ชีวิตใหม่ หลังสิ้นเสียง ปืน

วันที่ 25 ก.ย. 2559 เวลา 10:15 น.
ชีวิตใหม่ หลังสิ้นเสียง ปืน
โดย...นกขุนทอง ภาพ : ทวีชัย ธวัชปกรณ์

2 แม่ลูก สิริณัฏฐ์ จตุรพรชัย และ ทอฟฟี่-ชญาน์พิมพิ์ พรจตุพรชัย ที่วันนี้ ในปี 2559 มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ ทว่าพวกเธอไม่เคยลืมเสียงร้องไห้ที่ดังระงม ราวกับโลกทั้งใบถล่มทลายลงตรงเบื้องหน้า ในปี 2552 และมันยังส่งแรงสั่นสะเทือนอยู่ภายในจิตใจอยู่บ้าง หลังจากสิ้นเสียงกระสุนปืน...

ปัง ปัง ปัง เสียงดังราวกับวัตถุขนาดใหญ่กระแทกกับอะไรสักอย่าง “ระเบิด” ตอนนั้นในหัวสมองของเธอสั่งการให้เข้าใจไปอย่างนั้น พร้อมทั้งมองหาที่มาของเสียงดังอันน่าสะพรึงกลัวนั้น แต่เธอเข้าใจผิด เพราะเสียงนั้นเป็นเสียงที่ส่งมาจากปลายกระบอกปืน และลูกกระสุนก็พุ่งตรงมายังขมับของเธอ พร้อมเลือดแดงฉานที่พุ่งออกมาจากขมับของเธอ ก่อนที่ร่างกายจะทรุดฮวบลงกองกับพื้น ต่อหน้าศาลพระพรหมที่เธอมาสักการะทุกเช้า

เช้าวันรุ่งขึ้นเรื่องราวของเธอกลายเป็นข่าวใหญ่ ถึงเหตุสะเทือนขวัญ

 

คนร้ายก่อเหตุอุกอาจกลางวันแสกๆ ซุ่มยิงเจ้าหน้าที่รัฐขณะไหว้พระพรหมที่หน้าองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ปทุมธานี ถนนสายปทุมธานี-ลาดหลุมแก้ว ต.บ้านฉาง อ.เมือง จ.ปทุมธานี ได้รับบาดเจ็บสาหัส

สิริณัฏฐ์ จตุรพรชัย คือเจ้าหน้าที่รัฐที่เคราะห์ร้าย ในขณะนั้นเธอดำรงตำแหน่งปลัด อบจ.ปทุมธานี คนในพื้นที่รู้จักกันดีในนาม “ปลัดอั๊ง”

ลั่นไกปลิดชีวิต-เปลี่ยนวิถีชีวิต

“24 ส.ค. 2552 ปีนี้ก็ 7 ปีมาแล้ว ไม่เคยลืม จำได้ทุกอย่าง มันฝังใจ คิดถึงมันน้ำตาก็ไหล แต่ทุกวันนี้เราก็อยู่อย่างมีความสุขแล้วนะคะ แต่มันลืมไม่ลงจริงๆ เพราะชีวิตของเราเปลี่ยนไปหมดเลย” สิริณัฏฐ์ กล่าวในวันที่เกษียณราชการออกมาทำหน้าที่แม่ของลูกๆ อย่างเต็มเวลา

“พอถึงวันที่ 24 ส.ค. ก็จะมีอาการขมขื่นในใจนิดหนึ่ง เพราะทุกวันนี้ก็จับคนร้ายไม่ได้ แต่เราไม่ซีเรียสว่าจับได้ เราแค่ขอให้ครอบครัวเราอยู่ปลอดภัยก็พอแล้ว”

 

