิจฉาแกมสงสัยในความหล่อของขุนนางเหอเอี้ยน ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ทำให้เหอเอี้ยนหล่อเหลาน่าอิจฉามากที่สุดคือผิวพรรณขาวเนียน กลางฤดูร้อนหนึ่ง เว่ยหมิงตี้จึงเชิญเหอเอี้ยนมางานเลี้ยง แล้วเสิร์ฟอาหารประเภทผัดเผ็ดต้มแซ่บ หวังจะพิสูจน์ให้รู้ว่าที่เหอเอี้ยนขาวเนียน เป็นความขาวจากแป้งพัฟฟ์หรือไม่

เหอเอี้ยนได้ทานต้มแซ่บผัดเผ็ดท่ามกลางอากาศร้อนย่อมเหงื่อแตกพลั่ก เหอเอี้ยนจึงปลดเสื้อออกข้างหนึ่งหวังคลายร้อน เว่ยหมิงตี้รีบจ้องจับผิดว่าความขาวของเหอเอี้ยนเป็นประเภทหน้าขาวกว่าคอหรือไม่ แต่ก็พบว่าเหอเอี้ยนขาวเนียนเสมอกันทั้งหน้า ตัว และคอ

เว่ยหมิงตี้ยังสงสัยต่อว่าเหอเอี้ยนอาจลงรองพื้นทั่วตัวแบบพริตตี้มืออาชีพ จึงรีบยื่นผ้าเช็ดหน้าสีแดงให้เหอเอี้ยน หวังว่าจะเห็นแป้งหลุดออกมาติดผ้าบ้าง ที่ไหนได้ ยิ่งเช็ดหน้าเหอเอี้ยนก็ยิ่งขาวใสเนียนผ่อง แถมผ้าเช็ดหน้าสีแดงยังสีตกใส่หน้า กลายเป็นขาวอมชมพูซะงั้น เว่ยหมิงตี้จึงต้องจำยอมในความงามของเหอเอี้ยน

ยุคราชวงศ์เหนือใต้ กำเนิดนิทานเรื่องฮวามู่หลาน ฮวามู่หลานเมื่อถึงยามศึกสงคราม พ่อของฮวามู่หลานต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นทหาร ฮวามู่หลานรู้ตัวว่าพ่อของตนอายุมากแล้ว หากต้องไปลำบากในสนามรบไม่สามารถรอดกลับมาได้แน่ จึงปลอมตัวเป็นชายไปออกรบแทน ฮวามู่หลานไปออกรบถึง 12 ปี มีความดีความชอบเรื่องการรบ แต่เมื่อเสร็จศึกเธอไม่ขอรับบำเหน็จความชอบใดๆ ขอเพียงกลับคืนมาอยู่บ้านดังเดิม

ยุคราชวงศ์จิ้นตะวันตก มีขุนนางหนุ่มชื่อพานอัน เมื่อมีใครจัดอันดับความงามของบุรุษในประวัติศาสตร์ พานอันจะต้องเป็นหนึ่งในนั้นเสมอ เมื่อพานอันยังหนุ่มยังแน่น แต่ละครั้งที่เขาเดินทางออกจากบ้าน จะมีสาวๆ คอยมามุงดู พลางกรี๊ดกร๊าดตะโกน “โอปป้าๆ” แล้วรวมตัวจูงมือล้อมกันเป็นกำแพงแฟนคลับล้อมหน้าล้อมหลังไม่ให้พานอันผ่านไป ส่วนรุ่นป้าตะลุยวงล้อมกำแพงเข้าไปไม่ไหว ได้แต่พยายามยื่นผลไม้ให้พานอันได้ลิ้มลอง รายที่ยื่นผลไม้ให้กับมือไม่ได้ ก็ใช้วิธีโยนผลไม้เข้าไปในรถม้าของพานอัน จำนวนแฟนคลับมากมายล้นหลาม ถึงขนาดรถม้าขาออกจากบ้านว่างเปล่า กว่าจะตะลุยฝ่าดงสาวๆ ป้าๆ ทั้งหลายออกมาได้ก็กลายเป็นรถที่เต็มไปด้วยผลไม้ซะแล้ว

จากบันทึกตัวอักษรในเอกสารประวัติศาสตร์ชื่นชมพานอันว่าใบหน้าขาวนวลเนียน ตาดำสีเข้มดุจท้องฟ้ายามค่ำคืน ตาขาวเป็นประกายดุจดวงดาว รอยยิ้มเป็นที่ต้องใจจนน้ำหมากหกไม่รู้ตัวเรื่องราวทั้งสี่เกิดขึ้นในช่วงยุคราชวงศ์เว่ย จิ้น และยุคราชวงศ์เหนือใต้ ความพิเศษร่วมกันอย่างหนึ่งของทั้งสามยุคคือ ชายทั้งหลายมีค่านิยมความงามสุดฤทธิ์ นิยมประทินผิวด้วยแป้งและเครื่องหอม แต่งเติมทาปากแดง คอยหลบแดดดูแลความขาวตลอดเวลา

