
สหรัฐฯ-อิหร่านเริ่มขยายการโจมตีโครงสร้างพื้นฐาน เสี่ยงสงครามลาม
สหรัฐฯ และอิหร่านขยายเป้าหมายโจมตีสู่โครงสร้างพื้นฐาน ขณะความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียทวีความรุนแรง ดันราคาน้ำมันพุ่ง-UN แสดงความกังวล
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านทวีความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง หลังทั้งสองฝ่ายขยายเป้าหมายการโจมตีจากฐานทัพทางทหารไปสู่โครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่สงครามจะลุกลามในตะวันออกกลางและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของโลก
กองทัพสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการโจมตีสะพานหลายแห่งในภาคใต้ของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีโรงไฟฟ้าและโรงผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลในประเทศคูเวต ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ ความเสียหายต่อระบบผลิตไฟฟ้า และกระทบต่อกำลังการผลิตไฟฟ้าจำนวนมาก โดยเจ้าหน้าที่คูเวตเร่งควบคุมสถานการณ์และฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภค
ด้านสถานการณ์ทางทะเลยิ่งสร้างความวิตก หลังนาวิกโยธินสหรัฐฯ เข้าตรวจยึดเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ช่องแคบฮอร์มุซเพื่อบังคับใช้มาตรการปิดล้อม ขณะที่เกิดเหตุชายติดอาวุธยึดเรือบรรทุกสารเคมีอีกลำในอ่าวเอเดน ใกล้ช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญอีกแห่งของโลก
สำนักข่าวกึ่งทางการ Tasnim ของอิหร่านรายงานว่า กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ "กำหนดเป้าหมาย" เรือที่ชักธงไทยซึ่งกำลังเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แต่ไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดเพิ่มเติม ขณะที่ยังไม่มีการยืนยันข้อมูลดังกล่าวจากทางการไทยหรือแหล่งข่าวอิสระ
ความขัดแย้งปะทุขึ้นอีกครั้งหลังข้อตกลงหยุดยิงระหว่างทั้งสองฝ่ายล่มเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ความเป็นไปได้ของการกลับเข้าสู่สงครามเต็มรูปแบบเพิ่มสูงขึ้น โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ขู่ว่าจะขยายการโจมตีทางอากาศต่อโครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน และไม่ตัดความเป็นไปได้ในการใช้กำลังภาคพื้นดิน ขณะที่อิหร่านเตือนว่าจะยกระดับสู่ปฏิบัติการโจมตีเต็มรูปแบบ หากการโจมตีของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไป
โมห์เซน เรซาอี ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดอิหร่าน ระบุว่า หากสหรัฐฯ เดินหน้าโจมตีต่ออีกหลายวัน อิหร่านจะเข้าสู่ "ระยะปฏิบัติการเชิงรุกเต็มรูปแบบ"
ด้าน อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติ แสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อการยกระดับความรุนแรง โดยเฉพาะการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานของพลเรือนทั้งในอิหร่านและประเทศอื่นในภูมิภาค พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง
สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า สะพานอย่างน้อย 5 แห่งในภาคใต้ของประเทศถูกโจมตี มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 7 รายจากเหตุโจมตีสะพานในเมืองท่าบันดาร์คามีร์ รวมถึงสถานีรถไฟในพื้นที่ได้รับความเสียหาย ขณะที่สนามบินในเมืองอิหรันชาห์ ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนปากีสถาน ก็ถูกโจมตีเช่นกัน
อิหร่านยังประกาศโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในคูเวต กาตาร์ และบาห์เรน รวมถึงสถานีเรดาร์ของสหรัฐฯ ในโอมาน โดยมีรายงานเสียงระเบิดในกรุงโดฮา เมืองหลวงของกาตาร์ และมีเด็กได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิด
ความตึงเครียดในภูมิภาคส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 3% และมีแนวโน้มบวกต่อเนื่องเป็นสัปดาห์ที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับตัวลดลงจากความกังวลว่าสถานการณ์อาจกระทบต่อการขนส่งพลังงานผ่านช่องแคบฮอร์มุซและช่องแคบบับอัลมันเดบ ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญของการส่งออกน้ำมันโลก
นักวิเคราะห์มองว่า หากอิหร่านผลักดันให้กลุ่มฮูตีในเยเมนปิดช่องแคบบับอัลมันเดบเพิ่มเติม จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก และอาจผลักดันราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นอีกในระยะต่อไป.