ครั้งนั้นสิริณัฏฐ์ถูกยิงเข้าที่ขมับซ้าย กระสุนพุ่งลงต่ำเฉียดดวงตาไปกระทบโหนกแก้มแตกละเอียดแล้วทะลุออกจมูก ถึงวันนี้ยังมีรอยแผลเป็นขนาดเล็กที่ขมับ สุดท้ายตาข้างซ้ายมองเห็นไม่ชัดเจน ยังมีสะเก็ดกระสุนติดในโพรงแก้ม อีกจุดกระสุนปืนทะลุไหล่ซ้ายเฉียดหัวใจ ปัจจุบันแขนข้างซ้ายยังใช้เหล็กดาม และแขนใช้งานได้ไม่เต็มร้อยอย่างคนปกติ

“ฉันตายไม่ได้ ฉันต้องอยู่ ลูกฉันยังทำอะไรไม่เป็นเลย” คือสิ่งที่สิริณัฏฐ์บอกกับตัวเอง หลังจากที่มือปืนหมายมุ่งส่งวิญญาณเธอให้มัจจุราช

สิริณัฏฐ์พาย้อนไปในวันอันเจ็บปวดด้วยน้ำเสียงรื่นเริงดังว่าได้ตื่นจากฝันร้ายนั้นแล้ว “วันนั้นออกจากบ้านปกติ ไม่มีความรู้สึกว่าเราจะไม่ได้กลับบ้านเลย 2 ปี คือทุกวันจันทร์เราจะไปไหว้พระพรหรมที่ อบจ. เป็นรูทีนของเรา ทำมาตลอดหลายปีตั้งแต่บรรจุตำแหน่งที่นั้น และเราก็เป็นคนริเริ่มในการสร้างศาลพระพรหม ระหว่างที่เราถวายบายศรีพระพรหม ได้ยินเสียงเป็นระเบิดตูมๆ แต่เราไม่รู้ว่าลูกปืน เลือดแดงขึ้นมาต่อหน้า แล้วตัวเราทรุดลงไปนั่งพับเพียบกับพื้น หันไปถามลูกน้องว่า อะไรระเบิด ตอนนั้นรู้สึกชาไม่มีอาการเจ็บปวดเลย ซึ่งโชคดีที่ตอนทรุดลงไปไม่หงายหลัง เพราะจังหวะที่ถูกยิงนั้นหันตัวไปรับน้ำมะพร้าว กระสุนนัดแรกจึงพลาดไปโดนศาลพระพรหม กระเด็นไปตึก อบจ. นัดสองเข้าที่ขมับ นัดสามเข้าที่แขนซ้ายทะลุอกเฉียดหัวใจ ระยะเล็งของมือปืนอยู่นอกรั้วห่างกันเพียง 1-2 เมตรเอง ลูกน้องบอกท่านถูกยิง อุ้มไปขึ้นรถส่วนตัวเรา วันนั้นกล้องวงจรปิดเสีย ส่งโรงพยาบาลปทุมธานีเราไม่ได้หมดสติ รู้เรื่องตลอดเวลา ในใจฉันตายไม่ได้ ฉันมีลูกสาวสองคน เรายังไม่สั่งเสียอะไรเขาเลย ฉันต้องอยู่ก่อน ระหว่างนั้นลูกน้องก็โทรไปบอกลูกสาว

 

ตอนอยู่ในรถพยาบาลก็คิดตลอดว่า ใครยิง ทำไมถึงยิงเรา เราสวดมนต์ไหว้พระ เราไม่ได้ชั่วช้า ชีวิตเราต่อไปจะเป็นยังไง จะพิการไหม ก็มีสวดมนต์ในใจแต่ก็คิดพวกนี้ไปด้วย คนทำใจร้ายมากมาทำเราตอนไหว้พระ เราคิดว่าท่านท้าวมหาพรหมจะปล่อยให้เราตายเหรอ ตอนนั้นไม่เจ็บ รู้สึกชา รู้ตัวว่าเลือดออกเยอะ เพราะเห็นเลือดตัวเองพุ่งจากขมับเหมือนน้ำพุ ลูกน้องที่ไปด้วยไม่มีใครคิดว่าเรารอด มีสติจนถึงผ่าตัด รู้สึกตัวเจ็บอีกทีหลังผ่าตัด ต้องใช้มอร์ฟีนช่วย แล้วตอนกดมอร์ฟีนเข้าร่างเจ็บมาก”

