
เอเชียอันตรายราคาอาหารพุ่ง30%
ชี้ของแพงคุกคาม60ล้านชีวิตซ้ำบั่นทอนศก.เติบโตราว1.5%
ชี้ของแพงคุกคาม60ล้านชีวิตซ้ำบั่นทอนศก.เติบโตราว1.5%
เอดีบีเตือนวิกฤตอาหารแพงไม่เพียงทำชาติเอเชียนับ 60 ล้านคนจนลง แต่ยังฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภูมิภาคลง 1.5%
ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (เอดีบี) เตือนราคาอาหารโลกที่พุ่งขึ้นถึง 30% ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ กำลังคุกคามชาวเอเชียหลายล้านคนให้เผชิญกับภาวะยากจนแสนสาหัส ยิ่งกว่านั้นยังฉุดรั้งการเติบโตทางเศรษฐกิจของภูมิภาคที่เพิ่งฟื้นตัวจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
ในรายงานของเอดีบีซึ่งมีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 26 เม.ย. ระบุด้วยว่า ราคาอาหารที่สูงขึ้นอันเป็นสาเหตุให้ตัวเลขเงินเฟ้ออาหารในหลายประเทศเอเชียเฉลี่ยอยู่ที่ 10% นั้น จะส่งผลให้ประชากรอีกราว 64 ล้านคนต้องยากจนยิ่งขึ้น ยิ่งกว่านั้นยังกระทบต่อมาตรฐานการครองชีพของประชากรกลุ่มที่ยากจนอยู่แล้ว
นอกจากนี้ หากราคาอาหารรวมถึงน้ำมันยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องไปถึงสิ้นปีนี้ จะส่งผลต่อตัวเลขการเติบโตของชาติกำลังพัฒนาในเอเชียลดลงที่ราว 1.5%
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ราคาอาหารโลกถีบตัวสูงขึ้นมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น กอปรกับปริมาณผลผลิตที่ลดลงเนื่องจากภัยธรรมชาติ อีกทั้งข้อจำกัดเรื่องการส่งออกผลผลิตบางชนิดของหลายประเทศผู้ผลิตอาหาร
อย่างไรก็ตาม เอดีบีชี้ว่าแต่ละประเทศอาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตอาหารแพงไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างสิงคโปร์ ซึ่งเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อสูง เนื่องจากเป็นประเทศเล็กๆ และต้องนำเข้าอาหารเกือบทั้งหมด ขณะที่เกาหลีใต้มีสัดส่วนการนำเข้าอาหารน้อย จึงมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตอาหารแพงมากนัก
เอดีบียังเชื่อว่า ผลผลิตในสต๊อกที่ลดลง กอปรกับความต้องการจากประเทศในเอเชียที่สูงขึ้นตามจำนวนประชากรมหาศาลและมีฐานะที่ดีขึ้น และพื้นที่เกษตรกรรมที่ลดน้อยลง จะทำให้ราคาอาหารสูงต่อไปในระยะสั้น
ชางยองรี หัวหน้านักเศรษฐ ศาสตร์ของเอดีบี กล่าวว่า เพื่อบรรเทาวิกฤตอาหารแพง ควรหลีกเลี่ยงมาตรการห้ามส่งออกอาหาร และควรเพิ่มการลงทุนในภาคการเกษตรมากขึ้น
ทั้งนี้ ข้อมูลขององค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (เอฟเอโอ) ระบุว่าในเดือน ก.พ.ราคาอาหารทั่วโลกสูงขึ้น 34.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หลังจากเพิ่มขึ้น 28.4% ในเดือน ม.ค. โดยปัจจัยหลักมาจากราคาธัญพืช น้ำมันประกอบอาหารและเนื้อสัตว์ที่แพงขึ้น
สาเหตุที่บรรดาครอบครัวที่มีฐานะยากจนในเอเชียจะได้รับผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อราคาอาหาร มากกว่าชาติตะวันตกนั้น เนื่องจากครอบครัวยากจนเหล่านี้ใช้เงินมาก ถึง 60% ของรายได้ เพื่อซื้ออาหาร ซึ่งถือว่าเป็นสัดส่วนที่มากกว่าบรรดาประเทศพัฒนาแล้ว







