
ยิ่ง...ใหญ่ ยิ่ง...มั่ว
เป็นข่าวอึกทึกครึกโครมไปทั่วโลกครับ
เป็นข่าวอึกทึกครึกโครมไปทั่วโลกครับ
โดย..ธนพล ไชยภาษี
กับกรณีอื้อฉาวของนายโดมินิก สเตราคานห์ ผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่ถูกลากตัวออกมาจากชั้นเฟิสต์คลาสของสายการบินแอร์ฟรานซ์ ที่สนามบินเจเอฟเค เคนเนดี ในนิวยอร์ก หลังถูกแจ้งความไปข่มขืนกระทำชำเราสาวทำความสะอาดของโรงแรมโซฟิเทลที่พักอยู่ในแมนฮัตตัน
เป็นทั้งความน่าอับอาย และน่าสมเพช ที่ปะปนกันไปในความรู้สึกต่อข่าวนี้ เมื่อวานนี้อ่านบทความของสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานอ้างผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็นไว้น่าสนใจไม่น้อยครับ
เนื้อหาโดยสรุปรวมๆ เขาบอกว่า คนเรายิ่งใหญ่โต ยิ่งมีอำนาจ ก็ยิ่งโกหก ยิ่งมั่วเพศ (คนไทยคงจะคุ้นเคยกันดี)
โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้เป็นเช่นนั้น เพราะคนเหล่านี้หลงในอำนาจ หลงในความเป็นตัวเอง คิดว่าจะทำอะไรก็ได้ เพราะในที่สุดอำนาจที่มีอยู่นั้นก็จะทำให้พ้นข้อกล่าวหา
อย่างมุมมองของนายเจมส์ วอลสตัน ศาสตราจารย์ด้านการเมืองอิตาลี แห่งมหาวิทยาลัยอเมริกัน ในกรุงโรมของอิตาลีกล่าวไว้ว่า อำนาจ ก็คือ “ยากำหนัดดีๆ นี่เอง โดยอำนาจมักจะถูกตีความ ถูกนำไปใช้ในอีกความหมายอื่นเสมอ”
ก็คือการใช้อำนาจไปในทางผิดๆ ดังที่นำไปใช้ข่มเหงกระทำชำเราทางเพศผู้อื่นอย่างกรณีของนายสเตราคานห์
จากประวัติศาสตร์โลกมีบุคคลมากมายครับที่เข้าข่ายเช่นนี้ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดเห็นจะหลีกหนีไม่พ้นนายกรัฐมนตรี ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี แห่งอิตาลี ที่มั่วเซ็กซ์ มั่วโสเภณี แบบไม่อายประชาชน ไม่สนคำครหา เพราะถือว่าตัวเองมีอำนาจใหญ่คับฟ้า เป็นมหาอำนาจคุมสื่อ คุมการเมือง คุมเศรษฐกิจของประเทศ
ส่วนนายสเตราคานห์ นี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อปี 2008 ก็เคยฟันนักเศรษฐศาสตร์สาวชาวฮังการีมาแล้วครั้งหนึ่ง จนต้องออกมาขอโทษขอโพยสาธารณชนเป็นการใหญ่ต่อพฤติกรรมเละเทะของตัวเอง
ยิ่งใหญ่ ยิ่งโต ยิ่งมีอำนาจ ไม่ได้หมายความว่าให้หลงระเริงในอำนาจ
แต่ยิ่งต้องระมัดระวังตัวมากขึ้นกว่าเดิมครับ ยิ่งต้องเคารพในประชาชน ต้องเคารพต่อสาธารณชนให้มากครับ







