เริ่มแล้ว การเจรจาสหรัฐ–อิหร่าน เพื่อคลี่คลายสงคราม หวังเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
สหรัฐและอิหร่านเปิดเจรจาระดับสูงครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษ หวังยุติสงคราม 6 สัปดาห์ ขณะช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นประเด็นขัดแย้งสำคัญ
การเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 6 สัปดาห์ ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน นับเป็นการพบหารือโดยตรงในระดับสูงที่สุดในรอบกว่าครึ่งศตวรรษ และเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสิบปีที่ทั้งสองฝ่ายเปิดโต๊ะเจรจาโดยตรง
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐได้เริ่มกระบวนการเคลียร์พื้นที่ในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก หลังจากถูกอิหร่านปิดกั้น โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการเพื่อประโยชน์ของประชาคมโลก
ช่องแคบฮอร์มุซยังคงเป็นประเด็นขัดแย้งหลักในการเจรจา แม้ทั้งสองฝ่ายจะบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ก่อนหน้านี้ โดยสื่อของอิหร่านรายงานว่า ประเด็นดังกล่าวยังคงเป็นข้อถกเถียงอย่างจริงจัง ขณะที่กองทัพสหรัฐยืนยันว่าเรือรบของตนสามารถผ่านเส้นทางดังกล่าวได้แล้ว และกำลังเตรียมการกวาดล้างทุ่นระเบิด
ด้านอิหร่านยืนยันจุดยืนเรียกร้องให้มีการปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัดในต่างประเทศ การควบคุมช่องแคบฮอร์มุซ การชดใช้ค่าเสียหายจากสงคราม และการหยุดยิงในภูมิภาคโดยรวม ขณะที่สหรัฐย้ำเป้าหมายหลัก คือการเปิดเสรีการเดินเรือในช่องแคบดังกล่าว และการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ความไม่ไว้วางใจระหว่างทั้งสองฝ่ายยังคงอยู่ในระดับสูง โดยโฆษกรัฐบาลอิหร่านระบุว่า การเจรจาจะดำเนินไป “โดยมีนิ้ววางอยู่บนไกปืน” สะท้อนถึงความระมัดระวังอย่างยิ่งของเตหะราน
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งได้ขยายวงส่งผลกระทบต่อภูมิภาค โดยอิสราเอลยังคงปฏิบัติการโจมตีในเลบานอน ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้สถานการณ์ความมั่นคงในตะวันออกกลางยิ่งทวีความเปราะบาง
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกยังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 20% ของการขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและอัตราเงินเฟ้อในวงกว้าง
อย่างไรก็ตาม มีสัญญาณบวกเล็กน้อย เมื่อมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันขนาดใหญ่บางส่วนเริ่มเดินทางผ่านช่องแคบดังกล่าวได้อีกครั้งหลังการหยุดยิง
การเจรจามีกำหนดดำเนินต่อในช่วงปลายสัปดาห์นี้ ท่ามกลางแรงกดดันจากนานาชาติ รวมถึงสมเด็จพระสันตะปาปา ที่ออกมาเรียกร้องให้ผู้นำโลกยุติ “ความบ้าคลั่งของสงคราม” โดยเร็วที่สุด