ว่ากันว่าความขาวของหนุ่มรูปงามที่ขึ้นชื่อลือชา คือขาวจนแยกไม่ออกระหว่างนิ้วมือกับด้ามพัดหยกที่ถืออยู่ ซึ่งก็คือนิ้วต้องเรียวสวยและขาวเปล่งประกายประดุจด้ามพัดหยก

ความงามของบุรุษและสตรีของจีนในยุคนั้นคล้ายคลึงกันมาก และค่านิยมรักษาความงามในชายก็เฟื่องฟูมากกว่า ถึงขนาดว่าในหนังสือเล่าเรื่องราวพื้นบ้านยุคนั้น เล่าเรื่องชื่นชมความงามของชายมากกว่าหญิงด้วยซ้ำไป

คำบรรยายความงามของชายก็ใช้คำบรรยายซ้อนทับกันกับคำบรรยายความงามของหญิง (ในความคิดของคนยุคปัจจุบัน) เช่น ขาวเหมือนหยก ขาวอมชมพู บอบบาง สะโอดสะอง

ความงามในร่างกายชาวจีนยุคนั้นจึงเป็นความงามเดียวกัน ไม่แยกหญิงชาย

พูดอีกอย่างก็คือ ชายหรือหญิงเป็นเพียงวัตถุที่รองรับความงามเดียวกัน ไม่ได้แยกว่าความงามแบบนั้นจึงเป็นความงามแบบชาย ความงามแบบนี้จึงเป็นความงามแบบหญิง

และอันที่จริง ไม่ใช่แต่ยุคสมัยเว่ย จิ้น และราชวงศ์เหนือใต้เท่านั้น ค่านิยมชายงามของจีนไม่เคยฉีกห่างจากค่านิยมหญิงงามของจีนสักเท่าไหร่ อย่างน้อยก็ไม่เคยฉีกห่างจากกันเท่ากับยุคใกล้นี้

เครื่องแต่งกายประเภทกางเกงหรือกระโปรง เสื้อคลุม ชายหรือหญิงก็มีใส่คล้ายๆ กัน แม้จะมีแยกชายหญิง แต่ก็เป็นในรายละเอียด การไว้ผมก็เป็นผมยาวเหมือนกัน จะต่างกันก็เฉพาะรูปแบบในการมัดมวยเท่านั้นในงานศิลปะหากนำเอาหนวดเคราบนใบหน้าชายออกเท่านั้น ใบหน้า จมูก ตา คิ้ว ก็แทบจะเทียบเท่าใบหน้าหญิงในบัดดล

ภาพวาดอีโรติกของจีนโบราณ ซึ่งแสดงให้เห็นชายหญิงอยู่ในสภาพเปลือยเปล่า ก็ใช้เส้นสายพรรณนาเรือนร่างเป็นเส้นสายดูอ่อนไหวนุ่มนวลคล้ายกัน จะแยกชายหญิงออกได้ก็ต้องดูจากหนวดเคราและอวัยวะในจุดซ่อนเร้นเมื่อคติความงามแบบฝรั่งเข้ามามีอิทธิพล กล้ามอกและซิกซ์แพ็กแบบรูปสลักเดวิดของศิลปินมิเกลลันเจโล จึงถูกกำหนดให้เป็นสิ่งคู่ควรร่างกายบุรุษ ความอวบอัดนุ่มนวลแบบวีนัสจึงเป็นสิ่งคู่ควรสตรี

โลกตะวันออกเช่นจีนจึงค่อยมีคติความงามชาย “ต่าง” และ “ห่าง” จากหญิงมากกว่าเดิม

(และเมื่อยุคใกล้ตัวเรานี้เอง ความงามแบบมีซิกซ์แพ็ก กล้ามอก กล้ามสะโพก ถึงเริ่มกระจายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของความงามของผู้หญิงอินเทรนด์)

วิถีแห่งความงามระหว่างหญิงชายนอกจากแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ในอดีตยังเคยหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว

พล็อตนิยายหญิงปลอมเป็นชาย จึงไม่สามารถพิจารณาความสมจริงเรื่องการแยกแยะชายหญิงด้วยมาตรฐานยุคนี้ไปเสียทั้งหมด

จู้อิงไถและฮวามู่หลาน ปลอมตัวเป็นชายสำเร็จ ไม่ใช่เป็นเพราะพวกเธอมีเทสโทสเทอโรนสูง แต่เป็นเพราะชายในยุคนั้นมีแฟชั่นสไตล์หนึ่งที่ชอบประทินผิว ปากแดง อ้อนแอ้น ไม่ต่างจากหญิง จนเปิดช่องทางให้พวกเธอปลอมตัวได้ต่างหาก