posttoday
ญี่ปุ่นส่อแววพัก นิวเคลียร์ ปิด 54 เตาทั่วประเทศปีหน้า

ญี่ปุ่นส่อแววพัก นิวเคลียร์ ปิด 54 เตาทั่วประเทศปีหน้า

10 มิถุนายน 2554

ญี่ปุ่นอาจต้องเจียดงบเพิ่มอีก 3 ล้านล้านเยนต่อปี

ญี่ปุ่นอาจต้องเจียดงบเพิ่มอีก 3 ล้านล้านเยนต่อปี

หากเตาปฏิกรณ์ทั้งประเทศปิดลงในปีหน้า ขณะที่หุ้นเทปโคร่วงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีก

เจ้าหน้าที่ของกระทรวงการค้าญี่ปุ่น เปิดเผยเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ว่า หากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมด 54 แห่ง ในญี่ปุ่นจะต้องปิดตัวลงภายในเดือน เม.ย.ปีหน้า เนื่องจากถูกคัดค้านจากชุมชนรอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ จะเป็นการเพิ่มทุนด้านพลังงานให้กับประเทศอีกกว่า 3 ล้านล้านเยนต่อปี (ราว 1.14 ล้านล้านบาท) เพื่อชดเชยปริมาณการผลิตไฟฟ้าที่สูญเสียไป

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิชิ จนกลายเป็นวิกฤตนิวเคลียร์ยืดเยื้อมาจนถึงขณะนี้นั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหลายแห่งเกิดความกังวล และตัดสินใจไม่เดินเครื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกอย่างน้อย 4 แห่งอีกครั้ง แม้จะเสร็จสิ้นกระบวนการตรวจสอบและซ่อมบำรุงแล้วก็ตาม

ญี่ปุ่นส่อแววพัก นิวเคลียร์ ปิด 54 เตาทั่วประเทศปีหน้า

รอยเตอร์ส รายงานว่า เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์จำนวนมากที่หยุดเดินเครื่อง เนื่องจากอยู่ระหว่างเข้ารับการซ่อมบำรุงตามกำหนด ทำให้ตัวเลขการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลดลงเหลือเพียง 17,580 เมกะวัตต์ หรือราว 36% จากกำลังการผลิตทั้งหมดเท่านั้น

ในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลดลง 40.9% หรือต่ำสุดในรอบอย่างน้อย 10 ปี โดยเมื่อช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ปริมาณกระแสไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อยู่ที่ 62.1%

ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่จะเกิดหายนะทางธรรมชาติ ซึ่งทำให้ต้องปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างน้อย 3 แห่ง นอกเหนือจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมะ ไดอิชิ นั้น ญี่ปุ่นอาศัยกำลังผลิตไฟฟ้าจากนิวเคลียร์มากถึง 30%

นอกจากนี้ กระทรวงการค้าของญี่ปุ่นยังระบุด้วยว่า ถึงแม้ว่าเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่ผ่านการตรวจสอบตามกฎหมาย จะได้รับอนุญาตจากสำนักงานด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ให้เปิดดำเนินการได้อีกครั้ง แต่หน่วยงานตรวจสอบของกระทรวงการค้ายังกำหนดให้ผู้ดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลส่วนท้องถิ่นด้วย ทั้งนี้เพื่อเป็นการรับรองว่าการดำเนินการดังกล่าวจะได้รับการสนับสนุนจากชุมชนที่ตั้งอยู่รอบๆ โรงงาน

ทั้งนี้ กระทรวงการค้ายังคาดการณ์ว่า หากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทั้งหมดซึ่งปิดไปเพื่อซ่อมบำรุงตามกำหนดเปิดให้บริการอีกครั้ง จะทำให้ญี่ปุ่นต้องมีต้นทุนด้านพลังงานเพิ่มอีก 2.4 ล้านล้านเยน (ราว 9.13 แสนล้านบาท) ในปีงบประมาณนี้จนถึงเดือน มี.ค.ปีหน้า เพื่อชดเชยกำลังการผลิตกระแสไฟฟ้าที่สูญเสียไป

ยิ่งกว่านั้น หากเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทุกแห่งในญี่ปุ่นปิดตัวลง ต้นทุนพิเศษเพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่สูญเสียไปอาจพุ่งสูงถึง 3 ล้านล้านเยนต่อปี (ราว 1.14 ล้านล้านบาท) เนื่องจากญี่ปุ่นต้องหันไปซื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่การหันมาใช้พลังงานทางเลือกยังอยู่ในวงจำกัด

ขณะที่สำนักงานด้านความปลอดภัยนิวเคลียร์ ระบุว่า ขณะนี้มีเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีก 19 แห่ง ในญี่ปุ่นที่ยังเปิดทำการอยู่ และจะถึงกำหนดต้องปิดเพื่อทำการตรวจสอบในวันที่ 9 เม.ย. 2555 โดยตามข้อกำหนดของญี่ปุ่น ระบุว่า ให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องปิดเพื่อเข้ารับการตรวจสอบอย่างน้อย 13 เดือนครั้ง สำหรับระยะเวลาในการตรวจสอบนั้นก็ไม่แน่นอน มีตั้งแต่กินเวลา 23 เดือน ไปจนถึงมากกว่า 1 ปี

โดยปกติแล้วการจะเริ่มเดินเรื่องเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีกครั้งก็ต้องมีระยะเวลาในการทดสอบอีก 12 เดือน ก่อนจะเริ่มดำเนินการในเชิงพาณิชย์จริง

นอกจากนี้ ในวันเดียวกันมีรายงานว่า บริษัท เพาเวอร์ อิเล็กทรอนิก (เทปโค) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่กำลังมีปัญหานั้น ก็กำลังเจอมรสุมครั้งใหญ่ หลังจากมูลค่าหุ้นของเทปโคร่วงลงมาแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์อีกครั้ง อยู่ที่ 192 เยน หรือลดลงราว 4% เนื่องจากสถานการณ์ความไม่แน่นอนของบริษัทจากวิกฤตนิวเคลียร์ที่รุมเร้า

ทั้งนี้ นับตั้งแต่เกิดเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. มูลค่าหุ้นของเทปโคร่วงลงมาแล้วถึง 90%

เช่นเดียวกับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งได้รับผลกระทบไม่น้อยจากหายนะทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเช่นกัน แต่ทว่า ล่าสุดรัฐบาลได้ออกมาปรับลดการคาดการณ์การหดตัวของตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ในไตรมาสแรกลง จากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าว่าจะหดตัวอยู่ที่ราว 3.7% เป็น 3.5% อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ว่าจะหดตัวลง 3%

ด้านเจ้าหน้าที่ในคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่น กล่าวว่า ภาพรวมของการใช้จ่ายในภาครัฐและเอกชนลดลง เนื่องจากเกิดการผลิตสินค้าและความต้องการบริโภคลดน้อยลง สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ก่อนหน้าเกิดเหตุภัยพิบัติว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะกลับมาเติบโตในไตรมาสแรก เนื่องจากความต้องการสินค้าจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ 1 วัน กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ตัดลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในปีนี้ลงมาเหลือติดลบ 0.7% จากที่เคยคาดไว้ในเดือน เม.ย. ว่าจะเติบโต 1.4%

 

ข่าวล่าสุด

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม.  เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่

ปภ. รายงานน้ำท่วมใน 20 จังหวัด- กทม. เร่งช่วยเหลือฟื้นฟูพื้นที่