
ลาการ์ดมาแน่ กุมบังเหียนไอเอ็มเอฟ เตือนหนี้ยุโรปกระทบกองทุนมะกันแรง
ลาการ์ดผงาดขึ้นแท่นผู้นำไอเอ็มเอฟแน่ หลังสหรัฐ-จีนหนุน สานต่อปัญหาวิกฤตหนี้ ดับฝันคาร์สเทนส์
ลาการ์ดผงาดขึ้นแท่นผู้นำไอเอ็มเอฟแน่ หลังสหรัฐ-จีนหนุน สานต่อปัญหาวิกฤตหนี้ ดับฝันคาร์สเทนส์
บรรดานักวิเคราะห์หลายสำนักได้เริ่มออกมาคาดการณ์ด้วยความเชื่อมั่นแล้วว่า คริสติน ลาการ์ด รัฐมนตรีคลังหญิงแกร่งแห่งฝรั่งเศส ต้องได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) แน่นอน
ซึ่งการคาดการณ์ครั้งนี้มีขึ้นในระหว่างที่คณะกรรมการกองทุนไอเอ็มเอฟ อยู่ในระหว่างการประชุมเพื่อลงมติสรรหาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งแทนโดมินิก สเตรา-คานห์ อดีตผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ ที่ลาออกไปเมื่อวันที่ 18 พ.ค. เนื่องจากมีส่วนพัวพันกับคดีอื้อฉาวล่วงละเมิดทางเพศสาวใช้ในโรงแรมหรูใจกลางกรุงนิวยอร์ก
แม้จะมีเสียงพร่ำบ่นจากบรรดาประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ถึงการผูกขาดตำแหน่งผู้นำไอเอ็มเอฟของประเทศยุโรป จนส่งผลให้เม็กซิโกส่ง อกุสติน คาร์สเทนส์ เข้าร่วมชิงตำแหน่ง แต่การที่ลาการ์ดได้รับเสียงสนับสนุนจากสหรัฐและจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้คำคัดค้านในเรื่องที่ยุโรปผูกขาดตำแหน่งอ่อนด้อยลงไป
โจวเสี่ยวฉวน ประธานธนาคารกลางจีน ให้สัมภาษณ์กับดาวโจนส์ในลอนดอนยืนยันว่า ปักกิ่งพร้อมให้การสนับสนุนลาการ์ดเต็มที่ หากลาการ์ดได้ขึ้นนั่งเป็นผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ
“แน่นอนว่า เรายังคงไม่รู้ว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะเป็นอย่างไร ตอนนี้ อะไรๆ ก็ไม่แน่นอน” โจวเสี่ยวฉวน กล่าว
ทั้งนี้ ตั้งแต่ที่การแข่งขันเริ่มต้นอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน พ.ค. ลาการ์ดในวัย 55 ปี ได้รับความนิยมเหนือคู่แข่งอย่างคาร์สเทนส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเม็กซิโก ซึ่งมีประวัติการทำงานที่เยี่ยมยอดไม่แพ้กัน
ด้านทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ภายใต้สถานการณ์ที่ท้าทายอย่างวิกฤตหนี้ยุโรป ไอเอ็มเอฟจำเป็นต้องมีผู้นำที่เข้มแข็ง พร้อมชื่นชมกระบวนการสรรหาของไอเอ็มเอฟที่เป็นไปอย่างเปิดเผยและรวดเร็ว และได้ปฏิเสธที่จะแสดงท่าทีสนับสนุนผู้สมัครคนใดคนหนึ่ง
“ผมเชื่อมั่นว่าเรามีแนวโน้มที่จะได้ผู้อำนวยการคนใหม่ที่เป็นที่ยอมรับและได้รับเสียงสนับสนุนจากทุกฝ่าย”
ทั้งนี้ ความวิตกกังวลต่อการให้เงินช่วยเหลือวิกฤตหนี้ในกรีซ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และประเทศอื่นๆ ในทวีปยุโรปของไอเอ็มเอฟ ส่งผลให้ คริสติน ลาการ์ด ขึ้นแท่นเป็นตัวเต็งหนึ่งเดียวในขณะนี้
แรงผลักดันที่ลาการ์ดได้รับสร้างความไม่ชอบใจให้กับประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ที่มองว่ายุโรปผูกขาดเก้าอี้ผู้นำไอเอ็มเอฟมาตลอด 65 ปี และกลายเป็นประเด็นให้กระบวนการสรรหาของไอเอ็มเอฟถูกโจมตีว่าไม่โปร่งใส และเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของยุโรปเป็นหลัก
เพื่อเรียกความมั่นใจให้กับ 187 ชาติสมาชิกไอเอ็มเอฟ คริสติน ลาการ์ด ได้ออกมาย้ำจุดยืนชัดเจนว่าการอาสามาทำงานของตนเองในครั้งนี้ เป็นไปโดยคำนึงถึงสมาชิกทุกประเทศ ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งแน่นอน
