
ญี่ปุ่นยังร้าวหนัก
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องจับตามองด้วยความหวาดวิตกอย่างต่อเนื่อง
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องจับตามองด้วยความหวาดวิตกอย่างต่อเนื่อง
โดย ยูกิโอะ เอดาโน โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ได้ออกมาตําหนิการทํางานของบริษัท การไฟฟ้าโตเกียว หรือเทปโค ที่รายงานผิดพลาดเกี่ยวกับระดับการปนเปื้อนกัมมันตรังสีในน้ำภายในอาคารเตาปฏิกรณ์หมายเลข 2 ที่โรงปฏิกรณ์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ว่า สูงกว่าระดับปกติถึง 10 ล้านเท่า จนตื่นตระหนกทั้งโลก ก่อนที่จะแก้ไขภายหลังว่าสูงกว่าระดับปกติแค่ 1 แสนเท่า ขณะที่ระดับการฟุ้งกระจายของกัมมันตรังสีนอกชายฝั่งทะเลญี่ปุ่นอยู่ในระดับสูงกว่ามาตรฐานที่กฎหมายจำกัดไว้ถึง 4,385 เท่า
สําหรับการกู้วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยอมรับว่าไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากระดมสาดน้ำเข้าไปในเตาปฏิกรณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้แท่งเชื้อเพลิงหลอมละลาย แม้ว่าวิธีการดังกล่าวจะเสี่ยงต่อการรั่วไหลของกัมมันตรังสีในระดับสูงก็ตาม
นอกจากนี้ ผลพวงของมาตรการฉุกเฉิน ทําให้ตรวจพบน้ำที่ปนเปื้อนกัมมันตรังสีในน้ำที่ใต้อาคารเตาปฏิกรณ์ทั้ง 4 แห่ง โดยเจ้าหน้าที่ของบริษัทเทปโคตรวจพบพลูโทเนียมในตัวอย่างดินรอบๆ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเป็นเครื่องบ่งชี้ว่าแท่งเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ได้รับความเสียหายอย่างแน่นอน
ล่าสุด รัฐบาลกำลังพิจารณาติดตั้งแผ่นครอบพิเศษปิดตัวอาคารเตาปฏิกรณ์ 3 แห่งที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก พร้อมติดตั้งตัวกรองอากาศเพื่อลดการแพร่กระจายของกัมมันตรังสี
ด้านธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) พยายามช่วยหาทางออกให้อีกแรง ด้วยการประกาศใช้มาตรการอัดฉีดทุน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้กับบรรดาธนาคารพาณิชย์ในประเทศ และเพื่อให้ธนาคารเหล่านั้นมีศักยภาพในการปล่อยเงินกู้ให้กับภาคธุรกิจมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นการตอกย้ำให้ภาวะหนี้สาธารณะของประเทศเลวร้ายลงก็ตาม
ปัจจุบันหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นสูงกว่า 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มีสัดส่วนต่อ GDP สูงถึง 225.80% นับเป็นอัตราที่สูงที่สุดในโลก
ทั้งนี้ มีการประเมินว่าเทปโคอาจต้องจ่ายค่าเสียหายสูงถึง 1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หากวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ครั้งนี้ยืดเยื้อถึง 2 ปี ขณะที่มูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของเทปโคลง 3 ขั้น จากระดับ A1 ลงมาสู่ระดับ Baa1 ซึ่งนับเป็นประกาศปรับลดอันดับบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นเป็นครั้งที่ 2 โดยมูดี้ส์มีแนวโน้มที่จะปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของเทปโคอีกในอนาคต
ส่วนสถานการณ์การรั่วไหลและแพร่กระจายของกัมมันตรังสีในต่างประเทศนั้นมีรายงานว่าพบร่องรอยของกัมมันตรังสีในหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี ฟิลิปปินส์ หรือแม้กระทั่งไทย
