
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงรับเดือน ก.ย. สงครามอิหร่านกดดันราคาน้ำมันพุ่ง
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงรับต้นเดือนกันยายน หลังบอนด์ยีลด์พุ่งและราคาน้ำมันทะยานจากความตึงเครียดสหรัฐ-อิหร่าน ดันตลาดเพิ่มคาดการณ์เฟดขึ้นดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดลดลงในวันอังคาร (1 ก.ย.) หลังแรงเทขายพันธบัตรทั่วโลกทวีความรุนแรง ขณะที่ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความหวังที่ลดลงต่อการยุติความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และอิหร่านในระยะใกล้ ส่งผลให้ดัชนีหุ้นหลักทั้ง 3 แห่งเริ่มต้นเดือนกันยายนด้วยแรงกดดันอย่างหนัก
ดัชนีดาวโจนส์และ S&P 500 ปรับตัวลง ขณะที่ Nasdaq ลดลงมากกว่า 1% หลังสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางกลับมารุนแรงขึ้นและผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้น
ขณะเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของหลายประเทศปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี เนื่องจากตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางอาจจำเป็นต้องเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรวัดสำคัญของต้นทุนการกู้ยืมในตลาด ยังคงขยับขึ้น หลังแตะระดับสูงสุดในรอบ 19 เดือนเมื่อวันจันทร์
นอกจากปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ยและภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ปัจจัยตามฤดูกาลยังอาจกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยข้อมูลของ Fisher Investments ซึ่งอ้างอิงข้อมูลจาก Finaeon ระบุว่า เดือนกันยายนเป็นเดือนเดียวที่ตลาดหุ้นสหรัฐให้ผลตอบแทนเฉลี่ยติดลบ นับตั้งแต่ปี 2469
สงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง หวั่นกระทบเงินเฟ้อ
สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีทางอากาศระลอกใหม่ต่อเป้าหมายในอิหร่านบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ หลังสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐระบุว่า วอชิงตันมีแนวโน้มประกาศมาตรการคว่ำบาตรธนาคารเพิ่มเติมต่ออิหร่าน เพื่อกดดันเศรษฐกิจและจำกัดความสามารถของรัฐบาลเตหะราน
อิหร่านตอบโต้ด้วยการเตือนว่าจะขัดขวางการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซีย ส่งผลให้ตลาดกลับมากังวลว่าอุปทานน้ำมันจากตะวันออกกลางอาจหยุดชะงัก โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญของโลก
ราคาน้ำมันดิบปรับขึ้นมากกว่า 4 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แตะระดับสูงสุดในรอบ 5 สัปดาห์ โดยน้ำมันดิบเบรนท์เพิ่มขึ้น 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.6% ปิดที่ 94.65 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) เพิ่มขึ้น 4.46 ดอลลาร์ หรือ 5.2% ปิดที่ 90.22 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นสร้างความกังวลเพิ่มเติมต่อเงินเฟ้อ เพียงไม่กี่วันหลังจากเควิน วอร์ช ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้มีบทบาทสำคัญด้านนโยบายการเงิน ส่งสัญญาณว่าจะผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อกลับสู่เป้าหมายของธนาคารกลางสหรัฐ หรือเฟด
ตลาดเพิ่มเดิมพันเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้ตลาดเพิ่มการคาดการณ์ว่าเฟดอาจขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนักราว 68.2% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25 จุดเปอร์เซ็นต์ในการประชุมปลายเดือนกันยายน เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 39.6% เมื่อหนึ่งสัปดาห์ก่อน
การคาดการณ์ดังกล่าวสะท้อนความกังวลว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาเพิ่มขึ้น และจำกัดพื้นที่ในการผ่อนคลายนโยบายการเงินของเฟด
หุ้นร่วง ทองคำดิ่งกว่า 2%
ดัชนีดาวโจนส์ ปิดที่ 52,766.93 จุด ลดลง 418.97 จุด หรือ 0.79%
ดัชนี S&P 500 ปิดที่ 7,631.47 จุด ลดลง 54.67 จุด หรือ 0.71%
ขณะที่ Nasdaq Composite ปิดที่ 26,099.77 จุด ลดลง 271.11 จุด หรือ 1.03%
ด้านราคาทองคำร่วงลงมากกว่า 2% แตะระดับต่ำสุดในรอบ 2 สัปดาห์ เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ที่สูงขึ้นและเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า กดดันความต้องการถือครองทองคำ
ราคาทองสปอตลดลง 2.4% มาอยู่ที่ 4,342.20 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังระหว่างวันแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 19 สิงหาคมที่ 4,362.89 ดอลลาร์ต่อออนซ์
แรงขายทองคำยังเพิ่มขึ้นหลังราคาหลุดระดับค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 4,528 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยราคาทองคำได้หลุดระดับดังกล่าวมาตั้งแต่วันที่ 28 สิงหาคม
ส่วนสัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐลดลง 1.9% ปิดที่ 4,396.40 ดอลลาร์ต่อออนซ์