เสียงดังจากโทรศัพท์มือถือ ปลุกให้ ทอฟฟี่-ชญาน์พิมพิ์ พรจตุพรชัย นักเขียนนิยายจากค่ายสถาพรบุ๊คส์ ตื่นมาพบความจริงที่โหดร้ายกว่าฉากโศกนาฏกรรมเรื่องใดที่เธอเคยอ่านและคิดจะเขียน

“เห็นเลือดเต็มไปหมดตั้งแต่ทางเข้าโรงพยาบาล จนมาถึงรถเข็นที่คุณแม่นอนอยู่แล้วมีผ้าคลุมสีเขียวคลุมทั้งตัวปิดถึงหน้า ตกใจมากคิดว่าคุณแม่ไม่อยู่กับเราแล้ว” ชญาน์พิมพิ์ ลูกสาวคนโตเล่าถึงวันที่เปลี่ยนชีวิตของเธอ

“คืนวันอาทิตย์ไปเดินปากคลองตลาดกับคุณแม่เพื่อซื้อบายศรีดอกไม้มาไหว้พระพรหม กลับมาก็เขียนนิยายต่อเพิ่งเข้านอนตอนตีสี่ คนขับรถคุณแม่โทรมาบอกว่าคุณแม่ถูกยิง ขับรถไปโรงพยาบาลกับน้อง เห็นเลือดไหลเป็นทางตามพื้นโรงพยาบาลเรามั่นใจเลือดคุณแม่แน่นอน กลิ่นคาวเลือดคลุ้งมาก เข้าไปใกล้ๆ คุณแม่จึงเห็นว่าที่ผ้าคลุมหน้าเพราะเขาเย็บปิดแผลกันเลือดไหล เพราะกระสุนยังผ่าไม่ได้ แล้วตอนนั้นเราไม่รู้มือปืนจะตามมายิงอีกไหม เพราะข่าวออกมาทั่วแล้วว่าคุณแม่ตาย ก็ปรึกษาคุณแม่ย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลพญาไท 2

ตอนนั่งรถไป เรานั่งด้านหัวเตียงคุณแม่ บอกคุณแม่สวดมนต์ตามหนูนะ สวดมงกุฎพระพุทธเจ้า เราสวดมนต์ที่บ้านเป็นประจำวันอยู่แล้ว แต่ตอนนั้นคุณแม่เงยหน้าขึ้นมามอง ทอฟฟี่โทรตามประกันหรือยังลูก (หัวเราะ) แล้วเลือดคุณแม่ออกจมูกเต็มเลย แม่สติแข็งมาก พูดเหมือนคนปกติทุกอย่าง เราเห็นเลือดเราไม่คิดว่าเขาตายหรอก แต่เรากลัวมาก พยายามตั้งสติ ที่บ้านเรามีแค่ 3 คน มีแม่ น้องสาว น้องสาวตั้งสติไม่ได้ร้องไห้อย่างเดียว เราเป็นพี่ต้องตั้งสติก่อน

 

6 ชั่วโมงที่คุณแม่เข้ารับการผ่าตัด เรารู้สึกทรมาน ห่วงทั้งคุณแม่ แต่ระหว่างนั้นทั้งวันมีคนมาหาเยอะ เราต้องคุยทั้งกับหมอกับตำรวจ ต้องเตรียมห้องพยาบาล ผ่าตัดเสร็จแล้วเอากระสุนให้ตำรวจ แต่คุณหมอเอามาให้เราดูก่อน คืนนั้นเปิดห้องนอนที่โรงพยาบาล คุณแม่ยังอยู่ในห้องไอซียู เดินมาดูตลอด ข้างหน้าห้องมีคนเฝ้าเปลี่ยนชื่อคุณแม่เป็น สีดา สวรรค์ช่วย ชื่อบ้านๆ ที่สุด สแกนคนมาเยี่ยม มีตำรวจผลัดเวรมาดูแล แล้วเราก็ต้องช่วยดูแลตำรวจที่มาคุ้มครองแม่เราด้วย วันนั้นวุ่นวายมาก เราต้อนรับผู้ใหญ่หลายคนมาก พระยังมานั่งสวดมนต์หน้าห้อง คือทุกคนเป็นห่วงคุณแม่ เราไม่มีเวลาร้องไห้ถึงสี่ทุ่มคนเริ่มน้อยทุกอย่างสงบเราถึงเริ่มร้องไห้”

2 ปีในเซฟเฮาส์ ดั่งขุมนรก

แต่ละวันกว่าจะผ่านไปได้เนิบช้ากว่าที่เคยรู้สึก ยิ่งเวลาทอดยาวยิ่งต้องเจอมรสุมลูกแล้วลูกเล่า แต่ความโชคดียังมีอยู่บ้าง เมื่ออาการของสิริณัฏฐ์พ้นขีดอันตราย กระสุนทุกนัดเฉียดจุดสำคัญ เธอสามารถกลับบ้านไปพักฟื้นได้ แต่ “บ้าน” ที่ลงแรงหาเงินมาก่อสร้างเองบนที่ดินของตระกูลไม่สามารถกลับไปได้อีกแล้ว สภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย แม้กระทั่งปัจจุบันเพียงต้องแวะเวียนไปย่านปทุมธานีก็ยังหวาดระแวง

“หลังออกจากโรงพยาบาลชีวิตเปลี่ยนไปเลย ไม่ใช่ตกจากสวรรค์แล้วหล่นบนดิน แต่มันคือตกจากสวรรค์แล้วทะลุไปในนรกเลย” ชญาน์พิมพิ์หาคำมาเปรียบเปรยกับเหตุการณ์ในอดีต

3 แม่ลูกต้องระหกระเหินไปอยู่เซฟเฮาส์นานถึง 2 ปี ต้องเก็บตัว ระแวดระวังภัย

 

“เราร้องไห้อยู่ในเซฟเฮาส์ 2 ปี ไม่มีใครยื่นมือมาช่วยเรา ทุกคนกลัวหมด ไปใช้ชีวิตในบ้านไม่ใช่บ้านเราลำบากมาก ค่ารักษาพยาบาลค่อนข้างสูง เวลาจะไปข้างนอกก็จะมีตำรวจมาคุ้มกันซึ่งตรงนี้เราก็ต้องมีค่าใช้จ่าย แล้วต้องระวังตัวเอง อย่างสมมติจะไปไหนถ้ามีมอเตอร์ไซค์ประกบข้างแล้วเหมือนจะชักอะไรออกมาให้เราเบียดเขาตกข้างทางไปเลย เราอยู่แบบนี้เป็นปีๆ  มีรุ่นพี่คุณแม่เป็นคนช่วยจัดการเรื่องเซฟเฮาส์ แต่เราเสียเงินเอง เพื่อนบ้านมีแต่คนต่างชาติหมดไม่มีใครสนใจใคร ช่วงแรกต้องพาคุณแม่ไปล้างแผล และต้องช่วยดูแลทุกอย่างเพราะถอดเสื้อเองไม่ได้ กินอาหารลำบาก อ้าปากกว้างยังไม่ได้ แล้วคุณแม่เครียดก็จะร้องกรี๊ดเพราะเคยทำอะไรได้คล่องแคล่ว พอมาเจอสภาพนี้ทุกคนก็เครียดกันไปหมด เก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน เวลาเข้าออกหมู่บ้านก็เปลี่ยนทางเข้า

เหมือนนรก ไม่มีวันที่มีความสุขเลย แต่เราได้เห็นพฤติกรรมคน เราได้ลงสู่จุดต่ำ คนมองเราต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เราเหมือนคนชั้นสองตลอด อีโก้ที่เราเคยมีในชีวิตมันหายไป เราต้องปลง วันหนึ่งถ้าเราขึ้นไปสูงเฉียดฟ้าเราก็ไม่หยิ่ง เรามองว่าขึ้นได้ลงได้ ปลงชีวิตมากขึ้น เหมือนตกขุมนรกอยู่จังหวะหนึ่ง พอเราทำใจได้เราก็เข้าใจ ทุกวันนี้ก็ไม่กล้าดีใจกับอะไรมาก อย่างละครที่เราเขียนกาลครั้งหนึ่งในหัวใจเรตติ้งดียังคุยกับคุณแม่เลย วันนี้เราดีใจพรุ่งนี้เราอาจร้องไห้ก็ได้ ชีวิตเราคิดเป็นรายวัน”

เมื่อถูกถามถึงช่วงเวลาที่อยู่ในเซฟเฮาส์ สิริณัฏฐ์ครุ่นคิดเพียงชั่วครู่แล้วตอบเสียงดังชัดว่า “ชีวิตบัดซบ”

วันร้ายที่เกิดขึ้นเพียง 1 วัน แต่มันกลับเป็นภาพหลอนตามติดนานนับปี ถึงวันนี้สิริณัฏฐ์ก็ยังจดจำมัน

“คือเราไม่เห็นอิสระ เราเคยเป็นใหญ่ เรามาอยู่ในที่ทำงานไม่ได้ เราเคยเป็นปลัด อบจ.เคยทำงาน มาเก็บตัวเงียบๆ ต้องทำเองทุกอย่าง เราถูกปิดกั้นหมด ขมขื่น ตอนนั้นกลัวมาก ช่วงแรกๆ ได้ยินเสียงอะไรก็ผวา แล้วสงสารลูก เราทำให้ลูกต้องมาถูกปิดกั้นอิสรภาพ ตัดขาดจากโลกภายนอก บ้านตัวเองก็ทิ้งไว้ มีแต่คนสนิทเท่านั้นที่รู้เรื่องราวของเรา แต่ก็ทำให้เราเห็นสัจธรรมชีวิตในยามที่เรารุ่งเรืองมีคนห้อมล้อม ในวันที่เราไม่มีคนที่เหลือก็มีแต่ครอบครัว ซึ่งที่ผ่านมาเราแทบไม่ได้ดูแลลูกๆ เลย ยุ่งเรื่องงานตลอด 2 ปีนั้นเงินทองก็ร่อยหรอ แต่เราไม่หยิบยืมใคร มีอะไรก็ขายไป ประทังไป แลกกับความปลอดภัยชีวิต ตอนออกมานอกบ้านก็กลัวโดนสะกดรอย เพราะก่อนยิงเขาสะกดรอยเรามาเป็นเดือนแล้ว”

 

สูญเสีย แต่ได้ครอบครัวคืนมา

ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมา 7 ปีแล้ว แต่การใช้ชีวิตของ 3 แม่ลูกก็ยังต้องตั้งอยู่บนความไม่ประมาท ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นให้ไปไหนก็เก็บตัวอยู่บ้าน ทำกิจกรรมกันภายในครอบครัว เสียงร้องไห้ค่อยๆ เงียบลง มีเสียงหัวเราะที่ดังเพิ่มขึ้นๆ มาแทนที่ คราบน้ำตาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่สดใสอย่างคนเข้าใจโลก โดยมีสิ่งที่ช่วยยึดเหนี่ยวจิตใจคือ “พระพุทธเจ้า” และสิ่งที่เป็นแรงพลังให้ชีวิตต้องขับเคลื่อนไปอย่างปราศจากทุกข์ คือ “สมาชิกในครอบครัว”

