
วิกฤตนิวเคลียร์เขย่าโลก
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เขย่าขวัญสั่นสะท้านไปทั้งโลก ต้องยกให้กับเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อนหน้ากับเหตุธรณีพิบัติภัยแผ่นดินไหวสึนามิที่ญี่ปุ่น ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นได้รับการยกระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวจาก 8.9 ริกเตอร์ เป็น 9 ริกเตอร์ โดยยอดตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการวันที่ 19 มี.ค. อยู่ที่ 7,320 คน โดยมีแนวโน้มว่าตัวเลขอาจเพิ่มสูงขึ้น และยังคงมีผู้สูญหายอยู่ที่ 10,316 คน
ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา เหตุการณ์ที่เขย่าขวัญสั่นสะท้านไปทั้งโลก ต้องยกให้กับเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อนหน้ากับเหตุธรณีพิบัติภัยแผ่นดินไหวสึนามิที่ญี่ปุ่น ซึ่งความเสียหายที่เกิดขึ้นได้รับการยกระดับความรุนแรงของแผ่นดินไหวจาก 8.9 ริกเตอร์ เป็น 9 ริกเตอร์ โดยยอดตัวเลขผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการวันที่ 19 มี.ค. อยู่ที่ 7,320 คน โดยมีแนวโน้มว่าตัวเลขอาจเพิ่มสูงขึ้น และยังคงมีผู้สูญหายอยู่ที่ 10,316 คน
วิกฤตนิวเคลียร์สะเทือนโลก
ทว่า เหตุการณ์ต่อเนื่องจากแผ่นดินไหวที่สร้างความหวาดผวาให้กับโลกมากที่สุดกลับเป็นวิกฤตโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 4 แห่ง จากจำนวนทั้งสิ้น 55 แห่ง นั่นคือ โรงปฏิกรณ์โอกาวา โรงปฏิกรณ์ฟูกุชิมา ไดอิชิ โรงปฏิกรณ์ฟูกุชิมา ไดนิ และโรงปฏิกรณ์โตไค ไดนิ
แม้ว่าทันทีที่เกิดเหตุแผ่นดินไหว ระบบของโรงปฏิกรณ์จะสั่งปิดการทำงานของเตาปฏิกรณ์โดยอัตโนมัติ ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจากการที่ระบบหล่อเย็นไม่ทำงาน ส่งผลต่อระดับความร้อนที่ทวีสูงขึ้นของแท่งพลังงานในเตาปฏิกรณ์ จนเสี่ยงที่จะเกิดการหลอมละลาย และนำไปสู่การระเบิดครั้งรุนแรงพร้อมกับการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีจำนวนมหาศาล ซึ่งคร่าชีวิตมนุษย์ได้โดยง่าย เหมือนเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นที่โรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลในรัสเซีย
ทีมผู้เชี่ยวชาญและทีมวิศวกรโรงงานต่างระดมกำลังอย่างสุดความสามารถ ภายใต้การติดตามอย่างใกล้ชิดของสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ส่งผลให้ในวันที่ 14มี.ค. ระบบหล่อเย็นของโรงปฏิกรณ์สามารถกลับมาทำงานได้ตามปกติ เว้นแต่โรงปฏิกรณ์ฟูกุชิมา ไดอิชิเท่านั้นที่ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ นับตั้งแต่การระเบิดของอาคารเตาปฏิกรณ์ที่ 1 เมื่อวันที่ 13 มี.ค. ก่อนที่เตาปฏิกรณ์ที่ 3 จะระเบิดในวันที่ 14 มี.ค. ตามด้วยเตาปฏิกรณ์ที่ 2 ในวันที่ 15 มี.ค. พร้อมด้วยไฟไหม้อาคารเตาปฏิกรณ์ที่ 4 ในวันเดียวกัน
การระเบิดติดๆ กัน และเพลิงที่โหมไหม้ส่งผลต่อการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีปนเปื้อนไปในอากาศจนอยู่ในระดับที่เป็นอันตรายร้ายแรงต่อมนุษย์ กระจายทั่วรอบๆ โรงไฟฟ้าและพื้นที่ใกล้เคียง รวมทั้งเมืองหลวงอย่างโตเกียว บรรดาชาติตะวันตกต่างเร่งออกแถลงการณ์เตือนประชาชนชาติตนเองให้เดินทางออกจากญี่ปุ่นทันทีหากไม่มีเหตุจำเป็นใดๆ จนเกิดคลื่นชาวต่างชาติอพยพแน่นขนัด
