
หนี้มะกันพุ่งชนเพดาน
สภาคองเกรสเร่งถกเครียดรีพับลิกันค้านขึ้นเพดานหนี้
สภาคองเกรสเร่งถกเครียดรีพับลิกันค้านขึ้นเพดานหนี้
หนี้สหรัฐพุ่งชนกำหนดเพดาน 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ยังหาทางออกไม่ลงตัว
เอพีรายงานว่าตัวเลขหนี้สาธารณะของสหรัฐอเมริกาเพิ่มขึ้น 14.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 429 ล้านล้านบาท) ชนเพดานวงเงินจำกัดที่กฎหมายสหรัฐอนุญาตให้รัฐบาลกู้ยืมได้
หนี้สาธารณะที่พุ่งชนเพดานในครั้งนี้ ส่งผลให้สภาคองเกรส เหลือเวลาแค่ 11 สัปดาห์ เพื่อเร่งหาทางออก โดยจะยอมปรับเพิ่มเพดานหนี้ หรือต้องเสี่ยงต่อการหยุดการกระตุ้นเศรษฐกิจซึ่งอาจทำให้เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้ง
ก่อนหน้านี้ ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีการคลังสหรัฐ เคยเตือนสภาคองเกรสว่า รัฐบาลสหรัฐควรระงับการลงทุนในแผนบำนาญของรัฐเสียก่อน เพื่อไม่ให้ตัวเลขเงินกู้เพิ่มสูง กว่าที่เพดานกำหนด
ทั้งนี้ รัฐมนตรีการคลังของสหรัฐได้ส่งจดหมายถึงสภาคองเกรส โดยขอร้องให้ปรับเพดานหนี้ให้สูงขึ้น เพื่อปกป้องความน่าเชื่อถือ และหลีกเลี่ยงหายนะทางเศรษฐกิจที่กระทบต่อพลเรือนสหรัฐโดยตรง
อย่างไรก็ตาม แกนนำฝ่ายการเมืองของรีพับลิกันได้ยืนยันแล้วว่าจะไม่ผ่านให้เพิ่มเพดานหนี้ หากว่ารัฐบาลโอบามาไม่ยอมตัดลดค่าใช้จ่าย หรือมีแผนลดจำนวนหนี้ในระยะยาวอย่างชัดเจน โดยไม่สนใจคำเตือนของรัฐมนตรีคลัง
“ชาวอเมริกันต้องเข้าใจว่าเราไม่สามารถใช้เงินที่ไม่มีได้ ดังนั้น เราจึงไม่สามารถปรับเพดานหนี้ จนกว่าจะมีการปฏิรูปและปรับลดงบประมาณอย่างจริงจัง” จอห์น โบห์เนอร์ โฆษกสภาคองเกรสย้ำ พร้อมกับขอให้รัฐบาลเพิ่มการจัดเก็บภาษีด้วย
ด้านเจย์ คาร์นีย์ โฆษกทำเนียบขาว กล่าวว่า รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องปรับเพดานหนี้ มิฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจจะร้ายแรงกว่ามาก
ทั้งนี้ หากสภาคองเกรสไม่ยอมให้ปรับเพดานหนี้จริง รัฐบาลสหรัฐต้องระดมทุนให้ถึง 7.38 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 22.1 ล้านล้านบาท) เพื่อใช้จ่ายตลอดปีงบประมาณ โดยสิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ซึ่งหมายความว่ารัฐบาลสหรัฐจำต้องเลือกระหว่างการหั่นงบ 40% ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้คืนให้ผู้ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐได้ หรือเพิ่มการจัดเก็บภาษีทันที หรือทั้งสองแนวทางผสมกัน







