
สมรภูมิโลกไซเบอร์ระอุ โลกเข้าสู่ยุค “สงครามโลกครั้งที่ 3”
ด้านมืดของโลกไซเบอร์ที่ย่อโลกขนาดใหญ่ให้เล็กลงแค่ปลายนิ้ว ก็ก่อกำเนิดอาวุธร้ายแรงที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3!!!
ด้านมืดของโลกไซเบอร์ที่ย่อโลกขนาดใหญ่ให้เล็กลงแค่ปลายนิ้ว ก็ก่อกำเนิดอาวุธร้ายแรงที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3!!!
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ในขณะที่ชาวโลกกว่าครึ่งกระโจนเข้าสู่กระแสสังคมยุคใหม่ในโลกไซเบอร์ ที่โลกอินเทอร์เน็ตได้ทะลุแนวกำแพงของความเป็นส่วนตัวพุ่งเข้าสู่ชีวิตประจำวันหลายคนนั้น
ต้องยอมรับว่าโลกไซเบอร์ คือโลกยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง
การติดต่อสื่อสารทะลุแนวพรมแดนระหว่างประเทศที่ทั่วโลกสามารถเข้าถึงกันได้ด้วยปลายนิ้วสัมผัสนั้น ทำให้เกิดคำถามขึ้นไม่น้อยว่า... การปะทะกันระหว่างสังคมที่แตกต่างระหว่างอารยธรรมที่ขัดแย้งกัน ตลอดไปจนถึงการต่อสู้ทางธุรกิจนั้น ได้ทำให้สงครามโลกไซเบอร์กำลังก่อตัวขึ้น
จนหลายคนยอมรับว่า สภาวะนี้คือสงครามโลกครั้งที่ 3 ที่การต่อสู้เกิดขึ้นในโลกเสมือนจริง และกำลังส่งผลกระทบต่อโลกจริงๆด้วย
ไม่ว่าจะเป็นการปะทะกันในโลกของธุรกิจ หรือแม้แต่ระบบความมั่นคงระดับประเทศ
เมื่อหลายปีก่อนฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐอ้างว่าถูกแฮกเกอร์จากจีนพยายามเจาะระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของกระทรวงกลาโหมหลายพันหลายหมื่นครั้ง
ตลอดมาจนถึงเมื่อไม่กี่วันนี้ กรณีของเว็บไซต์กูเกิลที่ถูกจีนเจาะระบบแฮกข้อมูลของบรรดานักเคลื่อนไหวที่เป็นปรปักษ์กับทางการจีน จนทำให้กูเกิลต้องออกมาขู่ว่าจะยกเลิกธุรกิจในจีน
ถือเป็นตัวอย่างล่าสุดที่เห็นได้ชัดถึงสงครามโลกไซเบอร์ยุคใหม่ ที่ส่งผลต่อโลกจริง ทั้งในด้านความมั่นคงและโลกธุรกิจ
ความเห็นล่าสุดของ เดฟ เดอวอลท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารและประธานของบริษัท “แมคอะฟี” ผู้ผลิตระบบป้องกันภัยทางอินเทอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์น่าสนใจไม่น้อย
เมื่อเขาได้กล่าวนอกรอบการประชุมเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ว่า มีรัฐบาลทั่วโลกกว่า 20 แห่ง ที่เร่งสะสมอาวุธในโลกไซเบอร์กันครั้งใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะสหรัฐ จีน ฝรั่งเศส รัสเซีย และอิสราเอล ที่กลายเป็น 5 มหาอำนาจในสงครามโลกครั้งนี้แล้ว
แม้ว่าจะไม่ได้เปิดเผยว่าอาวุธเหล่านั้นคืออะไร มีรูปร่างเช่นไร แต่ต่ก็ไม่ยากที่จะคาดเดาว่า อาวุธเหล่านี้หนีไม่พ้นไวรัสอินเทอร์เน็ต และมาลแวร์ (Malware) ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นสปายแวร์ (Spyware) หรือไวรัสม้าเร็ว “โทรจัน” (Trojan) ที่เป็นอาวุธที่สามารถเจาะระบบและทำลายซอฟต์แวร์ของคู่ต่อสู้ได้อย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลจากเดฟ ยิ่งสร้างภาพความน่าตื่นตะลึงให้อีกไม่น้อย เมื่อเขาเปิดเผยว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมานี้เอง ปริมาณของมาลแวร์เหล่านี้ เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 500% ..!
