เดอะ โชว์ มัสต์ โก ออน กรณ์ ณรงค์เดช

วันที่ 09 พ.ย. 2556 เวลา 11:55 น.
เดอะ โชว์ มัสต์ โก ออน กรณ์ ณรงค์เดช
โดย...ตุลย์ จตุรภัทร ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

จากลูกชายคนสุดท้องของตระกูลณรงค์เดช “กรณ์ ณรงค์เดช” เซเลบริตีที่เข้าสู่แวดวงสังคมตั้งแต่ 15 หยกๆ 16 หย่อนๆ จนกระทั่งเรียนจบปริญญาโทด้านบริหารทรัพยากรบุคคลจากประเทศอังกฤษ เขาได้กลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวอย่างโรงเรียนสอนดนตรีและเวทีการประกวดร้องเพลง อีกทั้งเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่น แต่ภาพจำของเขาที่มีต่อมวลชน นั่นคือการเป็นคนในวงการบันเทิงที่ถูกจับตามองมากขึ้นทุกวันๆ รวมทั้งเหตุการณ์แต่งเร็วเลิกเร็วกับ “หนูเล็กณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” อย่างที่ตกเป็นข่าว

แต่สิ่งใดไม่เท่าการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก “คุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช” ที่เสียชีวิตอย่างสงบ ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา ในฐานะลูกชายคนเล็กที่ได้เข้ามาสานต่อธุรกิจครอบครัว จนเรียกว่าแทบจะเป็นตัวตายตัวแทนของคุณหญิงพรทิพย์ ย่อมมีอะไรที่อยากจะพูดถึงคุณแม่ของเขาเป็นแน่แท้

และวันนี้ กรณ์ วัย 36 ปี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เคพีเอ็น อวอร์ด ได้เปิดหมดเปลือกกับโพสต์ทูเดย์เป็นที่แรกและที่เดียว หลังจากคุณแม่ของเขาได้เสียชีวิตลง รวมทั้งพูดถึงงานในวงการบันเทิง และการเลิกรากับผู้หญิงที่เขาแต่งเร็วเลิกเร็วที่สุดจนกลายเป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ อยู่ชั่วขณะหนึ่ง

 

“สำหรับการสูญเสียคุณแม่ไป ถามว่าเสียใจมั้ย เสียใจแน่นอน แต่มันเหมือนชีวิตคน ที่เมื่อล้มแล้วต้องเดินต่อ จะหยุดนิ่งอยู่กับที่ไม่ได้ คุณแม่จากไปอย่างสงบแล้ว คนที่ยังมีชีวิตอยู่ต้องเดอะ โชว์ มัสต์ โก ออน และก็ไลฟ์ มัสต์ โก ออน ด้วย”

กรณ์เผยถึงความรู้สึกที่เขามีต่อเหตุการณ์การสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป พร้อมบอกเล่าถึงโมเมนต์ที่เขายังจำได้ไม่มีลืมในหลายๆ โมเมนต์ที่เกิดขึ้นระหว่างเขากับคุณแม่

“เอาเป็นโมเมนต์ที่ท่านป่วยก่อนละกันครับ คุณแม่ป่วยมา 3 ปีแล้ว ตอนนั้นป่วยหนักมาก เราคิดว่าท่านคงไม่ไหวแน่ๆ คงไปแน่ๆ แต่เราก็พาท่านไปรักษาที่อเมริกา ไปถึงคุณหมอให้ผ่าตัดเลย เป็นการผ่าตัด 3 ครั้งในเดือนเดียว ซึ่งเป็นอะไรที่หนักทั้งกับคุณแม่และพวกเรามาก แต่เราทุกคนก็ยินยอมให้คุณหมอผ่า ซึ่งเหมือนเราได้รับของขวัญ คุณแม่กลับมีอาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ เราทุกคนก็โล่งใจ แต่ก็เหมือนมีอะไรไม่รู้มาดลใจให้ 4 วันก่อนคุณแม่เสียชีวิต คุณแม่เรียกลูกชายมาคุยกันตัวต่อตัว ผมก็คุยกับคุณแม่จนหมดเปลือก อยากพูดอะไรก็พูด อยากบอกอะไรก็บอก คุณแม่พูดกับผมเป็นภาษาอังกฤษว่า... Most important, we have a good life together. แม่บอกว่า มี้ไม่อยู่ ก็ไม่อยู่แค่ตัว แต่เราก็รู้ว่าเรายังอยู่ด้วยกันตลอด ซึ่งทุกวันนี้ผมก็พูดติดตลกกับลมกับฟ้าว่ารอให้คุณแม่แวะมาหานะ แต่ไม่เห็นมาหาสักที (หัวเราะ)”

สำหรับในครอบครัวณรงค์เดช กรณ์เผยว่า ทุกคนสนิทกันมาก คุณพ่อคุณแม่เลี้ยงลูกๆ เหมือนเพื่อน จนคุยกันได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเขากับคุณแม่ที่พูดคุยกัน แม้เขาจะไปเรียนเมืองนอกถึง 7 ปี แต่ก็คุยกันทุกวันไม่มีขาดหาย “ผมมีอะไรไม่เคยปิดบังคุณแม่เลย อย่างคุณแม่โทรมาหาตอนเช้า แล้วจับน้ำเสียงที่ไม่ค่อยดีของผมได้ คุณแม่เลยถามว่าเป็นอะไร ผมก็บอกไปว่าเมื่อคืนผมไปแฮงเอาต์มา”

เมื่อย้อนกลับไปในวัยเด็ก กรณ์เล่าย้อนว่า เขาเป็นเด็กที่ซนมาก ซนล้างผลาญจนน่ากลัว แต่เขาไม่เคยถูกคุณแม่ตีเลยแม้แต่ครั้งเดียว “คุณแม่ใช้การมองซึ่งน่ากลัวมากเป็นการเตือน ซึ่งแค่นี้เด็กซนอย่างผมก็กลัวแล้วครับ (หัวเราะ)”

 

เมื่อโตขึ้น ความซนอาจลดน้อยลง แต่มีความดื้อเล็กๆ เข้ามาแทนที่ โดยเฉพาะเรื่องการเรียน ที่สวนทางกับแนวคิดของคุณแม่อย่างสิ้นเชิง “ตอนจะเลือกเรียนต่อปริญญาตรี แม่อยากให้ผมเรียนกฎหมาย แต่ผมก็ไม่เชื่อ ผมไปเลือกเรียนอย่างอื่น ซึ่งในท้ายที่สุดคุณแม่ก็เคารพในการตัดสินใจของผมนะ และปล่อยให้ผมรับผิดชอบชีวิตตัวเอง รวมทั้งรับผิดชอบในความผิดพลาดที่เกิดขึ้นด้วย อย่างตอนไปเรียนเมืองนอก ที่บ้านให้เงินมาก้อนหนึ่ง แล้วจะไม่ให้อีก นี่คงเป็นการสอนให้เราบริหารจัดการเงินด้วยตัวเอง หมดก็ต้องหาเอง แต่ถ้าเหลือก็จะได้เก็บ”

เมื่อกรณ์เรียนจบกลับมา เขาเผยว่า การกลับมาของเขามันมีอะไรหลายอย่างที่เข้ามาอย่างไม่ได้ตั้งใจ “อย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เช่น คอนโดมิเนียม ก่อนผมกลับประเทศไทย ผมก็ได้ไปเรียนด้านอินทีเรียร์เป็นคอร์สสั้นๆ พอเรียนจบกลับมาคุณพ่อคุณแม่ถามว่ากลับมาแล้วอยากทำอะไร ตอนนั้นกระแสคอนโดมันบูมมาก คุณพ่อถามว่าไหนๆ ก็เรียนอินทีเรียร์มา ทำไมไม่ลองทำคอนโดดู ก็เลยตัดสินใจลองทำ ส่วนการประกวดร้องเพลง จุดเริ่มต้นมาจากทางช่อง 9 เขาจะให้ทำรายการประกวดที่มันไม่ใช่รูปแบบเดิมๆ แบบที่เราทำ เขาให้เราทำ 8 อาทิตย์ พอได้โจทย์มาว่าต้องทำการประกวด 8 อาทิตย์ เราเลยมาคุยกันในครอบครัว พี่ชายสองคนลงความเห็นว่า ให้ผมทำนั่นแหละ สุดท้ายผมก็ได้มาทำ และคุณแม่ก็เห็นดีด้วยที่จะยกเวทีการประกวดนี้ให้ผมทำ เมื่อผมตัดสินใจทำ ผมก็มีข้อแม้กับคุณแม่ว่า ต้องให้ผมรื้อหมดทุกอย่างนะ แม่ก็ติงกับผมว่าแนวคิดของผมค่อนข้างใจร้ายกับผู้เข้าประกวด แต่พอผมบอกว่าการใจร้ายกับผู้เข้าประกวดมันทำให้คนดูอิน แม่ก็เข้าใจ เลยปล่อยให้ผมทำได้อย่างอิสระเสรี”

เมื่อย้อนกลับไปเมื่อ 5 ปีที่แล้ว แน่นอนว่าการกลับมาทำเวทีการประกวดในแบบฉบับของเขา ย่อมต้องฝ่าฟันอะไรมากมาย ทั้งการอยู่ในทะเลสีเลือด ที่มีเวทีการแข่งขันที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทั้งเอเอฟ หรือเดอะสตาร์ “ผมยอมรับว่าตอนเริ่มทำเคพีเอ็นเมื่อ 5 ปีที่แล้ว เหนื่อยมาก เหนื่อยรากเลือด เพราะผมไม่เคยฟังเพลงไทยเลย ไม่มีประสบการณ์ทำรายการทีวี ต้องวิ่งหาสปอนเซอร์เอง ต้องอะไรอีกหลายอย่าง ทุกอย่างใหม่หมด แถมตอนนั้นยังมีรายการประกวดเยอะมาก และผมก็โดนถามมาตลอดว่ารายการที่ผมทำต่างจากเอเอฟหรือเดอะสตาร์ยังไง ผมได้แต่อ้ำๆ อึ้งๆ ตอบไม่ค่อยได้ แต่พอทำมาได้ 3 ปี ก็เริ่มจับทางได้ ซึ่งมาจนถึงปีที่ 4 ที่ผมทำจนเสร็จสิ้น มันก็เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ”

หากคำว่าดีขึ้นเรื่อยๆ ในความหมายของเขาคือการที่เขาสามารถสร้างแบรนด์นี้ได้อย่างแข็งแกร่ง มีคาแรกเตอร์จนเป็นที่จดจำ นั่นก็ต้องยกความดีความชอบให้เขา ในฐานะที่เขาได้สร้างความต่างจากเวทีอื่นๆ นั่นคือการคัดเลือกผู้เข้าแข่งขันเป็น 2 ทีม คือ ทีมขายเสียง กับทีมขายหน้าตา ให้คนดูได้ตัดสินกันแบบตรงไปตรงมา ว่าสุดท้ายแล้วคนดูจะเลือกให้ใครเป็นผู้ชนะบนเวทีนี้กันแน่

“กับประเด็นการแข่งขันระหว่างขายเสียงกับขายหน้าตา เกิดจากผมคับแค้นใจต่อวงการบันเทิงไทย ที่ทุกครั้งเวลามีการประกวดร้องเพลง คนดูอยากได้คนร้องเพลงดี แต่สุดท้ายก็เลือกสนับสนุนคนที่หน้าตาดีมากกว่า อีกทั้งการทำธุรกิจที่เมื่อได้ผู้ชนะมาก็ต้องมีการต่อยอด คนที่หน้าตาดี มักไปได้ไกลกว่า แต่ท้ายที่สุดคนก็ยังอยากได้คนที่ร้องเพลงดีจริงๆ ผมเลยตัดสินใจให้สิทธิคนดูแบบชัดเจนและตรงไปตรงมาว่า คุณจะเลือกใคร ระหว่างคนร้องเพลงดี ที่หน้าตาอาจเป็นรอง หรือคนหน้าตาดี แต่เสียงร้องเป็นรอง”

 

ไม่ว่าคนดูจะเลือกใคร ท้ายที่สุดการต่อยอดในแนวทางของผู้ชายชื่อกรณ์ คือการนำพาเด็กในสังกัดของเขาก้าวเดินไปยังเส้นทางต่างๆ นอกเหนือจากการร้องเพลง ที่ไม่ได้สร้างรายได้จากตัวเพลงมากมายนัก “ปัจจุบันนี้นักร้องอยู่ยากมากๆ เราปล่อยซิงเกิลตอนเช้า สักพักมีให้ฟังแบบไม่ต้องดาวน์โหลดกันแล้ว เราเลยคิดว่าเราค้นหาเด็กมาได้ เราต้องให้เด็กมีงานอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นขายความสามารถในหลากหลายด้านของเขาดีกว่า”

แน่นอนว่าเมื่อเขาได้เด็กในสังกัดมา มักมีคนพูดกันว่าเด็กในสังกัดของเขา เหมือนถอดแบบมาจากบุคลิกของเขาแบบถอดด้าม นั่นคือมีความเป็นเซเลบริตี หรูหรา ไฮโซ “ผมคิดว่าทุกเวทีย่อมมีแนวทางการคัดเลือกเด็กตามแนวทางของตน อย่างเวทีเคพีเอ็น ผมยอมรับว่าเรามีสไตล์ในการคัดเด็กในรูปแบบของเรา เราชอบเด็กผู้หญิงที่สวยสไตล์นางแบบ หรือเด็กผู้ชายที่ดูดี มีระดับ ซึ่งก็คงถอดแบบมาจากตัวผมนั่นแหละครับ (หัวเราะ) พูดเล่นนะ”

การได้เป็นคนเบื้องหลังของวงการบันเทิง สิ่งที่เขาได้เรียนรู้คือ การได้ทำในสิ่งที่รัก ได้ทำในสิ่งที่เขาสนุก ได้ทำด้วยหัวใจ ดึกดื่นแค่ไหนก็ไม่เคยรู้สึกว่านี่คืองาน อีกทั้งการได้สร้างคนมีคุณภาพให้ประดับวงการบันเทิง แม้จะเป็นเรื่องที่ยากอยู่มิใช่น้อย แต่เขาเชื่อว่าเมื่อเขาสร้างได้ ความภาคภูมิใจจะเกิดตามมา “เมื่อผมเป็นผู้สร้างแล้ว ผมก็ต้องสอนไปในตัว ผมจะสอนเด็กๆ อยู่เสมอว่า คนเก่งมีความสามารถนั้นเยอะ แต่คนเก่งมีความสามารถที่ไม่ลืมตัวนั้นหายาก ทุกครั้งที่ผมยื่นซองเงินที่เป็นรายได้ของเขา ผมจะบอกเขาว่า ให้จำเงินก้อนนี้ไว้ ให้จำความรู้สึกนี้ไว้ จากหลักพัน มันจะกลายเป็นหลักแสน หลักล้าน หากคุณไม่ลืมตัว”

ไม่ว่าอย่างไร ในฐานะผู้นำ เขาก็ไม่ลืมที่จะขอบคุณทีมงานที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของทั้งหมด “ผมต้องขอชมทีมงานทุกคนที่ช่วยกันทำให้มาจนถึงวันนี้ ผมบอกทีมงานทุกคนว่า ผมไม่รู้ทุกอย่างบนโลกใบนี้ คำพูดผมไม่ได้ถูกต้องหมดทุกคำ ทุกคนต้องช่วยกันแย้งอย่างมีเหตุผล ทุกคนต้องช่วยกันสร้างสรรค์ ไม่ใช่เออออตามผมไปหมด ไม่งั้นมันจะไม่เกิดอะไรดีๆ อะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบนโลกใบนี้”

ท้ายที่สุด ความรู้สึกเกี่ยวกับการแต่งเร็วเลิกเร็ว ระหว่างเขากับอดีตแฟนสาวอย่างหนูเล็ก ณพาภรณ์ เห็นจะไม่พูดถึงก็คงไม่ได้ กรณ์ยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขาผิดที่ตัดสินใจแต่งงานเร็วไปหน่อย แต่เมื่อแต่งแล้วไม่แฮปปี้ ไม่เวิร์ก ก็ไม่รู้จะทนไปทำไม “ชีวิตคนมันสั้น หาความสุขให้ตัวเองดีกว่า ถามว่าจะแต่งงานใหม่มั้ย ณ วันนี้ไม่รู้ ตอบไม่ได้ แต่หากอีก 5 ปี 10 ปี เราเจอคนที่ดี เข้ากันได้ ก็ไม่แน่ ถ้าเราเจอใครที่เหมาะก็จะแต่ง ถึงผมจะผ่านการแต่งงานมาแล้ว และก็เลิกรากันไปแล้ว ความรักสำหรับผมยังคงเป็นพลังงานที่ดีของชีวิตนะ เป็นสิ่งที่ทำให้เราหายเหนื่อย ขับเคลื่อนให้เรามีแรงพลัง

 

บทความแนะนำ