เรียนรู้อี-คอมเมิร์ซยักษ์ ฝั่งสหรัฐและเอเชีย (1)

  • วันที่ 05 ก.ย. 2561 เวลา 13:45 น.

เรียนรู้อี-คอมเมิร์ซยักษ์ ฝั่งสหรัฐและเอเชีย (1)

โดย..ธนาวัฒน์ มาลาบุปผา

นับตั้งแต่ปี 1991 ที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเริ่มแพร่หลายและเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในฝั่งประเทศตะวันตก จนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่อี-คอมเมิร์ซเริ่มขยับเข้ามาได้รับความนิยมในฝั่งเอเชียมากขึ้น เราได้เห็นถึงวิวัฒนาการของตลาดอี-คอมเมิร์ซในสองซีกโลก ไม่ว่าจะเป็นกลยุทธ์ในการปรับตัว และข้อผิดพลาดซึ่งผู้ประกอบการไทยสามารถเรียนรู้ และนำมาปรับใช้ต่อไป ผมขอยกตัวอย่างด้วยอี-คอมเมิร์ซอันดับ 1 จากฝั่งสหรัฐอเมริกาอย่างแอมะซอนและอาลีบาบาอันดับ 1 จากฝั่งเอเชียมาเป็นกรณีศึกษาดังนี้ครับ

ตลาดที่ไร้ขอบเขต

แม้ว่ารายได้ของแอมะซอนและอาลีบาบา ต่างก็มีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่จะเห็นว่าการเติบโตของอาลีบาบานั้นอยู่ในอัตราที่สูงกว่า ส่วนรายได้นั้นแอมะซอนมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างคงที่มาได้ระยะหนึ่งแล้ว ส่งผลให้อาลีบาบาเริ่มทำรายได้สูงกว่าแอมะซอนมาตั้งแต่ปี 2015

หนึ่งในปัจจัยที่จะทำให้ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซเติบโตได้ ไม่เพียงแค่ความแข็งแกร่งของตัวธุรกิจเท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับขนาดของตลาดอีกด้วย ก่อนหน้านี้แอมะซอนเน้นให้บริการกับลูกค้าในกลุ่มอเมริกาเหนือ มากกว่าที่จะสนใจผู้บริโภคในซีกโลกอื่นๆ รายได้ส่วนใหญ่จึงมาจากฝั่งอเมริกา และแคนาดาเท่านั้น

แต่ด้วยจำนวนผู้บริโภคบนอี-คอมเมิร์ซของสหรัฐเริ่มจะคงที่ การทำตลาดไปยังภูมิภาคที่มีความพร้อมทั้งด้านการเปิดรับเทคโนโลยีของผู้บริโภค และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสมจึงเป็นหนึ่งทางเลือก โดย แอมะซอนเลือกลงทุนกับ Flipkart ร้านค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ซึ่งคาดการณ์ว่าแอมะซอนจะสร้างรายได้ถึง 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในตลาดอินเดีย โดยในปี 2017 แอมะซอนมีรายได้จากการทำตลาดนอกประเทศอยู่ที่ 54.3 พันล้านดอลลาร์ จากรายได้ทั้งหมด 177.9 พันล้านดอลลาร์ นับเป็น 30% ของรายได้รวม

ขณะที่อาลีบาบานั้น ถึงแม้ว่าตลาดหลักจะยังคงเป็นตลาดในจีน แต่ในอนาคตตลาดในจีนคงจะถึงจุดอิ่มตัว อาลีบาบาจึงให้ความสนใจลงทุนกับตลาดเกิดใหม่ อย่างเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการลงทุนในลาซาด้าในปี 2016 ในภาพรวมอาลีบาบามีรายได้จากตลาดต่างประเทศอยู่ที่ 20,841 ล้านหยวน จากรายได้รวม 176,559 พันล้านหยวน นับเป็น 11% ของรายได้รวมทั้งหมดในปี 2018

ข่าวอื่นๆ