“ความเคลื่อนไหวทั่วโลกเท่าที่เห็นนั้น จากเดิมที่จะเป็นการป้องกันตัวเอง ระวังภัยกัน แต่แนวโน้มในขณะนี้กลับกลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างพยายามรุกกันมากขึ้น เปิดการโจมตีมากขึ้น
เราเห็นความเคลื่อนไหวนี้ได้ชัดเจนมาก เราเห็นว่ามีมากกว่า 20 ประเทศ ที่รัฐบาลของพวกเขากำลังเร่งติดอาวุธให้กับตัวเอง ในสงครามโลกไซเบอร์นี้ รวมไปถึงการสอดแนมและการสะสมอาวุธ” เดฟ กล่าว
ข้อมูลจากซีอีโอแมคอะฟีไม่ใช่เรื่องเกินจริงเลย ถ้าหากย้อนกลับไปเมื่อราวปลายปีที่แล้ว เมื่อเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานด้านโทรคมนาคมของสหประชาชาติ ชื่อว่า ฮามาดูน ตูเร ก็เคยเตือนมาแล้วครั้งหนึ่งว่า สงครามโลกครั้งใหม่นั้นกำลังก่อตัวขึ้นในโลกไซเบอร์จริง
ทั้งนี้ จากผลสำรวจผู้บริหารฝ่ายความมั่นคงด้านไอทีกว่า 600 คนจาก 14 ประเทศทั่วโลก ระบุว่า พวกเขา 60% เชื่อว่าระบบไอทีของพวกเขาถูกกรองข้อมูลในระบบของพวกเขาจากรัฐบาลประเทศอื่นๆ แล้ว โดย 36% เห็นว่ารัฐบาลสหรัฐเป็นภัยใหญ่ที่สุด ตามมาด้วยจีนที่ 33%
แม้ว่าภัยนี้กำลังคุกคามกันชาวโลกกันมากขึ้น แต่ก็ดูเหมือนว่ารัฐบาลหลายประเทศยังคงไหวตัวช้ากับการป้องกันศึกครั้งนี้ หนำซ้ำยังละเลยไม่ให้ความช่วยเหลือกับภาคเอกชนป้องกันข้อมูลทางโลกไซเบอร์ของตัวเองให้ดีพออีกด้วย
รายงานระบุว่า มีแต่จีนเท่านั้นที่ทำได้ดียิ่งในด้านนี้ เมื่อรัฐบาลกรุงปักกิ่งได้พยายามตั้งมาตรฐานด้านความปลอดภัยในโลกไซเบอร์ให้กับเอกชนอย่างจริงจัง
ผลกระทบต่อโลกจริง
ในขณะที่การควบคุมระบบสาธารณูปโภคในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว มีแนวโน้มว่ากำลังใช้การควบคุมผ่านการออนไลน์ทางอินเทอร์เน็ตมากขึ้น ยิ่งใช้ระบบนี้มากเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงมากเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับโรงกลั่นน้ำมัน ตลอดไปจนถึงโรงผลิตกระแสไฟฟ้าที่นับวันยิ่งจะต้องพึ่งพาการควบคุมผ่านอินเทอร์เน็ตมากขึ้นทุกที และความเสี่ยงจากการถูกโจมตีนั้นมีสูงมาก
ในรายงานเรื่อง “วิเคราะห์ระบบสาธารณูปโภคในยุคสงครามไซเบอร์” ซึ่งทำการวิเคราะห์โดยศูนย์ศึกษาระหว่างประเทศ และศูนย์การวางยุทธศาสตร์ในสหรัฐ ได้ประเมินว่าการโจมตีทางโลกไซเบอร์ได้สร้างความเสียหายเป็นมูลค่า 6.3 ล้านเหรียญสหรัฐต่อวัน หรือ 1.75 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปีทั่วโลก
“แน่นอนว่ามีความพยายามที่จะระเบิดสงครามโลกไซเบอร์ในระบบโครงสร้างสาธารณูปโภคของเรา พวกเขาอาจจะกำลังเรียนรู้ระบบอยู่ และพยายามจะเจาะเข้าไปในเครือข่ายคอมพิวเตอร์เหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง” ไมเคิล แอสเซนต์ ผู้อำนวยการฝ่ายเจ้าหน้าที่ของบรรษัท การไฟฟ้าแห่งอเมริกาเหนือ กล่าวให้ความเห็น
นอกจากนั้น จากการศึกษายังพบอีกว่าบริษัทต่างๆ ได้รายงานว่าเครือข่ายการควบคุมระบบสาธารณูปโภคของพวกเขานั้นกำลังถูกโจมตีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งๆ ที่งบประมาณการป้องกันในด้านนี้ก็ถูกจำกัดลงมากอันเป็นผลจากวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ทว่าการโจมตีกลับเกิดถี่ขึ้น และมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น
“ไม่มีระบบป้องกันเฉพาะแบบที่จะคอยติดตามการโจมตีที่ซับซ้อนและเปลี่ยนรูปแบบได้ทุกเมื่อ ยิ่งไปกว่านั้นนวัตกรรมเทคโนโลยีแบบใหม่ เช่น จากระบบสมาร์ต กริด และการเชื่อมต่อผ่านระบบ SCADA ก็ยิ่งเพิ่มอันตรายมากขึ้นด้วย”
การสำรวจล่าสุดของสถาบันเปิดเผยด้วยว่า นอกเหนือจากการโจมตีเพื่อขโมยข้อมูลทางการเงิน ในปัจจุบันนี้มีแนวโน้มของการโจมตีระบบของบริษัทผู้ควบคุมแหล่งพลังงานทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นน้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติมากขึ้นเรื่อยๆ
1 ใน 3 ของผู้ตอบแบบสอบถาม กล่าวว่า การโจมตีมีมากขึ้น และ 2 ใน 5 บอกว่าใน 1 ปี จะมีสักครั้งหนึ่งที่พวกเขาจะเจอการโจมตีใหญ่ ในขณะนี้จีนถือว่าเป็นประเทศที่มีการติดตั้งระบบป้องกันจากสงครามโลกไซเบอร์สำหรับระบบสาธารณูปโภคนี้มากที่สุด ขณะที่อิตาลี สเปน และอินเดียนั้นยังอยู่ในระดับต่ำมาก
“ตราบใดที่รัฐบาลประเทศมหาอำนาจส่วนใหญ่ของโลกยังคงไม่เข้าไปขัดขวางเสรีภาพอันไร้ขีดจำกัดในโลกไซเบอร์ สภาพของสงครามที่ดุเดือดเช่นนี้ก็จะดำเนินขึ้นไปเรื่อยๆ” คณะนักวิจัยของศูนย์ศึกษาระหว่างประเทศ และศูนย์การวางยุทธศาสตร์กล่าวทิ้งท้าย
เป็นการสรุปความง่ายๆ และชัดถ้อยชัดคำว่า...เสรีภาพไร้ขีดจำกัดในบางเรื่องนั้น ก็อาจกลับมาเป็นภัยสู่มนุษย์และสังคมส่วนรวมเช่นกัน...!







