posttoday

วิกฤตพลังงานทุบอุตสาหกรรมสิ่งทอเอเชีย แบรนด์แฟชั่นจ่อขึ้นราคา

25 เมษายน 2569

พิษสงครามอิหร่าน ปิดช่องแคบฮอร์มุซ ดันต้นทุน 'โพลีเอสเตอร์' พุ่ง ทุบอุตสาหกรรมสิ่งทอเอเชีย จับตาธุรกิจ 'ฟาสต์แฟชั่น' จ่อปรับราคา

 

ราคาเชื้อเพลิงที่พุ่งทะยานขึ้นนับตั้งแต่เกิดสงครามในอิหร่าน กำลังบีบให้ผู้ผลิตโพลีเอสเตอร์และโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าทั่วอินเดียและบังกลาเทศต้องแบกรับต้นทุนอย่างสาหัส ซึ่งวิกฤตดังกล่าวอาจลุกลามจนทำให้แบรนด์ฟาสต์แฟชั่นอย่าง Zara และ H&M ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นตามไปด้วย

 

มาธุ ซูดาน บาเกเรีย กรรมการผู้จัดการของ Filatex หนึ่งในผู้ผลิตเส้นด้ายโพลีเอสเตอร์รายใหญ่ที่สุดของอินเดีย เปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ขณะนี้บริษัทต้องแบกรับภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นเกือบ 30% สำหรับการจัดซื้อวัตถุดิบตั้งต้นกลุ่มปิโตรเคมี ได้แก่ กรดเทเรฟทาลิกบริสุทธิ์ (PTA) และโมโนเอทิลีนไกลคอล (MEG) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตเส้นด้าย ซึ่งสาเหตุหลักมาจากซัพพลายเออร์ฝั่งจีนพร้อมใจกันปรับขึ้นราคา ประกอบกับปัญหาห่วงโซ่อุปทานในตะวันออกกลางที่หยุดชะงัก

 

ผลกระทบดังกล่าวกำลังขยายวงกว้างไปทั่วทั้งห่วงโซ่อุปทานเครื่องนุ่งห่มซึ่งมีเอเชียเป็นฐานการผลิตหลัก อวิชาล อารยา ซีอีโอของ Bindal Silk Mills ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผ้าโพลีเอสเตอร์ให้แบรนด์ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ ทั้ง H&M, Inditex (บริษัทแม่ของ Zara), Target, Walmart และ IKEA ระบุว่าวิกฤตพลังงานครั้งนี้ดันต้นทุนสารเคมีและสีย้อมให้พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

 

ปัญหาที่เข้ามาซ้ำเติมคือ ภาวะขาดแคลนก๊าซหุงต้มอันเป็นผลพวงจากสงคราม ได้บีบให้แรงงานข้ามชาติจำนวนมากทิ้งถิ่นฐานออกจากเมืองสุรัต ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสิ่งทอในรัฐคุชราตทางตะวันตกของอินเดีย โดยอารยายอมรับว่า "ช่วงนี้เราแทบจะผลิตสินค้าส่งมอบตามคำสั่งซื้อจากทั่วโลกไม่ทันเลยจริงๆ"

 

โพลีเอสเตอร์เป็นผลผลิตต่อเนื่องจากน้ำมันดิบ ครองสัดส่วนถึง 59% ของการผลิตเส้นใยทั่วโลก และเป็นส่วนประกอบสำคัญในสินค้าแทบทุกชนิดตั้งแต่กางเกงวิ่งไปจนถึงชุดเดรส อุตสาหกรรมนี้จึงได้รับผลกระทบโดยตรงจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

 

วิกฤตพลังงานทุบอุตสาหกรรมสิ่งทอเอเชีย แบรนด์แฟชั่นจ่อขึ้นราคา

 

 

จับตา 'ฟาสต์แฟชั่น' จ่อแบกต้นทุนพุ่ง

 

ภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอาจกระทบไปยังธุรกิจค้าปลีกอื่นๆที่พึ่งพาซัพพลายเชนโพลีเอสเตอร์ในเอเชีย แม้ว่าในระยะสั้น แบรนด์ค้าปลีกต่างๆ จะยังรอดพ้นจากวิกฤตนี้ไปได้เพราะอาศัยการสั่งซื้อล่วงหน้าไว้แล้วก็ตาม

 

แหล่งข่าวในวงการอุตสาหกรรมเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า H&M ประเมินว่าซัพพลายเออร์ในบังกลาเทศเตรียมจะปรับขึ้นราคาในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แต่ทางแบรนด์วางแผนที่จะรับภาระต้นทุนส่วนนี้ไว้เอง ขณะที่แถลงการณ์ของ H&M ระบุว่าบริษัทยังไม่พบปัญหาการผลิตหยุดชะงักที่รุนแรงในบังกลาเทศ และยังไม่มีความเคลื่อนไหวจากซัพพลายเออร์ที่ขอยื่นปรับเงื่อนไขการสั่งซื้ออันเนื่องมาจากต้นทุนพลังงาน

 

ด้าน Inditex บริษัทแม่ของ Zara ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นซัพพลายโพลีเอสเตอร์ของบริษัท เช่นเดียวกับ Target, Walmart และ IKEA ที่ยังไม่ออกมาแสดงท่าทีใดๆ

 

ปัจจุบัน แบรนด์ค้าปลีกอย่าง Zara และ H&M ได้ปรับกลยุทธ์หันมาใช้โพลีเอสเตอร์รีไซเคิลที่ผลิตจากขวดพลาสติกเป็นหลัก ซึ่งช่วยลดแรงกระแทกจากต้นทุนราคาน้ำมันได้ในระดับหนึ่ง ทว่าในภาพรวมระดับโลก โพลีเอสเตอร์รีไซเคิลยังคงมีสัดส่วนเพียง 12% ของกำลังการผลิตโพลีเอสเตอร์ทั้งหมดเท่านั้น

 

วิกฤตพลังงานทุบอุตสาหกรรมสิ่งทอเอเชีย แบรนด์แฟชั่นจ่อขึ้นราคา

 

'รองเท้าผ้าใบ' คิวต่อไปที่ต้องรับแรงกระแทก

 

นอกจากเสื้อผ้าแล้ว วัสดุกลุ่มปิโตรเคมีอย่าง เอทิลีนไวนิลอะซิเตต (EVA) ยังเป็นหัวใจสำคัญในการผลิตรองเท้าผ้าใบ ส่งผลให้กลุ่มผู้ค้าปลีกในสหรัฐฯ เริ่มส่งสัญญาณเตือนถึงผลกระทบ 

 

แมตต์ พรีสต์ ประธานสมาคมผู้จัดจำหน่ายและผู้ค้าปลีกรองเท้าแห่งอเมริกา (FDRA) กล่าวว่า "วิกฤตนี้ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างในทุกมิติ ไม่ว่าจะนำเข้ารองเท้าจากที่ไหนก็ตาม" โดยรายงานล่าสุดของทางสมาคมฯ ระบุชี้ชัดว่า มีส่วนประกอบที่ต้องพึ่งพาปิโตรเคมีถึง 25 ชนิดในการผลิตรองเท้า ตั้งแต่พื้นยางสังเคราะห์ด้านนอก ไปจนถึงโฟมโพลียูรีเทนและกาวอุตสาหกรรม

 

ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอาจดันให้ราคาขายปลีกพุ่งตาม และสร้างความท้าทายอย่างหนักให้บรรดาแบรนด์ต่างๆ ในการคาดการณ์อุปสงค์ของตลาด

 

"วัสดุใดก็ตามที่เชื่อมโยงกับราคาน้ำมัน ล้วนส่งผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้" โฆษกของ Nike กล่าวย้ำทิ้งท้าย

 

ข่าวล่าสุด

ถ่ายทอดสด ฟูแล่ม พบ แอสตัน วิลล่า พรีเมียร์ลีก วันนี้ 25 เม.ย.69