
กัมพูชานำข้อพิพาททะเลไทยสู่กลไกยูเอ็น หวังคลี่คลายปมพลังงาน 3 แสนล้านดอลลาร์
กัมพูชาเดินหน้ากระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับภายใต้กฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หลังไทยยกเลิกกรอบเจรจาปี 2544 ปมพื้นที่ทับซ้อนในอ่าวไทยที่อุดมด้วยก๊าซและน้ำมันมหาศาล
กัมพูชาประกาศเมื่อวันที่ 2 มิถุนายนว่า ได้แจ้งต่อองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) และประเทศไทยอย่างเป็นทางการถึงการเริ่มต้นกระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับ (Compulsory Conciliation) ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อหาทางยุติข้อพิพาทเขตแดนทางทะเลที่ยืดเยื้อมานานกับประเทศไทย
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังรัฐบาลไทยตัดสินใจยกเลิกข้อตกลงปี 2544 กับกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวเมื่อเดือนที่ผ่านมา ซึ่งเดิมเป็นกรอบความร่วมมือสำหรับการเจรจาเกี่ยวกับพื้นที่พิพาทในอ่าวไทยที่ทั้งสองประเทศอ้างสิทธิทับซ้อนกัน
สมเด็จ ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอธิปไตยและสิทธิทางทะเลของกัมพูชาให้สอดคล้องกับหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ขณะที่กระทรวงการต่างประเทศไทยยังไม่มีความเห็นอย่างเป็นทางการต่อกรณีดังกล่าว
การยกเลิกข้อตกลงของไทยเกิดขึ้นท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่เพิ่มสูงขึ้น หลังนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย ได้รับเลือกตั้งกลับเข้าดำรงตำแหน่งอีกสมัยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยหนึ่งในคำมั่นสำคัญระหว่างการหาเสียงคือการทบทวนแนวทางจัดการข้อพิพาทกับกัมพูชา ภายหลังเกิดการปะทะกันตามแนวชายแดนระหว่างสองประเทศถึงสองครั้งในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
พื้นที่พิพาทแหล่งพลังงานมหาศาล
พื้นที่พิพาทดังกล่าว หรือที่เรียกว่า “พื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อน” (Overlapping Claims Area: OCA) ครอบคลุมพื้นที่ทางทะเลราว 26,000 ตารางกิโลเมตรในอ่าวไทย ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชาต่างอ้างสิทธิครอบครอง
ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าพื้นที่ดังกล่าวมีทรัพยากรก๊าซธรรมชาติสำรองเกือบ 12 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต รวมถึงแหล่งน้ำมันจำนวนมาก คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 300,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 10 ล้านล้านบาท
รัฐมนตรีพลังงานกัมพูชาเปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า ความผันผวนของตลาดพลังงานโลกจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ทำให้การปลดล็อกทรัพยากรใต้ทะเลในพื้นที่พิพาทกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนมากขึ้นสำหรับทั้งภูมิภาค
กลไกไกล่เกลี่ยภายใต้กฎหมายทะเล
ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) กระบวนการไกล่เกลี่ยภาคบังคับเปิดทางให้คณะผู้เชี่ยวชาญอิสระตรวจสอบข้อพิพาทและเสนอแนวทางแก้ไข แม้ข้อเสนอแนะที่ออกมาจะไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายต่อคู่กรณีก็ตาม
กัมพูชาได้แต่งตั้งนายปรัก สุคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นผู้แทนหลักในกระบวนการดังกล่าว พร้อมแต่งตั้งปีเตอร์ ทักเซอ-เยนเซน นักการทูตชาวเดนมาร์ก และฌอง-มาร์ก ตูว์เวอแน็ง นักวิชาการชาวฝรั่งเศส เป็นผู้ไกล่เกลี่ย
ตามขั้นตอน ไทยจะมีเวลา 21 วันในการแต่งตั้งผู้ไกล่เกลี่ยของตนเองอีก 2 คน ก่อนที่คณะผู้ไกล่เกลี่ยทั้งหมดจะร่วมกันคัดเลือกประธานคณะกรรมาธิการไกล่เกลี่ย โดยมีกระบวนการอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของเลขาธิการสหประชาชาติ
ไทยยืนยันใช้การเจรจาทวิภาคี
ที่ผ่านมา ไทยแสดงจุดยืนคัดค้านการนำข้อพิพาทกับกัมพูชาเข้าสู่กลไกระหว่างประเทศหลายครั้ง รวมถึงการเสนอให้ส่งคดีเข้าสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) โดยยืนยันว่าประเด็นดังกล่าวควรได้รับการแก้ไขผ่านการเจรจาโดยตรงระหว่างสองประเทศ
แม้ปัจจุบันทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ภายใต้ข้อตกลงหยุดยิงที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม หลังการปะทะกันสองรอบตามแนวชายแดนความยาว 817 กิโลเมตรในปีที่ผ่านมา แต่ความไม่ไว้วางใจยังคงดำรงอยู่
การปะทะดังกล่าวส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 150 คน และทำให้ประชาชนหลายแสนคนต้องอพยพออกจากพื้นที่ โดยทั้งไทยและกัมพูชาต่างกล่าวหาว่าอีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มต้นการสู้รบ