อย่างไรก็ตาม ปริมาณกัมมันตรังสีที่พบนั้นอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งได้รับการยืนยันว่าไม่เป็นอันตรายต่อมนุษย์
ขณะที่ฝรั่งเศสและสหรัฐเร่งส่งความช่วยเหลือมากู้วิกฤตการณ์ในญี่ปุ่น โดยสหรัฐกำลังพิจารณาส่งหุ่นยนต์ตรวจจับรังสีมาช่วยสำรวจแกนของเตาปฏิกรณ์และบ่อกักเก็บเชื้อเพลิง เช่นเดียวกับฝรั่งเศสที่เตรียมส่ง 2 ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของรัฐมาช่วยญี่ปุ่น
ทั้งนี้ สถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้ออกแถลงการณ์ชี้แจงว่า ได้นำสิ่งของบริจาคจากไทยให้กับผู้ประสบภัยพิบัติแล้ว พร้อมกับขอบคุณรัฐบาลไทย บริษัทเอกชน ตลอดจนประชาชนคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติในประเทศญี่ปุ่น
ลิเบียยังระอุ
ภายหลังจากที่พันธมิตรนานาชาติได้เข้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในลิเบียส่งผลให้กองกําลังของ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี อ่อนแรงลง จนเป็นเหตุให้กองกําลังฝ่ายต่อต้านอาศัยจังหวะรุกชิงพื้นที่คืนจากกลุ่มสนับสนุนกัดดาฟี โดยได้ยึดเมืองเบงกาซี และราสลานุฟ ให้เป็นฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏอย่างเด็ดขาด เช่นเดียวกับการยึดเมืองเบรกา ศูนย์กลางน้ำมันของประเทศ และเดินหน้าเข้าโจมตีเมืองเซอร์ตี บ้านเกิดของกัดดาฟี เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของชัยชนะ ก่อนพุ่งเป้าไปยังกรุงตริโปลี เมืองหลวง เพื่อกดดันให้กัดดาฟีถอนตัวออกจากตำแหน่ง
ทว่า เพียงไม่กี่วันให้หลัง ฝ่ายกองกําลังฝ่ายสนับสนุนกัดดาฟีได้ตอบโต้และยึดพื้นที่คืนจนฝ่ายต่อต้านต้องถอยร่นออกจากเมืองราสลานุฟ ซึ่งการต่อสู้ภายในลิเบียนั้นเป็นไปในลักษณะผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่ในระยะยาวกองกําลังฝ่ายสนับสนุนกัดดาฟีน่าจะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบ เนื่องจากมีอาวุธที่พร้อมกว่าฝ่ายต่อต้าน
ส่วนประธานาธิบดี บารัก โอบามา แห่งสหรัฐ ได้กล่าวต่อสาธารณะตอบโต้เสียงวิจารณ์เกี่ยวกับปฏิบัติการในลิเบียว่า สหรัฐไม่สามารถรอให้เกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ประชาชนชาวลิเบีย และยืนยันว่าไม่ต้องการที่จะใช้กําลังทหารในการขับไล่ผู้นําลิเบีย โดยยกเหตุการณ์ในอิรักไว้เป็นตัวอย่างที่สหรัฐจะไม่ยอมให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ทั้งยังกล่าวว่า สหรัฐจะลดบทบาทของตัวเองเหลือเพียงแค่บทบาทผู้สนับสนุน เพื่อลดต้นทุนและความเสี่ยงของสหรัฐในปฏิบัติการดังกล่าว
ทั้งนี้ ภายหลังการกล่าวชี้แจงของประธานาธิบดีสหรัฐเพียงหนึ่งวัน ประชาคมโลกได้ร่วมกันหารือที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อหาข้อตกลงในการยุติปัญหาในลิเบีย โดยที่ประชุมมีมติให้กัดดาฟีเดินทางออกนอกประเทศทันที และหาทางออกให้กับลิเบียในยุคหลังกัดดาฟี พร้อมทั้งกําหนดบทบาทให้องค์กรสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือ (นาโต) เป็นผู้รับผิดชอบในปฏิบัติการในลิเบียอย่างเป็นทางการแทนที่สหรัฐ ซึ่งทําหน้าที่ในช่วงสัปดาห์แรกๆ ส่วนกัดดาฟี ผู้นําลิเบีย ได้ส่งจดหมายถึงการประชุมดังกล่าว เพื่อเรียกร้องให้กองกําลังพันธมิตรหยุดปฏิบัติการในลิเบีย โดยให้เหตุผลว่าเป็นการกระทําที่ป่าเถื่อน พร้อมทั้งยืนยันว่าจะไม่ออกจากตําแหน่ง และพร้อมสู้ต่อไป