อย่างไรก็ตาม คาร์สเทนส์ ในวัย 53 ปี ก็ได้รับเสียงสนับสนุนและความนิยมไม่แพ้กันจากประเทศในกลุ่มละตินอเมริกา ออสเตรเลีย และแคนาดา แต่จากการที่ยุโรปมีสิทธิออกเสียง 32% และสหรัฐมีถึง 17% ทำให้ลาการ์ดดูจะมีภาษีที่ดีกว่าในการชิงชัยเหนือเก้าอี้ผู้นำไอเอ็มเอฟในครั้งนี้
นอกจากนี้ เพื่อตอบรับกับการก้าวขึ้นตำแหน่งผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟของลาการ์ด ประธานาธิบดี นิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส ได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ระบุว่า ฝรั่งเศสมีแผนให้ธนาคารหลักๆ เตรียมพร้อมช่วยเหลือปัญหาหนี้กรีซด้วยการลงทุนในพันธบัตรใหม่อายุ 30 ปีของรัฐบาลกรีซจากพันธบัตรเดิมที่ถืออยู่ ซึ่งจะช่วยให้กรีซมีเงินเพียงพอที่จะจัดการภาระหนี้และมีเวลาในการปฏิรูปเศรษฐกิจ
ซาร์โกซีได้เสนอแผนการดังกล่าวในที่ประชุมของการธนาคารและสถาบันการเงินที่จัดขึ้นที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี เพื่อปรึกษาถึงทิศทางที่ภาคเอกชนควรปฏิบัติเพื่อช่วยเหลือกรีซให้รอดพ้นจากการผิดนัดชำระหนี้
การผิดนัดชำระหนี้ของกรีซไม่เพียงส่งผลกระเทือนทั่วยุโรปเท่านั้น บรรดานักวิเคราะห์ในสหรัฐต่างลงความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า หากยุโรปไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามระยะเวลาที่กำหนด ย่อมหมายถึงหายนะของกองทุนรวมของสหรัฐ
จอร์จ กุส ซอว์เตอร์ ประธานด้านการลงทุนของแวนการ์ด กรุ๊ป ในเพนซิลเวเนียให้สัมภาษณ์กับบลูมเบิร์ก ระบุว่า การผิดนัดชำระหนี้ของยุโรปจะทำให้บรรดาธนาคารขนาดใหญ่ไม่สามารถจัดการจ่ายหนี้ของตนภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้
“สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การที่กรีซผิดนัดชำระหนี้ แต่หมายถึงเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น” อเล็กซ์ โรว์เวอร์ หัวหน้าการลงทุนระยะสั้นของ เจ.พี. มอร์แกน กล่าว
ทั้งนี้ ฟิทช์ เรทติ้งส์ ได้ประเมินจากหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนโดยธนาคารยุโรป ระบุว่า เงินกองทุนรวมสหรัฐที่สามารถซื้อหุ้นกู้ของยุโรปมีมูลค่าประมาณ 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 24 ล้านล้านบาท) หรือราวครึ่งหนึ่งของสินทรัพย์ทั้งหมด
ขณะเดียวกันระหว่างที่ไอเอ็มเอฟกำลังจะประกาศผู้นำคนใหม่ที่จะเป็นหัวเรือใหญ่ในการช่วยกอบกู้วิกฤตหนี้ยุโรป กรีซ ประเทศที่หมิ่นเหม่ต่อการผิดนัดชำระหนี้กำลังเผชิญหน้ากับสภาวะกดดันอย่างหนักจากการหยุดงานเพื่อประท้วงมาราธอนติดต่อกัน 48 ชม. ของประชาชนบริเวณจัตุรัสซินแทกมา หน้ารัฐสภา โดยนับเป็นครั้งที่ 4 ในปีนี้ เพื่อต่อต้านรัฐบาลจอร์เก ปาปันดรู ที่พยายามเสนอให้รัฐสภาผ่านร่างนโยบายรัดเข็มขัดเพื่อให้กรีซสามารถขอรับเงินช่วยเหลือจากกลุ่มสหภาพยุโรป (อียู) และไอเอ็มเอฟได้ทันเวลา
กลุ่มผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ คือ สมาชิกของกลุ่มแรงงานรัฐวิสาหกิจ ส่งผลให้ระบบคมนาคมขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเอเธนส์ต้องหยุดชะงัก ธนาคารและร้านค้าต้องปิดให้บริการ มีเพียงรถไฟใต้ดินที่ยังใช้งานได้ เพื่อให้ประชาชนสามารถเดินทางไปร่วมชุมนุมได้สะดวก
ทั้งนี้ รัฐสภากรีซมีกำหนดลงมติรับร่างนโยบายรัดเข็มขัด ที่มีทั้งการตัดเงินเดือน เงินบำนาญ และสวัสดิการของนายกรัฐมนตรีปาปันดรูภายในวันที่ 2930 มิ.ย.นี้ ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลกรีซสามารถตัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 2.86 หมื่นล้านยูโร (ราว 1.26 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2558 นี้