ด้านสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ และชาติตะวันตกอย่างสหรัฐ ได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญเข้าตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือ ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นได้ยกระดับความรุนแรงของนิวเคลียร์จากระดับ 4 มาอยู่ในระดับ 5 จากทั้งหมด 7 ระดับ แม้ว่าจะสามารถดับไฟที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้แล้วด้วยการใช้เฮลิคอปเตอร์ตักน้ำทะเลราดลงบนอาคารเตาปฏิกรณ์
ทันทีที่มีข่าวการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการ กระแสไอโอดีนฟีเวอร์ก็เริ่มต้นขึ้น ส่งผลให้ยาเม็ดไอโอดีนขาดตลาด เนื่องจากประชาชนต่างแห่ซื้อมาตุนไว้ป้องกันตัว เช่นเดียวกับที่กักตุนอาหารและน้ำจนเกลี้ยงสต๊อกไปแล้วก่อนหน้านี้
นอกจากนี้ สถานการณ์ยังได้สร้างวีรบุรุษให้โลกต้องจารึกกับทีมวิศวกร 180 คน ที่พยายามยับยั้งไม่ให้โรงปฏิกรณ์ระเบิด ตามความวิตกของหลายฝ่าย แม้ว่านั่นอาจหมายถึงชีวิตของตนเอง จนสามารถคลี่คลายความตึงเครียดของสถานการณ์ลงได้ระดับหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่สถานการณ์ที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เริ่มดีขึ้น รัฐบาลญี่ปุ่นยังจับตามองสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าระวังปริมาณและการปนเปื้อนของสารกัมมันตรังสี ตลอดจนสืบสวนหาสาเหตุของเหตุการณ์ในครั้งนี้
จากน้ำตาสู่น้ำใจ เร่งกู้เศรษฐกิจ
ความช่วยเหลือจากนานาประเทศหลั่งไหลเข้าญี่ปุ่นไม่ขาดสาย เริ่มต้นด้วยทีมกู้ภัย กับทีมบรรเทาสาธารณภัย เพื่อค้นหาเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย และบรรเทาเยียวยาผู้รอดชีวิต โดยหลังจากเหตุแผ่นดินไหวและสึนามิ ชาวญี่ปุ่นยังต้องผจญภัยอากาศหนาวจากหิมะที่ตกลงมาอย่างหนัก และการขาดแคลนปัจจัยสี่ขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ความเดือดร้อนยังได้ลามบานปลายทั่วประเทศ เหตุเพราะโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าหลักของญี่ปุ่นประสบปัญหา ส่งผลต่อปริมาณกระแสไฟฟ้าไม่เพียงพอต่อความต้องการ จนต้องตัดไฟในบางพื้นที่
ด้านองค์จักรพรรดิอากิฮิโต ได้ทรงแสดงความเสียพระราชหฤทัยต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมทรงประทานกำลังใจให้ชาวญี่ปุ่นเข้มแข็งเพื่อฟันฝ่าอุปสรรคด้วยกัน ขณะที่ทางธนาคารแห่งประเทศญี่ปุ่นได้ทุ่มงบประมาณทั้งสิ้นกว่า 21.8 ล้านล้านเยน เสริมแรงธนาคาร และระบบการเงินเพื่อให้เกิดสภาพคล่อง เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เสียหายจากเหตุแผ่นดินไหวเป็นการด่วน
โลกอาหรับยังระอุ
แม้ว่าทั่วโลกกำลังหวาดหวั่นต่อมหันตภัยนิวเคลียร์ เหตุการณ์จลาจลในภูมิภาคตะวันออกกลางไม่ได้ลดความร้อนแรงลงแม้แต่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประท้วงในลิเบีย และในบาห์เรน โดยล่าสุดกองกำลังทหารของบาห์เรนได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชนที่เดินทางมาชุมนุมประท้วงที่จัตุรัสไข่มุก เกิดการต่อสู้ปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 5 คน และบาดเจ็บหลายราย พร้อมประกาศกฎอัยการศึก 3 เดือน เพื่อให้ทหารเข้ามาควบคุมดูแลให้เกิดความสงบ
ขณะที่กองกำลังฝ่ายสนับสนุนผู้นำลิเบียยังคงเดินหน้ากระชับพื้นที่คืนจากฝ่ายต่อต้านอย่างต่อเนื่อง จนในที่สุดสหประชาชาติได้ลงมติให้ใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อปกป้องพลเรือนของลิเบีย แม้ลิเบียจะเห็นด้วยกับข้อตกลงหยุดยิง แต่ก็ยังท้าทายชาติตะวันตกต่อไป เนื่องจากยังคงมีรายงานการใช้กำลังกดดัน และโจมตีฝ่ายกบฏด้วยอาวุธปืนหนัก ทั้งทางบก และทางอากาศอย่างต่อเนื่อง







