
ชะตากรรมที่โดนทรยศ เสียงจากผู้ลี้ภัยบนแผ่นดินเกิด
วินาทีที่เสียงหวูดสัญญาณเตือนภัยของสึนามิดังขึ้น โทโมโกะ ซาโต แม่บ้านวัย 55 ปี ในฟูกุชิมา
วินาทีที่เสียงหวูดสัญญาณเตือนภัยของสึนามิดังขึ้น โทโมโกะ ซาโต แม่บ้านวัย 55 ปี ในฟูกุชิมา
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
วินาทีที่เสียงหวูดสัญญาณเตือนภัยของสึนามิดังขึ้น โทโมโกะ ซาโต แม่บ้านวัย 55 ปี ในฟูกุชิมา และเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน ต่างรีบกุลีกุจอพากันวิ่งขึ้นสู่สถานที่ปลอดภัย ตามที่ได้เคยฝึกซ้อมกันเป็นประจำสม่ำเสมอ เพียงแต่ว่าครั้งนี้เป็นของจริง ไม่ใช่เหตุการณ์สมมติ
แม้จะฝึกซ้อมมา แต่ซาโตก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด เมื่อโดนกระแสคลื่นโคลนถาโถมเข้าใส่ จนกระดูกไหปลาร้าหัก และหากไม่ได้สามีช่วยดึงขึ้นจากสายน้ำโคลนนั้นได้ทันเวลา ซาโตคงกลายเป็นหนึ่งในรายชื่อผู้เสียชีวิตมากกว่า 1.1 หมื่นราย หรือเป็นหนึ่งในผู้สูญหายกว่า 1.6 หมื่นราย
แน่นอนว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นล้วนเป็นฝีมือของธรรมชาติบันดาล จะสามารถกล่าวโทษใครได้ นอกจากก้มหน้ายอมรับกับความจริงตรงหน้า และแม้จะเจ็บปวดจากการสูญเสียมากแค่ไหน แต่นั่นยังเทียบไม่ได้กับความรู้สึกที่ซาโตต้องเผชิญอยู่ในขณะนี้ ชีวิตที่ถูกซ้ำเติมย่ำยีด้วยหายนภัยจากเพื่อนมนุษย์ด้วยกันเอง
คลื่นสึนามิเมื่อวันที่ 11 มี.ค. ส่งผลให้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ไม่สามารถทำงานได้ปกติอีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบทำความเย็นของเตาปฏิกรณ์ที่ไม่ยอมทำงาน ทิ้งให้ความร้อนในแกนปฏิกรณ์นิวเคลียร์สูงขึ้นจนไม่อาจควบคุมได้ และสำรอกเถ้าควันปนกัมมันตรังสีขนานใหญ่ออกมาในอากาศปกคลุมไปทั่วบริเวณ
คลื่นมนุษย์นับพันๆ คนต้องรอนแรมจากถิ่นฐานโดยไม่มีทางเลือก เพราะรู้ดีว่าภัยจากกัมมันตรังสีนั้นร้ายแรงเพียงใด และสำหรับบางคนการเดินทางลี้ภัยดังกล่าวกลายเป็นระยะทางไกลแสนไกลจนคร้านที่จะใส่ใจ
“พวกเราหลายคนรู้สึกราวกับคนที่โดนทรยศ” โทโมโกะ ซาโต ซึ่งขณะนี้ลี้ภัยมาอาศัยอยู่ที่ศูนย์อพยพในโยโกเตะ ศาลากลางจังหวัดเมืองอากิตะ 200 กม. ไปทางเหนือจากโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ และจากบ้านเกิดของตนเอง มินามิโซมะ เมืองเล็กๆ ในรัศมีรอบโรงปฏิกรณ์ 20 กม. ที่ต้องอพยพ
เพราะได้รับคำมั่นและการยืนยันเป็นอย่างดีจากบริษัท การไฟฟ้าโตเกียว (เทปโค) ว่า โรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์นี้ปลอดภัยแน่นอน จนเชื่อถือและไว้ใจที่จะยอมให้สร้างและอยู่ใกล้ แต่รูปการณ์ที่กลับตาลปัตร จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ชาวบ้านในละแวกฟูกุชิมารวมทั้งซาโต จะรู้สึกเหมือนว่าโดนหลอกลวง และทรยศหักหลัง
แม้ว่าผู้อพยพชาวฟูกุชิมามากกว่า 2,000 คน อาจโชคดีที่ได้ย้ายไปอยู่ในศูนย์ใหญ่ๆ ซึ่งครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกไว้รองรับ อย่าง ไซตามะ ซูเปอร์ อารีนา สุดยอดสนามกีฬาในร่มทางตอนเหนือของกรุงโตเกียว แต่สำหรับชาวบ้านที่เหลือกลับถูกทิ้งให้ต้องหาที่พักพิงด้วยตนเอง โดยมีเพียงเสื้อคลุม และผ้าห่มไว้สำหรับป้องกันความหนาวเยือกแข็งในช่วงเดือน มี.ค.นี้
“ฉันเกลียดเทปโคมากที่สุด” นั่นคือความรู้สึกที่เหลืออยู่ หลังจากที่เริ่มปรับสภาพรับการสูญเสียได้ของ อิคุโกะ อิชิบาชิ ในวัย 63 ปี ที่ต้องหลบหนีมาอยู่ที่โยโกเตะ เช่นเดียวกับซาโต ขณะที่สามีจำต้องอยู่ในพื้นที่เพื่อดูแลกิจการฟาร์มปศุสัตว์
“แผ่นดินไหวกับสึนามิคือภัยธรรมชาติ แต่ที่เราต้องมีชะตากรรมเช่นนี้เพราะมนุษย์สร้างขึ้น เราน่าจะเริ่มต้นตั้งตัวได้ง่ายกว่านี้เยอะ หากว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีเพียงสึนามิและแผ่นดินไหว เพราะเราไม่สามารถจะทำอะไรได้ทั้งสิ้น จนกว่าปัญหาโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์จะแก้ไขได้” อิชิบาชิ กล่าว
ยิ่งไปกว่านั้น ผลกระทบของการรั่วไหลของกัมมันตรังสีเป็นความเสียหายในระยะยาวที่ไม่อาจจะประเมินค่าได้
เหตุผลเหล่านั้นมากเพียงพอที่จะทำให้อิชิบาชิกล่าวสรุปอย่างไม่ลังเลอีกต่อไปว่าต้องรื้อถอนโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
แน่นอนว่า ขั้นตอนการเจรจาเพื่อชดเชยความเสียหายจากทางการญี่ปุ่นกำลังเริ่มต้นขึ้น แต่ ยูกิโอะ เอดาโน เลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ออกมาย้ำชัดแล้วว่า เทปโคจะต้องเป็นหลักของผู้แบกรับหน้าที่ความรับผิดชอบสำหรับหายนะในครั้งนี้
ขณะที่ทาง ทสึเนฮิสะ คัตทสึมาตะ ประธานเทปโคได้ยอมรับโดยไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ว่า มาตรการป้องกันภัยสึนามิของโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ไม่เพียงพอ แต่กลับไม่เอ่ยปากสัญญาหรือรับประกันใดๆ ในเรื่องเงินชดเชยให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ
นอกจากผลลัพธ์ที่ได้รับจะตรงข้ามกับคำสัญญาที่เคยให้ไว้ กลายเป็นคนถูกหลอก ตลอดจนความไม่แน่นอนในอนาคตที่ดูเหมือนว่าจะไม่มีใครออกมารับรองในเรื่องสิ่งชดเชยทดแทนความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้ โทชิโนริ ซาโต ยังมองว่าข้อมูลข่าวสารที่ไม่เพียงพอ และการขาดแคลนมาตรการอพยพโยกย้าย ส่งผลให้ชาวบ้านต้องผจญชะตากรรมอย่างไม่รู้เหนือรู้ใต้ด้วยความตื่นตระหนก และทวีความวิตกกังวล
“บางคนอาจพูดว่าข้อมูลที่มากเกินไปทำให้เกิดความสับสน แต่ข้อมูลที่ไม่เพียงพอมีปัญหามากกว่ามาก” ซาโต กล่าวย้ำ พร้อมกับมองว่า รัฐบาลเองก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบกับสถานการณ์เลวร้ายที่ผู้อพยพได้รับเทียบเท่ากับการที่เทปโคไม่ได้ยึดถือคำมั่นว่าปฏิบัติการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความปลอดภัยเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใดๆ ก็ไม่น่าวิตกกังวลเท่ากับปัญหาผลกระทบของกัมมันตรังสีที่รั่วไหลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อเด็กๆ ทั้งหลาย
เรียวโกะ ชิราอิชิ ตัดสินใจทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนอย่างไม่มีลังเลในทันทีที่มีข่าวการรั่วไหลของกัมมันตรังสีจากโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ แม้ว่าบ้านที่อาศัยอยู่จะอยู่ห่างจากรัศมีที่ต้องอพยพที่ทางการกำหนดราว 5 กม. เพราะไม่อาจสลัดความกังวลว่ากัมมันตรังสีเหล่านั้นจะเป็นอันตรายต่อลูกสาววัย 5 ขวบ และลูกชายวัย 2 ขวบ ของชิราอิชิ
และไม่เพียงแต่ชิราอิชิเท่านั้นที่คิดแบบนั้น บรรดาพ่อแม่ผู้ปกครองจำนวนมากซึ่งมีสมาชิกเล็กๆ อยู่ในบ้าน ต่างตัดสินใจที่จะย้ายหนีออกไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นเพียงพอให้ต้องอยู่ต่อ
แม้ว่าหลายๆ ครอบครัวที่อพยพลี้ภัยไปมากมายจะถอดใจ ไม่คิดกลับคืนสู่เมืองฟูกุชิมาอีก แต่สำหรับครอบครัวซาโตยังคงปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเช่นที่เคยเป็นมาในอดีตที่บ้านเกิดเมืองนอนแห่งนั้น
“เราจะกลับไปแน่นอน เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว” โทโมโกะ ซาโต ยืนยันหนักแน่น แม้จะไม่รู้ว่าเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไร เพราะสถานการณ์ปัจจุบันที่ข่าวรายวันนำเสนอดูจะเลวร้ายลงทุกวัน ไม่ว่าเป็นสถานการณ์ที่โรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์เอง หรือกระทั่งสถานการณ์การปนเปื้อนของกัมมันตรังสีซึ่งทวีความเข้มข้นมากขึ้นทุกวันเช่นเดียวกัน







