
ทรัมป์ขู่ทำลายอิหร่าน หากยังไม่บรรลุข้อตกลงสันติภาพ
ทรัมป์กล่าวต่อที่ประชุม UNGA ว่าสหรัฐฯ อาจ “ทำลายสาธารณรัฐอิสลาม” หากอิหร่านไม่บรรลุข้อตกลง พร้อมคาดเจรจาสันติภาพหลังเลือกตั้งกลางเทอม
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ กล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UNGA) เมื่อวันอังคาร โดยยืนยันเหตุผลของสหรัฐฯ ในการทำสงครามกับอิหร่าน พร้อมเตือนว่าอาจ “ทำลายสาธารณรัฐอิสลาม” หากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงยุติความขัดแย้ง
ทรัมป์ระบุว่า การดำเนินการทางทหารของสหรัฐฯ ช่วยป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ และเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ร่วมมือกับสหรัฐฯ กดดันและแยกอิหร่านออกจากระบบเศรษฐกิจ เพื่อผลักดันให้เตหะรานกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจา
ทรัมป์คาดการณ์ว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านหลังการเลือกตั้งกลางเทอมในวันที่ 3 พฤศจิกายน พร้อมตั้งคำถามต่อที่ประชุมว่า สหรัฐฯ ควรเปิดทางให้อิหร่านฟื้นฟูประเทศผ่านข้อตกลง หรือเลือกทำลายสาธารณรัฐอิสลามโดยเร็ว
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์เปิดเผยภายหลังว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ มีการหารือกับฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านนาน 3 ชั่วโมง และเป็นการหารือที่ “ดีมาก” ก่อนชี้แจงว่า สตีฟ วิทคอฟฟ์ และจาเรด คุชเนอร์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ พบกับผู้ไกล่เกลี่ยของอิหร่าน ไม่ใช่เจ้าหน้าที่อิหร่านโดยตรง
ในการกล่าวสุนทรพจน์นาน 37 นาที ทรัมป์ยังกล่าวถึงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ โดยยืนยันว่า การโจมตีอิหร่านช่วยลดภัยคุกคามจากประเทศที่อาจมีอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมย้ำว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้ารักษาอิทธิพลในซีกโลกตะวันตก
ทรัมป์ยังกล่าวถึงเม็กซิโกว่าเป็น “ศูนย์กลางความรุนแรงจากแก๊งค้ายา” และเรียกร้องให้รัฐบาลเม็กซิโกกลับมาควบคุมดินแดนของตนเอง ขณะที่ระบุว่าสหรัฐฯ กำลังผลักดันให้เกิด “การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ” ในคิวบา ส่งผลให้คณะผู้แทนคิวบาบางส่วนเดินออกจากห้องประชุม
ขณะเดียวกัน ทรัมป์กลับมาโจมตีองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) พร้อมประกาศว่าสหรัฐฯ จะไม่ยอมให้เจ้าหน้าที่ทหารอเมริกันอยู่ภายใต้เขตอำนาจของศาลดังกล่าว
คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์หลังคณะค้นหาข้อเท็จจริงของ UN ระบุว่า มีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อว่ากองกำลังสหรัฐฯ อาจก่ออาชญากรรมสงครามจากการโจมตีอิหร่าน 2 ครั้ง รวมถึงเหตุการณ์ที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งในเมืองมินาบ ทางตอนใต้ของอิหร่าน
สำหรับประเด็น AI ซึ่งจะมีการหารือในคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติในวันพุธ ทรัมป์ยอมรับว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีความท้าทาย แต่ยืนยันว่าจะไม่ขัดขวางการเติบโตของ AI ซึ่งเขามองว่าอาจมีผลกระทบในวงกว้างยิ่งกว่าการปฏิวัติอุตสาหกรรม
สุนทรพจน์ดังกล่าวเปิดฉากภารกิจการทูตของทรัมป์ในนครนิวยอร์ก ซึ่งมีกำหนดพบผู้นำมากกว่า 12 ประเทศ ท่ามกลางสงครามในตะวันออกกลางและยูเครนที่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ







