
ช่องแคบฮอร์มุซเดือด! เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตี ปมสหรัฐฯ-อิหร่านปะทุ
เรือบรรทุกน้ำมันถูกโจมตีในช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางการตอบโต้ทางทหารระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังทั้งสองฝ่ายกล่าวหากันว่าละเมิดข้อตกลงสันติภาพชั่วคราว
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงอีกครั้ง หลังเรือบรรทุกน้ำมันลำหนึ่งถูกวัตถุปริศนาพุ่งโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันเสาร์ (ตามเวลาท้องถิ่น) นับเป็นเหตุการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้นท่ามกลางการเผชิญหน้าระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน ซึ่งต่างกล่าวหาอีกฝ่ายว่าละเมิดข้อตกลงสันติภาพชั่วคราวที่เพิ่งลงนามร่วมกันเมื่อสองสัปดาห์ก่อน
สำนักงานความมั่นคงทางทะเลแห่งสหราชอาณาจักร (UKMTO) เปิดเผยว่า เรือบรรทุกน้ำมันได้รับความเสียหายบริเวณสะพานเดินเรือ (Bridge) จากการถูกวัตถุพุ่งชน อย่างไรก็ตาม ลูกเรือทั้งหมดปลอดภัย ขณะที่ศูนย์ข้อมูลความมั่นคงทางทะเลร่วม (Joint Maritime Information Center - JMIC) ได้ประกาศยกระดับการประเมินภัยคุกคามต่อการเดินเรือในภูมิภาค หลังเกิดเหตุโจมตีต่อเนื่องในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงสองวันหลังเรือสินค้าลำหนึ่งถูกโจมตีในบริเวณเดียวกัน ซึ่งกลายเป็นชนวนให้สถานการณ์ระหว่างวอชิงตันและเตหะรานกลับมาตึงเครียดอย่างหนัก โดยสหรัฐฯ ระบุว่าได้โจมตีเป้าหมายของอิหร่านในช่วงคืนที่ผ่านมา ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าได้โจมตีเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับกองกำลังสหรัฐฯ เพื่อตอบโต้การกระทำดังกล่าว
แม้อิหร่านจะยังไม่ได้แสดงความเห็นโดยตรงต่อรายงานการโจมตีเรือพาณิชย์ แต่สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ได้ยิง "กระสุนเตือน" ไปยังเรือบางลำที่พยายามเดินเรือผ่านเส้นทางซึ่งไม่ได้รับอนุญาตจากอิหร่าน ส่งผลให้เรือหลายลำเริ่มยื่นขออนุญาตจากทางการอิหร่านก่อนเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ก่อนหน้านี้ กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า การโจมตีเป้าหมายทางทหารที่เชื่อมโยงกับสหรัฐฯ เป็นการดำเนินการเพื่อการป้องกันตนเอง ขณะที่บาห์เรน ซึ่งเป็นที่ตั้งกองบัญชาการกองเรือที่ 5 ของกองทัพเรือสหรัฐฯ รายงานว่าถูกโจมตีด้วยโดรนจากอิหร่าน แม้กองทัพสหรัฐฯ จะยังไม่ออกแถลงการณ์ตอบโต้ในทันที
อิหร่านยังกล่าวหาว่าสหรัฐฯ ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงสันติภาพ โดยเฉพาะการไม่สามารถรักษาการหยุดยิงในเลบานอนได้ หลังอิสราเอลยังคงปฏิบัติการทางทหารในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ แม้จะมีการประกาศข้อตกลงหยุดยิงฉบับใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แต่สถานการณ์ภาคสนามยังคงเปราะบาง โดยทั้งอิสราเอลและกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ยังคงยืนกรานจุดยืนของตนเอง
ด้านโทรทัศน์ของรัฐบาลเลบานอนรายงานว่า มีการโจมตีด้วยโดรนของอิสราเอลในพื้นที่นาบาติเยห์ ทางตอนใต้ของประเทศ ขณะที่กองทัพอิสราเอลระบุว่า เป้าหมายคือบุคคลที่เป็นภัยคุกคามต่อกำลังพลของตน ส่วนนายนาอิม กัสเซ็ม ผู้นำกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ประกาศไม่ยอมรับข้อตกลงหยุดยิงฉบับล่าสุด พร้อมระบุว่าเป็น "ข้อตกลงที่เป็นโมฆะ"
ในอีกด้านหนึ่ง นายโมห์เซน เรซาอี ที่ปรึกษาผู้นำสูงสุดของอิหร่าน กล่าวหาว่าสหรัฐฯ ละเมิดบันทึกความเข้าใจที่ใช้ยุติสงคราม ด้วยการสนับสนุนกองกำลังตัวแทนในภูมิภาคและสร้างความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่อิหร่านยืนยันว่า ท่าเรือซิริก ซึ่งถูกสหรัฐฯ โจมตี ยังสามารถดำเนินงานได้ตามปกติและไม่มีความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐาน
ช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยก่อนหน้านี้เรือบรรทุกน้ำมันหลายร้อยลำต้องติดค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียจากผลกระทบของสงคราม กระทั่งเริ่มกลับมาเดินเรือได้ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกปรับลดลงใกล้ระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการฟื้นตัวของตลาดพลังงานจะเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืนก็ต่อเมื่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาปลอดภัยทั้งขาเข้าและขาออก
สหรัฐฯ ยังคงผลักดันให้เรือพาณิชย์ใช้เส้นทางด้านใต้ใกล้ชายฝั่งโอมาน ขณะที่อิหร่านต้องการให้เรือเดินผ่านเส้นทางด้านเหนือซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของตน และมีแนวโน้มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการใช้เส้นทางในอนาคต
ขณะเดียวกัน นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และหัวหน้าคณะเจรจาของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยืนยันว่า สหรัฐฯ ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด พร้อมเตือนว่า หากอิหร่านเลือกใช้ความรุนแรง ก็จะได้รับการตอบโต้ด้วยความรุนแรงเช่นเดียวกัน
นักวิเคราะห์ประเมินว่า การปะทะรอบล่าสุดเกิดขึ้นในช่วงสุดสัปดาห์ที่ตลาดน้ำมันโลกปิดทำการ ทำให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาแสดงจุดยืนและตอบโต้กันโดยไม่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันทันที อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาอย่างใกล้ชิดว่า ความตึงเครียดครั้งนี้จะคลี่คลายลงก่อนตลาดเปิดทำการอีกครั้ง หรือจะลุกลามจนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพด้านพลังงานของโลกในระยะต่อไป







