
บริกส์ ย้ำต้องปฏิรูประบบการเงินโลก ยกโครงสร้างใหม่ยูเอ็นเอสซี
5 ชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ ย้ำต้องเร่งปฏิรูประบบการเงินโลก
5 ชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ ย้ำต้องเร่งปฏิรูประบบการเงินโลก
ให้สิทธิให้เสียงชาติกำลังพัฒนามากขึ้น ต้องเร่งหาสกุลเงินทางเลือกแทนเงินเหรียญสหรัฐ ย้ำไม่สนับสนุนใช้กำลังในตะวันออกกลางแอฟริกาเหนือ
การประชุมกลุ่มประเทศบริกส์ อันประกอบไปด้วย จีน รัสเซีย อินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ ที่เมืองซันหยา ทางตอนใต้ของจีน ออกแถลงการณ์สนับสนุนใช้มาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางการเงินของโลก พร้อมกับสนับสนุนให้ใช้สกุลเงินทางเลือกอื่นๆ นอกเหนือจากเงินเหรียญสหรัฐเป็นเงินสำรองระหว่างประเทศ
การประชุมสุดยอดผู้นำบริกส์มีขึ้น 1 วัน เมื่อวันที่ 14 เม.ย. โดยในแถลงการณ์ของผู้นำได้สนับสนุนการปฏิรูปกฎระเบียบและกลไกเพื่อควบคุมการเงินของโลกที่เข้มงวดกว่าเดิม และให้มีความหลากหลายมากขึ้น โดยการปฏิรูปภาคการเงินนั้นจะเป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มประเทศ จี20 ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของระบบการเงินโลกใหม่
แถลงการณ์ของบริกส์ระบุชัดว่า ระบบโครงสร้างของภาคการเงินโลกในปัจจุบันไม่อาจจะส่งเสริมความต้องการของบริกส์ได้อย่างเพียงพอ ซึ่งจำเป็นที่ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมีสิทธิมีเสียงมากขึ้นกว่าเดิม
“เราขอเรียกร้องให้โลกบรรลุเป้าหมายของการปฏิรูประบบการเงินที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศได้เห็นพ้องกันเมื่อครั้งการประชุมสุดยอด จี20 ครั้งล่าสุด ที่โครงสร้างของสถาบันการเงินระหว่างประเทศทั่วโลกควรจะสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกด้วยการเพิ่มเสียงและผู้แทนจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และประเทศกำลังพัฒนามากขึ้นกว่าเดิม”
การปฏิรูปดังกล่าวนั้นถือว่ามีความจำเป็นอย่างที่สุด เนื่องจากวิกฤตเศรษฐกิจเมื่อปี 2008 นั้นได้ทำให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพ และการแก้ปัญหาได้อย่างไม่เพียงพอของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ และระบบการเงินของโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
บริกส์ยังสนับสนุนการขยายการใช้กลไกของเงินสกุลทางเลือกใหม่ ที่เสนอขึ้นโดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ที่จะนำมาใช้ระหว่างรัฐบาลสมาชิกเมื่อเกิดปัญหาทางการเงินขึ้น ซึ่งจะถือเป็นสกุลเงินทางเลือกนอกเหนือจากเงินเหรียญสหรัฐ อย่างไรก็ตาม ในแถลงการณ์ไม่ได้ระบุชัดว่าสกุลเงินทางเลือกใหม่นั้นอาจจะเป็นสกุลเงินหยวนของจีน
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาจีนได้ผลักดันมาอย่างต่อเนื่องให้สกุลเงินหยวนของจีนเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมากขึ้น
บริกส์ยังชี้ว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกนั้นยังคงต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนอยู่ โดยเฉพาะความวุ่นวายในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ตลอดจนโศกนาฏกรรมภัยธรรมชาติในญี่ปุ่น ซึ่งก่อให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้นต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกทันที
แถลงการณ์ของบริกส์ยังเรียกร้องไม่ให้ใช้กำลังเข้าแทรกแซงในแอฟริกาเหนือ โดยย้ำว่าแต่ละประเทศต่างล้วนมีอธิปไตย เสรีภาพ เอกภาพ และความมั่นคงทางพรมแดนที่จะต้องได้รับการเคารพ
“เราวิตกกังวลอย่างที่สุดต่อความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลาง แอฟริกาเหนือ และแอฟริกาตะวันตก เราเห็นพ้องในหลักการที่ว่าการใช้กำลังควรจะหลีกเลี่ยง โดยทุกฝ่ายควรจะแก้ปัญหาผ่านวิธีการเจรจาอย่างสันติ”
บริกส์ได้เรียกร้องให้ประชาคมโลกปฏิรูปยกเครื่องคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ใหม่ และให้สิทธิให้เสียงกับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อการแก้ไขวิกฤตโลกมากขึ้นด้วย
ทั้งนี้ ประธานาธิบดี หูจิ่นเทา ของจีน และประธานาธิบดี ดิมิทรี เมดเวเดฟ แห่งรัสเซีย ซึ่งเป็นสมาชิกถาวรของยูเอ็นเอสซีอยู่แล้วนั้น ได้เห็นพ้องในประเด็นดังกล่าว โดยเห็นว่าการปฏิรูปยูเอ็นเอสซีถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งยวด
“เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย ที่เราจะมัวยึดติดอยู่กับระบบการจัดการที่ถูกสร้างขึ้นมาตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โน่น” ประธานาธิบดี ดิลมา รูสเซฟฟ์ แห่งบราซิล กล่าว
ในระหว่างการแถลงข่าวนั้น ทางด้านประธานาธิบดี จาค็อบ ซูมา แห่งแอฟริกาใต้ กล่าวว่า บริกส์เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องปฏิรูประบบของยูเอ็นเอสซีเสียใหม่ ที่จะต้องทำหน้าที่เป็นตัวแทนของโลกกำลังพัฒนามากขึ้น และจะต้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
“จีนและรัสเซียได้ย้ำถึงความสำคัญถึงสถานะของอินเดีย บราซิล และแอฟริกาใต้ ในกิจการโลก และเข้าใจตลอด ทั้งยังสนับสนุนความต้องการของประเทศเหล่านี้ที่ต้องการจะมีบทบาทมากขึ้นในสหประชาชาติ” แถลงการณ์ระบุ ทั้งนี้ อินเดีย แอฟริกาใต้ และบราซิล เป็นเพียงสมาชิกหมุนเวียนในยูเอ็นเอสซีเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิกหมุนเวียน 10 ชาติ และสมาชิกถาวรซึ่งมีสิทธิวีโตยับยั้ง 5 ชาติ ได้แก่ สหรัฐ อังกฤษ ฝรั่งเศส รัสเซีย และจีน
ทั้งนี้ แอฟริกาใต้เป็นเพียงสมาชิกบริกส์เพียงชาติเดียวที่ออกเสียงสนับสนุนมติของยูเอ็นเอสซีให้กำหนดเขตห้ามบินเหนือลิเบียได้ โดยไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม เพื่อปกป้องพลเรือนในลิเบีย ส่วนจีนและรัสเซียงดออกเสียง
ทั้งนี้ แม้ว่าในปัจจุบันกลุ่มประเทศบริกส์จะยังไม่มีบทบาทสำคัญนักบนเวทีโลก แต่ทว่าบริกส์ก็ถูกจับตาอย่างใกล้ชิดว่าจะเป็นกำลังใหม่ที่จะสามารถจัดการกับกิจการโลกได้มากขึ้นในอนาคต เนื่องจากมีจำนวนประชากรที่มาก และอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าตื่นตาตื่นใจ
ในช่วงปีที่ผ่านมา บริกส์ได้ประกาศตัวเลขน่าสนใจว่า ประชากรในกลุ่มบริกส์ทั้งหมดคิดเป็นถึง 40% ของประชากรโลกทั้งหมด และมีกิจการทางการค้าคิดเป็น 18% ของการค้าโลก และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจคิดเป็น 45% ของโลกทีเดียว