“ไปทำบุญแทนคุณแม่ที่อินเดีย 15 วัน ไปบวชชีพราหมณ์ เผื่อคุณแม่จะดีขึ้น นี่คือที่พึ่งทางใจเรา ตอนที่ไปอยู่อินเดีย น้องสาวก็คอยดูแล เราโทรมาทุกวัน เวลาทำกิจกรรมอะไรก็จะโทรบอกคุณแม่ จะเดินจงกรมก็บอกคุณแม่สวดมนต์ไปกับหนูนะ อิติปิโส 108 ส่งบุญให้คุณแม่ทุกวัน เรายึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งทางใจ เพราะตอนนั้นเราหมดศรัทธาในความเป็นมนุษย์ และพึ่งได้จริงๆ เราไม่ได้งมงาย การไปเราได้ความสงบและเกิดปัญญา ได้เห็นโลกอีกแบบหนึ่ง ทำให้เราเปลี่ยนเป็นอีกคน มองทุกอย่างแบบว่าปลงหมด ตอนนั้นโตขึ้นภายในเวลา 24 ชั่วโมง

เราขอความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่ทีก็ต้องมีการแลกเปลี่ยน ซึ่งเราไม่โอเค บางคนเขาแสดงตัวว่าดีมากพร้อมให้ความช่วยเหลือแต่จริงๆ เขาต้องการผลประโยชน์จากตัวเรา ได้เห็นความโลภของคน เห็นสิ่งน่าขยะแขยงหลายอย่างของมนุษย์ จนคิดว่านี่เราอยู่ในโลกไหนกันแน่ มาหลอกเราเพื่อจะเอาเงิน ตอนหลังเราฉลาดขึ้น ไม่ฟังใคร เราช่วยตัวเอง เราพยายามไม่ให้คนมาเห็นว่าเราอ่อนแอ ไม่ต้องการให้คนรู้ว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร อย่างคุณแม่เอาเครื่องเพชรไปขายคืนคนที่เคยมาขอให้เราช่วยรับซื้อไว้ พอเราขาย เขาบอกว่า นี่ซื้อคือสงสารนะ แต่ตอนขายให้เราท่านขาเอาไปก่อน  มันทำให้เราเห็นคนที่เคยคุกเข่าข้างโต๊ะคุณแม่ไม่มีความจริงใจ แต่ก็มีบางคนที่ไม่เคยรู้จักกันที่เข้ามาช่วยอย่างจริงใจ”

ด้านสิริณัฏฐ์ เล่าต่อว่า “ลูกน้องที่เราสนับสนุนทุกคนหายหมดเพราะกลัวภัยมืด เหลือไม่กี่คนที่จริงใจ ก็เหมือนการคัดสรรของพระเจ้า การไม่มีผลประโยชน์กับใครคือสวรรค์มากเลย คนที่เข้ามาหาเรามาเพราะหวังผลประโยชน์ การที่เราถูกทำร้ายไม่ได้เลวร้ายไปเสียหมดแต่เราได้มิตรแท้ เราได้เรียนรู้สัจธรรมของชีวิต ทำให้เราไม่ยึดติดกับอะไรเลย เมื่อก่อนทำงานไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก ตี 3 ยังเซ็นเอกสารเสียดายเวลามากเลยเราทุ่มเทมากแต่ผลตอบแทนกลับมาไม่คุ้ม เรากลับบ้านเดินสวนกับลูกไม่มีเวลาได้คุยกัน ตอนนี้มีเวลาเยอะมาก เป็นช่วงชีวิตที่มีความสุขในครอบครัว ชวนกันไปวัดทำบุญ สวดมนต์ด้วยกันที่บ้านทุกวัน ตอนนี้เรามีชีวิตที่ดีแล้ว มองดูความสำเร็จของลูก ชื่นใจในผลงานของเขา ตอนที่ถูกยิงเราจะตายไม่ได้เพราะเป็นห่วงเขา เขายังทำอะไรไม่ค่อยเป็น แต่ตอนนี้ไม่ห่วงแล้วเขาทำได้ทุกอย่าง

 

ทุกวันนี้ยอมรับว่ายังคิดถึงความรุ่งเรือง ยากที่จะทำใจ เราเคยยิ่งใหญ่ เมื่อคืนยังเอารูปสมัยสาวๆ มาดู แต่ตอนนั้นทำงานไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง ทุกคนเข้ามามีแต่ท่านครับผมอยากได้ตรงนั้น ชีวิตวุ่นวายใครมาขอช่วยเหลือ ถ้าฉันช่วยไม่ได้จะทุกข์มากยิ่งกว่าลูกขออีก ตอนนี้สบายมากไม่มีใครมาหามาขอให้ทำนั่นนี่ ตอนนี้อยู่กับลูก สวดมนต์ เลี้ยงหมา อันนี้มีความสุขที่สุดแล้ว”

จากเคยทำตัวเป็นลูกคุณหนู มีคนคอยรับใช้ช่วยเหลือทุกอย่าง ชญาน์พิมพิ์ต้องทำเองทุกอย่าง จนถึงวันนี้เธอมั่นใจว่าเธอเติบโตและเข้มแข็ง

“เมื่อก่อนไม่มีโอกาสทำกับข้าวให้คุณแม่รับประทาน งานบ้านก็ไม่เคยทำ เป็นลูกคุณหนูเลย น้ำสักแก้วจะดื่มก็มีคนยกมาให้ ตอนนี้ทำทุกอย่าง เปลี่ยนหลอดไฟ ติดเตาแก๊ส เราต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้ได้ และคุณแม่เป็นกำลังใจที่สำคัญมาก เวลาเขียนนิยายไม่ได้ เปิดประตูไปหอมคุณแม่ก็ได้กำลังใจ ห้องคุณแม่อยู่ตรงข้ามเราอยู่ด้วยกันทุกวัน จากเมื่อก่อนที่ไม่เคยได้เจอกัน เราไปเป็นนักเรียนประจำ คุณแม่ไปทำงานต่างจังหวัด มารับเราวันศุกร์ วันเสาร์อาทิตย์ส่งไปเรียนภาษาฝรั่งเศส ขึ้นรถโยนไส้กรอกขนมปังให้ พอเรียนมหาวิทยาลัยเราก็อยู่หอพัก จบก็ไปเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศส จำได้ตอนเด็กคุณแม่มารับไปลอยกระทงตอนเที่ยงคืนหลังจากเสร็จงานทุกอย่าง แต่ทุกวันนี้เราได้อยู่ด้วยกัน เราได้ทำหน้าที่ลูก ช่วงแรกๆ คุณแม่ร้องไห้เกือบทุกวัน เดินมากอดคุณแม่ เราต้องมีหน้าที่หัวเราะทำให้คุณแม่มีความสุข ดีใจมากเลยที่คุณแม่ยอมไปอินเดียด้วย เพราะคุณแม่กลัวลำบาก แต่ตอนนั้นชีวิตเครียดคุณแม่ก็อยากไปไหว้พระพุทธเจ้าในดินแดนพุทธภูมิ”

เมื่อวันพายุซัดจนบ้านถล่มจนแทบไม่เหลือชิ้นดี การสร้างบ้านขึ้นมาใหม่ในวันที่ร่างกายจิตใจทรัพย์สมบัติไม่พร้อมมันยากยิ่ง แต่ใช่ว่าจะไม่มีวันสำเร็จ เพราะตราบใดที่คนในครอบครัวช่วยกันประคับประคองไม่ทิ้งกัน บ้านหลังใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้นทีละนิดๆ จนในที่สุดสมบูรณ์แบบและอบอุ่นยิ่งกว่า แม้ว่าวันเลวร้ายในอดีตจะยังคุกคามจิตใจอยู่ หากแต่ความเข้มแข็งของจิตใจที่พันผูกกันไว้ของแม่-ลูกก็สามารถกดข่มชนะมันได้ และใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข