อิหร่านลั่นเจรจาสันติภาพไร้เหตุผล หลังอิสราเอลยังโจมตีเลบานอน
อิหร่านเตือนการเจรจากับสหรัฐไม่เหมาะสม หลังอิสราเอลถล่มเลบานอนหนัก ขณะข้อพิพาทนิวเคลียร์และการหยุดยิงยังเปราะบาง เสี่ยงปะทุอีก
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เมื่ออิหร่านประกาศว่าการเดินหน้าเจรจาสันติภาพกับสหรัฐอเมริกาในขณะนี้เป็น “สิ่งที่ไร้เหตุผล” ภายหลังการโจมตีอย่างหนักของอิสราเอลในเลบานอน ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการปะทุของความขัดแย้งในวงกว้าง
โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่านและหัวหน้าคณะเจรจา ซึ่งสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อการดำเนินการทางทหารของอิสราเอลที่เกิดขึ้น แม้จะมีการประกาศหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้เพียงไม่นาน
กาลิบาฟระบุว่า อิสราเอลได้ละเมิดเงื่อนไขการหยุดยิงหลายประการ ด้วยการเพิ่มปฏิบัติการทางทหารต่อกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน ขณะที่สหรัฐฯ ก็ถูกกล่าวหาว่าละเมิดข้อตกลงเช่นกัน จากการยืนกรานให้อิหร่านยุติโครงการนิวเคลียร์โดยสิ้นเชิง ส่งผลให้บรรยากาศของการเจรจาเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ
ในทางกลับกัน ทั้งสหรัฐฯ และอิสราเอลยืนยันว่า ข้อตกลงหยุดยิงดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงสถานการณ์ในเลบานอน โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮูของอิสราเอลประกาศชัดว่า การโจมตีจะยังคงดำเนินต่อไป และกองทัพยังคงอยู่ในสภาวะ “พร้อมลั่นไก” ตลอดเวลา
ด้านสถานการณ์ภาคสนาม การโจมตีของอิสราเอลในเลบานอนเมื่อวันพุธส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 254 ราย โดยเฉพาะในกรุงเบรุตที่มีผู้เสียชีวิตสูงถึง 91 ราย รายงานระบุว่าการโจมตีบางส่วนเกิดขึ้นโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้าแก่พลเรือน
ขณะเดียวกัน อิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย รวมถึงท่อส่งน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย และมีรายงานการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนในคูเวต บาห์เรน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ส่งผลให้ช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดสำหรับการเดินเรือที่ไม่ได้รับอนุญาต
ประเด็นโครงการนิวเคลียร์ยังคงเป็นหัวใจของความขัดแย้ง โดยสหรัฐฯ อ้างว่าอิหร่านยินยอมยุติการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมและพร้อมส่งมอบคลังวัสดุนิวเคลียร์ ขณะที่ฝ่ายอิหร่านยืนยันว่าการเสริมสมรรถนะยังสามารถดำเนินต่อไปได้ภายใต้เงื่อนไขของข้อตกลง
แม้ทั้งสองฝ่ายต่างประกาศชัยชนะจากสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 5 สัปดาห์ แต่ข้อขัดแย้งหลักยังคงไม่ได้รับการแก้ไข โดยแต่ละฝ่ายยังยืนกรานในข้อเรียกร้องของตน ซึ่งอาจกำหนดทิศทางภูมิรัฐศาสตร์ของภูมิภาคในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ตลาดการเงินโลกตอบรับสถานการณ์ในเชิงบวก ดัชนีหุ้นปรับตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้จะยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดความขัดแย้ง
ในอิหร่าน ประชาชนบางส่วนออกมารวมตัวเฉลิมฉลอง ท่ามกลางความรู้สึกระมัดระวังต่ออนาคตของข้อตกลงหยุดยิง ขณะที่ผู้นำสูงสุดยังคงรักษาอำนาจไว้ได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ


