
ญี่ปุ่นอพยพ2แสนหนีตายภัยนิวเครลียร์
ญี่ปุ่นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ภัยกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์คุกคามไม่หยุดหย่อน ต้องเร่งอพยพประชาชนเหยียบ 2 แสนคนหนีตาย ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ยอดผู้เสียชีวิตอาจทะลุหลักหมื่น
ญี่ปุ่นเคราะห์ซ้ำกรรมซัด ภัยกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลจากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์คุกคามไม่หยุดหย่อน ต้องเร่งอพยพประชาชนเหยียบ 2 แสนคนหนีตาย ท่ามกลางกระแสคาดการณ์ยอดผู้เสียชีวิตอาจทะลุหลักหมื่น
หายนภัยแผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิถล่มญี่ปุ่นยิ่งโกลาหลหนัก เมื่อเตาปฏิกรณ์ของโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ หรือโรงงานหมายเลข 1 ในเมืองฟูกุชิมา ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนักจากภัยแผ่นดินไหวและสึนามิ เกิดรังสีรั่วไหลอย่างต่อเนื่อง หลังจากเตาปฏิกรณ์หน่วยที่ 1 เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เนื่องจากระบบหล่อเย็นเกิดขัดข้อง จนปล่อยกัมมันตภาพรังสีไปสู่ชั้นบรรยากาศและพื้นที่โดยรอบโรงงาน
ด้านสำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (ไอเออีเอ) ยังประกาศภาวะฉุกเฉินที่โรงงานนิวเคลียร์แห่งที่ 2 หลังจากพบการรั่วไหลของรังสี
ในชั้นต้น การระเบิดที่โรงงานแห่งแรกส่งผลให้ผู้ประสบภัยกว่า 190 คน ที่รอการอพยพออกจากเมืองฟุตาบะ และในรัศมี 10 กิโลเมตร โดยรอบโรงงาน อาจได้รับอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี ซึ่งจากการตรวจสอบขั้นต้นพบว่า 22 คนได้รับรังสี
เรียว มิยาเกะ โฆษกสำนักงานนิวเคลียร์แห่งชาติญี่ปุ่น เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าผู้ประสบภัยกลุ่มดังกล่าวมีความจากเสี่ยงการปนเปื้อนรังสีอยู่ในระดับรุนแรงเพียงใด หรืออยู่ในระดับที่อันตรายหรือไม่ ทว่าทั้งหมดอยู่ระหว่างการตรวจร่างกายโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข
ทั้งนี้ หากผู้ประสบภัยได้รับกัมมันตภาพรังสีในระดับไม่มากและในระยะเวลาไม่นานนัก ในระยะสั้น จะมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หากได้รับในปริมาณที่มากอาจถึงขั้นเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วันหรือในทันที ในระยะยาว การได้รับรังสีอาจเป็นสาเหตุของเนื้องอก โรคมะเร็ง หรือถึงขั้นพันธุกรรมเปลี่ยนแปลง ซึ่งทางการญี่ปุ่นได้แจกธาตุไอโอดีนให้กับผู้ต้องสงสัยว่าจะได้รับรังสี เพื่อป้องกันการเกิดมะเร็ง
ด้านสำนักงานอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เปิดเผยว่า มีกระแสลมพัดจากทางทิศใต้ของประเทศผ่านทางโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ที่พำนักอยู่ทางทิศเหนือได้รับผลกระทบ หากมีการแพร่กระจายของรังสีอย่างต่อเนื่อง
ฟิลิป ไวต์ แห่งศูนย์ข้อมูลนิวเคลียร์เพื่อพลเมือง (ซีเอ็นไอซี) กล่าวกับสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ว่า ขณะนี้รังสีได้แพร่กระจายสู่ชั้นบรรยากาศแล้ว และหากเกิดฝนตกลงมารังสีจะสัมผัสกับมนุษย์และสิ่งแวดล้อมโดยตรง และเป็นอันตรายอย่างยิ่งในลักษณะเดียวกับที่เกิด “ฝนดำ” ภายหลังการระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ซึ่งปนเปื้อนรังสีในระดับสูงมาก ส่งผลให้ผู้ที่ได้สัมผัสกับฝนดำป่วยด้วยโรคร้าย ทั้งนี้ในกรณีของโรงงานฟูกุชิมา ไดอิชิ ขึ้นอยู่กับกระแสลมที่กำลังพัดพาเมฆฝนไปยังทิศทางใด
หลังจากเกิดภัยนิวเคลียร์ที่ญี่ปุ่น รัฐบาลท้องถิ่นของรัฐแคลิฟอร์เนีย ประกาศเฝ้าระวังการพัดพาของกัมมันตภาพรังสีจากญี่ปุ่น เนื่องจากรัฐแคลิฟอร์เนียตั้งอยู่ตรงกันข้ามฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกโดยตรงกับญี่ปุ่น เช่นเดียวกับหน่วยงานนิวเคลียร์ของฝรั่งเศส ที่เริ่มจับตาความผิดปกติของสภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง ส่วนรัฐบาลฝรั่งเศสสั่งให้ประชาชนเดินทางออกจากญี่ปุ่น เนื่องจากหวั่นเกรงภัยกัมมันตภาพรังสี
ทั้งนี้ ทางการญี่ปุ่นได้สั่งการให้อพยพประชาชนกว่า 2 แสนคน ออกจากพื้นที่ในรัศมี 20 กิโลเมตร ของโรงงานนิวเคลียร์แห่งที่ 1 และแห่งที่ 2 อย่างเร่งด่วน หลังจากเตาปฏิกรณ์ลูกที่ 1 เกิดระเบิดจากการหลอมละลายบางส่วน อีกทั้งยังมีความเสี่ยงสูงที่เตาหมายเลข 3 จากทั้งหมด 6 เตา จะเกิดภาวะสะสมก๊าซไฮโดรเจนในระดับที่สูงเกินไป จนนำไปสู่การระเบิดรุนแรงเหมือนเตาหมายเลข 1 เนื่องจากระบบหล่อเย็นเกิดขัดข้องเช่นกัน ทว่าทางการญี่ปุ่นยังเชื่อว่าจะไม่เกิดการระเบิดเป็นครั้งที่ 3 และขณะนี้ได้ทำการฉีดน้ำทะเลจากชายฝั่งเพื่อลดความร้อนในเตาตัวต่างๆ
ยูกิโอะ เอดาโนะ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงว่า การระเบิดที่เกิดขึ้นกับโรงงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ และจะไม่รุนแรงจนกระทั่งแกนของเตาแยกปฏิกรณ์นิวเคลียร์หลอมละลาย หรือ Melt Down อย่างเต็มที่ ยังผลให้กัมมันตภาพรังสีแพร่กระจายในวงกว้าง และส่งผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์และสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง เหมือนดังที่เคยเกิดขึ้นกับโรงงานนิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิล และที่เกาะทรีไมล์ ของสหรัฐ เมื่อ 25 และ 32 ปีที่แล้ว
“สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะไม่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่เราต้องทำการประกาศ (อพยพประชาชน) เนื่องจากเราไม่สามารถปฏิเสธความเป็นไปที่จะเกิดการระเบิดขึ้นอีกครั้ง” เอดาโนะ แถลง และก่อนหน้านี้ทางการญี่ปุ่นได้แจ้งต่อไอเออีเอ ว่า ระดับกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลจะเริ่มลดลงเป็นลำดับ เนื่องจากการะเบิดของเตาปฏิกรณ์ยังไม่กระทบต่อแกนหลัก
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานนิวเคลียร์ เตือนว่า การฉีดน้ำทะเลเพื่อลดความร้อนในเตาปฏิกรณ์ทดแทนระบบหล่อเย็นที่เสียจากแผ่นดินไหว ส่งผลให้ญี่ปุ่นยิ่งเสี่ยงที่จะเผชิญกับวิกฤตรุนแรงไม่ต่างจากการระเบิดของโรงงานนิวเคลียร์ที่เชอร์โนบิล จนส่งผลให้กัมมันตภาพรังสีในระดับที่เป็นอันตรายต่อมนุษย์แพร่กระจายไปทั่ว
“สถานการณ์เริ่มส่อให้เห็นถึงความสิ้นหวัง เป็นที่ชัดเจนว่าญี่ปุ่นไม่มีความสามารถในการเสาะหาน้ำจืดหรือน้ำเปล่าเพื่อหล่อเย็นและทำให้เตาปฏิกรณ์เป็นปกติ และขณะนี้ด้วยการกระทำที่สิ้นหวังอย่างยิ่ง ญี่ปุ่นกำลังพึ่งพาน้ำทะเลเพื่อเป็นการทดแแทน” โรเบิร์ต อัลวาเรซ จากสถาบันเพื่อการศึกษานโยบาย (ไอพีเอส) ของสหรัฐ กล่าว พร้อมชี้ว่า การใช้น้ำทะเลหล่อเย็นไม่ต่างอะไรกับความพยายามต่อชีวิตเมื่ออายุขัยได้หมดสิ้นลงแล้ว
ด้านผู้เชี่ยวชาญรายอื่นๆ ในที่ประชุมด้านวิกฤตนิวเคลียร์ของญี่ปุ่นที่จัดขึ้นที่กรุงวอชิงตัน ของสหรัฐ ชี้ว่า น้ำทะเลมีความเป็นกรดสูง จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งในการใช้หล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ที่มีความเปราะบางอยู่แล้ว ซึ่ง เคน เบอร์เกอรอน ผู้เชี่ยวชาญด้านอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ ชี้ว่า สภาพของโรงงานนิวเคลียร์ฟูกุชิมาไดอิชิมีความแข็งแรงกว่าโรงงานที่เชอร์โนบิล แต่น้อยกว่าที่โรงงานบนเกาะทรีไมล์ ขณะที่ ปีเตอร์ แบรดฟอร์ด อดีตคณะกรรมาธิการควบคุมพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติสหรัฐ (เอ็นอาร์ซี) เตือนว่า หากความพยายามหล่อเย็นล้มเหลว ญี่ปุ่นอาจต้องเผชิญกับหายนะในรูปแบบเดียวกับวิกฤตที่เชอร์โนบิล







