กองทัพสหรัฐประกาศปิดล้อมอิหร่าน ดันราคาน้ำมันโลกพุ่งแรง
กองทัพสหรัฐประกาศเริ่มปิดกั้นเส้นทางเรือสู่อิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลราคาน้ำมันทะยานเกิน 100 ดอลลาร์ ท่ามกลางความตึงเครียดที่ทวีขึ้น
กองบัญชาการกลางของสหรัฐ (CENTCOM) ประกาศเริ่มดำเนินมาตรการปิดล้อมการเดินเรือทั้งหมดที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่าน ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน เวลา 10.00 น. ตามเวลาตะวันออกของสหรัฐ โดยเป็นการยกระดับมาตรการกดดันหลังการเจรจาระหว่างวอชิงตันและเตหะรานล้มเหลวในการยุติความขัดแย้ง
แถลงการณ์ระบุว่า มาตรการดังกล่าวจะบังคับใช้กับเรือทุกสัญชาติที่เข้าออกพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน ทั้งในอ่าวอาหรับและอ่าวโอมาน โดยจะดำเนินการอย่าง “เป็นกลาง” อย่างไรก็ตาม กองกำลังสหรัฐจะไม่ขัดขวางเสรีภาพในการเดินเรือของเรือที่ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังท่าเรือของอิหร่านผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศให้กองทัพเรือสหรัฐเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ส่งผลให้สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางยกระดับขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
ผลกระทบจากมาตรการนี้ปรากฏชัดในตลาดพลังงานโลก โดยราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นกว่า 7% ในวันเดียว ทะยานขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง โดยน้ำมันดิบเบรนต์แตะระดับ 101.91 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอยู่ที่ 104.16 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
นักวิเคราะห์ด้านพลังงานระบุว่า การปิดล้อมดังกล่าวอาจทำให้การส่งออกน้ำมันของอิหร่าน ซึ่งมีปริมาณสูงถึง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน ถูกจำกัดอย่างรุนแรง และอาจกดดันให้ประเทศพันธมิตรของอิหร่านต้องเร่งหาทางออกทางการเมืองเพื่อคลี่คลายสถานการณ์
ด้านกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านออกแถลงเตือนว่า เรือรบใด ๆ ที่พยายามเข้าใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ จะถือเป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว และจะถูกตอบโต้ “อย่างรุนแรงและเด็ดขาด”
แม้สถานการณ์จะตึงเครียด แต่ข้อมูลการขนส่งระบุว่า ยังมีเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่บางส่วนสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ก่อนหน้าการบังคับใช้มาตรการ ขณะที่เรือจำนวนมากเริ่มหลีกเลี่ยงเส้นทางดังกล่าวแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง ซาอุดีอาระเบียประกาศฟื้นฟูขีดความสามารถในการสูบน้ำมันผ่านท่อ East-West ได้เต็มกำลังที่ประมาณ 7 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อรองรับความผันผวนของตลาด หลังโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งก่อนหน้า
นักวิเคราะห์มองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นอาจส่งผลให้ราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูงในระยะต่อไป และมีความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจโลก หากความตึงเครียดในภูมิภาคยังไม่คลี่คลายลง


